ฟันเทียมฯผู้สูงวัยสุขใจหลายแสนคน

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันพุธที่  18 มกราคม พ.ศ. 2555

อิ่มเอมใจทั่วหล้าด้วยพระบารมี สู่ปีที่8 ฟันเทียมฯผู้สูงวัยสุขใจหลายแสนคน โดย…ทีมข่าวสาธารณสุข

 

                    “จากกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า “เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงห่วงใยสุขภาพช่องปากของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิต”

นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  เชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมการประชุมวิชาการในโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ” ครั้งที่ 2 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ 5 ธันวาคม 2554 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 ณ ริชมอนด์เเกรนด์บอลรูม โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี

นายต่อพงษ์ กล่าวว่า  กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยและหน่วยงานในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินงานโครงการฟันเทียมพระราชทานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดบริการใส่ฟันเทียมแก่ผู้สูงอายุ ขณะนี้มีจำนวนผู้สูงอายุทั่วประเทศใส่ฟันเทียมแล้ว 2.3 แสนราย พัฒนาศักยภาพชมรมผู้สูงอายุให้มีกิจกรรมเพื่อดูแลสุขภาพช่องปากตนเอง 1,782 ชมรม และพัฒนารูปแบบบริการครอบคลุมการส่งเสริมป้องกันโรคในช่องปากในหน่วยงานบริการสุขภาพ 219 แห่ง

โดยปี 2555 กระทรวงสาธารณสุขยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ กำหนดให้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามนโยบายของสธ. และกำหนดเป้าหมายจัดบริการใส่ฟันเทียมทั้งปากแก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศอีก 3 หมื่นราย จัดบริการรากฟันเทียม 2,800 ราย และจัดให้มีชมรมผู้สูงอายุด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นอีก 250 ชมรม เพื่อเเก้ปัญหาการสูญเสียฟันแก่ผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง

“ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัย ได้ร่วมกับหน่วยงานทันตกรรมพระราชทาน คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล จัดงานรณรงค์คืนรอยยิ้มเเก่ผู้สูงวัยภาคใต้ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สูงอายุใส่ฟันเทียมพระราชทานจำนวน 100 ราย และประชาชนทั่วไปได้รับบริการรักษาทันตกรรม 400 ราย” นายต่อพงษ์ กล่าว

“ดร.นพ.สมยศ  รัศมี” อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเสริมว่าผู้สูงอายุร้อยละ 92 หรือเกือบทุกคนมีการสูญเสียฟัน 1 ซี่ และร้อยละ 10 หรือ 7 แสนคน มีการสูญเสียฟันทั้งปาก ส่วนผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปมีฟันเฉลี่ยเพียง 10.5 ซี่ต่อคน สาเหตุมาจากการไม่ใส่ใจทำความสะอาดช่องปากอย่างต่อเนื่องมาตั้งเเต่เด็ก

“โครงการฟันเทียมฯ คืนรอยยิ้มเเก่ผู้สูงวัย จากการติดตามผู้สูงอายุที่ได้รับการใส่ฟันเทียม พบว่าพึงพอใจร้อยละ 97 สามารถกินอาหารได้อร่อยและกินได้มากขึ้นร้อยละ 83 พอใจความสวยงามร้อยละ 71  มีความสุขมากขึ้นร้อยละ 69 พูดชัดขึ้นร้อยละ 66 มั่นใจในการเข้าสังคมมากขึ้น ร้อยละ 49 ตามลำดับ” ดร.นพ.สมยศ กล่าว

ส่วนเวทีการประชุมวิชาการในครั้งนี้ ดร.นพ.สมยศ กล่าวว่า ถือเป็นเวทีพัฒนาวิชาการ ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี รูปแบบและแนวทาง การสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน ภายใต้กรอบแนวคิดวิชาการสร้างสรรค์ จุดประกายการทำงานเพื่อสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ผ่านกิจกรรมและนิทรรศการสร้างสรรค์ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ นิทรรศการหน่วยงานดีเด่น รวมทั้งชมรมผู้สูงอายุด้านการสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก พร้อมทั้งพิธีมอบฟันเทียมพระราชทานแก่ผู้สูงอายุ มอบโล่และเกียรติบัตรประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานสนับสนุนโครงการ หน่วยงานดีเด่นด้านการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ และมอบรางวัลผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศการประกวด 10 ยอดฟันดี วัย 80 ปี

ขณะที่ “ศ.ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช” ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยสุขภาพปากผู้สูงอายุไทย จึงเกิดโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ  5 ธันวาคม 2554

“โครงการฟันเทียมพระราชทาน ถือเป็นโครงการสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์ที่จะให้คนยากจน หรือผู้ด้อยโอกาสได้ใส่ฟันเทียมเช่นเดียวกับผู้ที่มีฐานะบ้าง อีกทั้งประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ” ท่านผู้หญิงเพ็ชรา กล่าว

นพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข  กรมอนามัย เล่าว่า เมื่อตอนที่เริ่มโครงการสำรวจพบว่า มีผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันเหลืออยู่เลยจำนวน 3 แสนราย อีกทั้งพบว่า 5% ของผู้สูงอายุ หรือ 3 แสนราย ต้องการใส่ฟันเทียมทั้งปาก ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าฟันปลอม ตอนนี้เรียกว่า ฟันเทียม เมื่อดำเนินการมาถึงระยะหนึ่งปรากฏว่ามีภาคีเครือข่ายต่างๆ ร่วมบริการค่อนข้างเยอะ จึงจัดเป็นมหกรรมการประชุมวิชาการขึ้น เพื่อถ่ายทอดรูปแบบการดำเนินการต่างๆ ว่าจะทำอย่างไรจะเก็บรักษาฟันเอาไว้ให้จนถึงบั้นปลายชีวิต

“การประกวด 10 ยอดฟันดี วัย 80  ปี เพื่อยกย่องเชิดชูผู้สูงวัย ที่ดูแลช่องปากได้ดีและต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้เเก่คนรุ่นหลังว่าให้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพฟันจนสามารถใช้งานได้ตลอดชีวิต สอดคล้องกับความคาดหวังของโครงการว่า เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตนเอง เข้าถึงบริการทันตสุขภาพจากภาครัฐตามความจำเป็น ทำให้มีฟันเคี้ยวอาหาร ส่งผลต่อโภชนาการ รวมทั้งมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นพ.สุธา กล่าว

เหนืออื่นใด ด้วยพระบารมีล้นเกล้าฯ ของรัชกาลปัจจุบัน ทำให้ผู้สูงวัยของไทย จำนวน 2.3 แสนคน ที่ได้รับพระราชทานใส่ฟันเทียมไปแล้ว และในปี 2555 อีกจำนวน 3 หมื่นราย ต่างอิ่มเอมใจทั่วหล้า

กลิ่นปาก

กลิ่นปากอาจเกิดจาก

1. มีเศษอาหารตกค้างหมักหมม ควรแก้ปัญหาด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ2 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ถ้าไม่มีโอกาสแปรงฟันควรบ้วนปากด้วยน้ำหลาย ๆครั้ง
2. โรคในช่องปาก ได้แก่ โรคฟันผุ และโรคเหงือกอักเสบ เพราะฟันผุเป็นรูทำให้เศษอาหารตกค้างและอาจมีหนองที่รากฟัน ควรไปพบทันตแพทย์
3. การใส่ฟันปลอมที่ไม่ดี ทำให้เกิดการหมักหมมของเศษอาหารได้
4. โรคบางระบบของร่างกาย เช่น โรคไซนัสอักเสบ,โรควัณโรคปอด การแก้ปัญหา จึงต้องรักษาโรคให้หายขาดร่วมไปกับการรักษาความสะอาดช่องปาก
5. สาเหตุนอกช่องปาก เช่น การกินอาหารที่มีกลิ่นรุนแรง ได้แก่กระเทียม ปลาร้า ทุเรียน ควรแปรงฟันหลังอาหารทันที หรือ ใช้ยาอมระงับกลิ่นปาก

คัดลอกข้อมูลจาก
http://www.dentalcouncil.or.th/content/people/detail.php?type=6&id=72
แก้ไขล่าสุด : 20 พฤศจิกายน 2552