อย่าลืม! หมั่นตรวจฟันทุก 6 เดือน

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เรื่องของปากและฟันเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งคุณรู้ไหมว่า เหตุใดทำไมเราจึงต้องหมั่นไปพบหมอฟันทุกๆ 6 เดือน

ฮั่นแน่มีหลายคนไม่รู้เหตุผลใช่ไหมละ ดังนั้น อีแมกกาซีนจะขอเป็นผู้ไขข้อข้องใจต่างๆ นั้นเสียเอง

ทำไมจึงควรพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน?

ในอดีตประชาชนทั่วไปมักจะมีความเชื่อที่ว่า เมื่ออายุมากขึ้นฟันธรรมชาติในช่องปากจะค่อยๆ หลุดล่วงไปตามกาลเวลา แต่ในปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ฟันธรรมชาติจะคงอยู่ในช่องปากได้ตลอดไป ไม่ว่าอายุของเจ้าของฟันเหล่านี้จะมากขึ้นเท่าใดก็ตามหากเจ้าของจะดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ปัจจุบันสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสียฟันธรรมชาติไป คือ โรคฟันผุ และโรคปริทันต์ (โรคเหงือกอักเสบ)

โรคฟันผุในระยะแรกจะไม่มีอาการใดๆ เลย ผู้ป่วยจึงมักไม่ทราบว่ามีรอยฟันผุอยู่ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนรอยผุนั้นลึกเข้าใกล้ หรือทะลุถึงโพรงประสาทฟันจะมีอาการปวด คนทั่วไปเรียกว่า ผุถึงประสาทฟัน ซึ่งรักษาให้หายได้ด้วยการรักษาครองรากฟัน มีวิธีที่ยุ่งยากกว่าการอุดฟันธรรมดามาก ดังนั้นเพื่อป้องกันจึงควรจะพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คฟันผุ และทำความสะอาดฟัน ทุก 6 เดือน หากพบฟันผุควรอุดรักษาทันที ไม่ควรรอให้มีอาการปวด ซึ่งรอยผุนั้นลุกลามไปถึงประสาทฟันคงไม่แคล้วต้องทำการรักษารากฟัน

การแปรงฟัน

การแปรงฟัน เป็นการดูแลสุขภาพในช่องปากที่ดีที่สุด และสามารถทำได้ด้วยตนเอง ทั้งง่าย สะดวก และประหยัด โดยการแปรงฟันที่ถูกวิธี และเหมาะกับประชาชนทั่วไป คือ การแปรงฟันแบบขยับปัด (Modified bass technic) ร่วมกับการใช้แปรงสีฟัน ที่เหมาะสม ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ สามารถทำได้ง่ายดังนี้ วางด้านข้างของขนแปรง ให้เอียงจรดกับคอฟัน ขยับไปมา แล้วปัดขึ้น หรือ ปัดลง ไปตามตัวฟัน ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า และก่อนนอน ครั้งละ 2 -3 นาที บริเวณที่ต้องแปรง

1.ฟันกรามบนขวาด้านนอก ฟันหน้าบนด้านนอก ฟันกรามบนซ้ายด้านนอก

2.ฟันกรามบนซ้ายด้านใน ฟันหน้าบนด้านใน ฟันกรามบนขวาด้านใน

3.ฟันกรามล่างขวาด้านนอก ฟันหน้าล่างด้านนอก ฟันกรามล่างซ้ายด้านนอก

4.ฟันกรามล่างซ้ายด้านใน ฟันหน้าล่างด้านใน ฟันกรามล่างขวาด้านใน

5.ฟันกรามด้านบดเคี้ยว

ไหมขัดฟัน (Dental floss) หรือเด็นทัลฟลอส

เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเสริมการทำความสะอาดเหงือกและฟันหลังแปรงฟัน โดยจะเข้าไปทำความสะอาดบริเวณใต้เหงือก และซอกฟัน ที่แปรงสีฟันไม่สามารถเข้าถึงได้ วิธีใช้ไหมขัดฟัน คือ ดึงไหมขัดฟันออกมาให้ยาวประมาณ 10 นิ้ว-1 ฟุต พันเส้นขัดฟันเข้ากับนิ้วกลางทั้งสองข้าง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือบังคับเส้นไหมขัดฟันให้ตึงแล้วค่อยๆ เคลื่อนไหมผ่านซอกฟันลงไปในเหงือก ประมาณ 1-2 มิลลิเมตรโค้งเส้นไหมให้ตึงแนบกับคอฟัน แล้วขยับเส้นไหมขัดฟันขึ้นลง บริเวณซอก ทั้งสองด้าน ทำเช่นนี้ทุกซี่ให้ทั่วปาก วันละ 1 ครั้งก่อนนอน จะช่วยป้องกันโรคเหงือกอักเสบและช่วยลดอัตราการเกิดโรคฟันผุได้

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

เตรียมตัวก่อนจัดฟัน

ก่อนจะจัดฟันนั้นลองมาดูกันหน่อยดีกว่าว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร

การจะมีรอยยิ้มที่สวยพิมพ์ใจ เรื่องของฟันก็เป็นสิ่งสำคัญ
แต่จะให้ฟันเรียงตัวสวยดั่งเม็ดข้าวโพดนั้น
ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ

ดังนั้น
การจัดฟันจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณๆ ยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ
ซึ่ง

ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันซ้อนเก ขากรรไกรที่ขนาดหรือตำแหน่งผิดปกติ
เป็นลักษณะที่พบได้อยู่บ่อยๆ จนหลายคนรู้สึกเคยชินกับสภาพที่ปรากฏ น้อยคนจะทราบว่า
ความผิดปกติเหล่านั้นเป็นสาเหตุของปัญหาการบดเคี้ยว การพูด การออกเสียง
สร้างความยากลำบากในการดูแลรักษาความสะอาดซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม
เช่น ก่อให้เกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ
ต้องสูญเสียฟันก่อนเวลาอันควรทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ ปัญหากลิ่นปาก และอื่นๆ
อีกมากมาย แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือปัญหาด้านบุคลิกภาพ
เราคงไม่ต้องสงสัยว่าการมีบุคลิกภาพหน้าตาที่ดี มีฟันเรียงเรียบ
มีรอยยิ้มที่สวยงามช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเราและสร้างควมาประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้มากเพียงใด

ทุกวันนี้ หลายคนอาจมองว่าการจัดฟันเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งจนมีคำเรียกกันว่า
“œจัดฟันแฟชั่น” แต่แท้จริงแล้ว
การจัดฟันเป็นสาขาหนึ่งของการรักษาทางทันตกรรมที่แก้ไขการเรียงตัวของฟัน
การสบฟันหรือรวมไปถึงขนาดและตำแหน่งของขากรรไกรด้วย
นอกจากการจัดฟันจะเป็นการแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว
การจัดฟันยังเป็นการป้องกันความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ป่วยไม่ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ
อีกด้วย

โดยทั่วไปแล้วหากคุณหรือบุตรหลานได้พบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ
ทันตแพทย์ที่ดูแลจะสามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณควรจะต้องพบทันตแพทย์จัดฟัน
(Orthodontists) หรือไม่ ลักษณะความผิดปกติที่พบจะมีได้ในหลายๆ ระดับ
บางอย่างต้องรีบแก้ไขตั้งแต่ยังเด็กๆ 5-6 ปี หรือ 8-9 ปี
เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกใบหน้า
ทำให้รูปหน้าบิดเบี้ยวได้ ลักษณะบางอย่างที่ผู้ปกครองเป็นกังวล เช่น ฟันซ้อนเก
ฟันบิด ฟันห่างในเด็กเล็กๆ อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเลย
เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติขณะที่มีการเปลี่ยนของฟันจากชุดฟันน้ำนมเป็นชุดฟันแท้
และธรรมชาติเองนั่นแหละที่สามารถแก้ไขตัวมันเองได้
เพียงแต่ผู้ปกครองและเด็กได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องเท่านั้น
บางกรณีที่มีความผิดปกติของขนาดขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้องอาจต้องรอจนหมดการเจริญเติบโตประมาณอายุ
18-20 ปี
ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคนแล้วจึงแก้ไขด้วยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร

ปกติฟันน้ำนมซี่สุดท้ายจะหลุดเมื่ออายุประมาณ 12 ปี
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะจัดฟันหากไม่มีปัญหาของกระดูกขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้อง
เนื่องจากฟันแท้ขึ้นครบแล้ว (ไม่รวมฟันกรามแท้ซี่ที่ 3 ซึ่งมักถูกเรียกผิดๆว่า
ฟันคุด)
และเด็กวัยนี้มีทักษะการแปรงฟันที่ดีพอที่จะรักษาความสะอาดของช่องปากขณะที่มีเครื่องมือจัดฟันอยู่ในปากได้
หลายคนสงสัยว่า แล้วผู้ใหญ่จะจัดฟันได้ไหม อายุเท่าไหร่ถึงจะจัดไม่ได้ จริงๆ
แล้วอายุมากแล้วก็สามารถจัดฟันได้ถ้ามีสุขภาพฟัน เหงือก และกระดูก
รองรับฟันที่แข็งแรงพอ
แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนของฟันจะช้ากว่าในเด็กและมีโอกาสเกิดเหงือกร่น
มากกว่าด้วย

ส่วนมากการจัดฟันใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี
ขึ้นกับความรุนแรงของปัญหาและความร่วมมือของผู้ป่วย เช่น
การดูแลรักษาความสะอาดเครื่องมือจัดฟัน ไม่ทำเครื่องมือหลุด ใช้ยางอีลาสติก
ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟันและการมาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม การจัดฟันไม่ใช่เรื่องของแฟชั่น
แต่เป็นการรักษาเพื่อแก้ไขความผิดปกติ ดังนั้นในผู้ที่ฟันไม่มีปัญหาใดๆ
ก็ไม่ควรจัดฟันเพราะ การมีเครื่องมือติดอยู่ที่ฟันทำให้แปรงฟันไม่สะดวก
หากรักษาความสะอาดไม่ดี ฟันก็จะผุ เหงือกก็จะอักเสบ
และทันทีที่ติดเครื่องมือที่ตัวฟัน
ฟันจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งไปทำให้การบดเคี้ยวจากเดิมที่ไม่มีปัญหา
ก็เกิดมีปัญหาขึ้นมาได้เช่นกัน

Article by Nan

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

กินต้องเลือกเพื่อ เหงือกและฟัน

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 06/03/2008
อาหารทุกชนิดที่เราทานจะผ่านทางปาก คราบอาหารที่หลงเหลือจากการบดเคี้ยว จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดทำลายฟันโดยแบคทีเรีย…
การเลือกรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่เหล่า มีผลต่อการเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ในมุมกลับกัน การกินไม่เลือก ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ การได้สารอาหารครบมีความจำเป็นต่อสุขภาพฟันและเหงือก เราพบว่าถ้าขาดอาหารโรคเหงือกอักเสบจะลุกลามเร็วมาก แรงต้านทานต่อการอักเสบจะลดน้อยลง
สารอาหารที่เพียงพอจะมีผลดีต่อการเจริญเติบโตของฟันในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับอาหารครบทุกหมู่เหล่าที่มีผลต่อการสร้างฟัน โดยเฉพาะธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และ ฟลูออไรด์ โปรตีน วิตามิน ต่างๆ จริงๆ แล้วฟันของเด็กเริ่มเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ อาหารที่คุณแม่ทานย่อมมีผลต่อฟันลูกอย่างแน่นอน

อาหารทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ
อาหารทุกชนิดที่เราทานจะผ่านทางปาก โดยมีการบดเคี้ยวสัมผัสกับเหงือกเป็นด่านแรก คราบอาหารที่หลงเหลือจากการบดเคี้ยว จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดทำลายฟันโดยแบคทีเรีย

อาหารที่ช่วยส่งเสริมทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ

น้ำตาล ที่ใช้ในการปรุงอาหาร ขนม น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลที่อยู่ในนม น้ำตาลที่ผสมในอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงต่างๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด น้ำผึ้งที่ผสมในขนม น้ำตาลเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้ฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดรับประทานทั้งหมด เพราะร่างกายยังต้องการสารอาหาร ที่มีในนม ผลไม้ ผัก

แป้ง เป็นอาหารที่ทำให้เกิดพลังงาน (มีอยู่ใน ข้าว ขนมปัง ขนม ฯลฯ) ในมุมกลับกันก็ทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่ายเช่นกัน

กินต้องเลือก เพื่อให้สุขภาพฟันดีเราต้องปรับวิธีการกิน และรูปแบบการกินเสียใหม่ ผมขอแนะนำว่า

ลดการทานอาหารระหว่างมื้อ ยิ่งกินบ่อย เพิ่มความถี่ในการกิน จำนวนกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย ก็มีโอกาสสัมผัสกับผิวฟันมากขึ้น ฟันผุ เหงือกอักเสบง่ายขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ ในเด็กที่หลับคาขวดนม มักจะมีฟันผุทั้งปากก่อนฟันแท้ขึ้น หรือคนที่ทานอาหารว่างอยู่เรื่อย จะมีฟันผุและเหงือกอักเสบมากกว่าคนที่ทานอาหารตามมื้อ

ลดทานอาหารหวานเหนียวๆ ติดฟันง่าย เช่น ท้อฟฟี่ น้ำเชื่อมที่มากับขนม น้ำอัดลม อาหารพวกแป้งที่แปรรูป เช่น ขนมปังกรอบ อาหารหวานสำเร็จรูปบางอย่าง เราควรดูฉลากเพื่อตรวจปริมาณน้ำตาล คงต้องเลือกและลดเสีย ไม่ควรทานบ่อยๆ เลือกทานผลไม้เป็นอาหารว่างแทนขนม สุขภาพฟันดี อย่าลืม กินต้องเลือก และแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้ยาสีฟันที่มีฟูลออไรด์ ป้องกันฟันผุ ใช้ไหมขัดฟัน ทำความสะอาดตามซอกฟัน พบทันตแพทย์ ปี 2 ครั้ง

ถ้าคุณระวังเรื่องอาหารสักหน่อยและทำความสำอาดทุกครั้งหลงรับประทานเป็นประจำ เชื่อแน่ว่าคุณจะมีสุขภาพฟันและเหงือกดีตลอดไป

เบาหวานกับสุขภาพในช่องปาก

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 07/10/2009
เบาหวานทำให้ร่างกายมีความสามารถในการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อน้อยลง ดังนั้นจึงพบคำถามเกี่ยวกับช่องปากจากคนที่เป็นเบาหวานอยู่บ่อยๆ
พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

ปัจจุบันนี้มีผู้ที่เป็นโรคเบาหวานสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ หากดูแลรักษาสุขภาพและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ คนที่เป็นเบาหวานนั้นจะต้องตระหนักว่าผลข้างเคียงอาจมีผลหรือสร้างปัญหาต่ออวัยวะส่วนอื่นๆ ที่สำคัญเบาหวานทำให้ร่างกายมีความสามารถในการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อน้อยลง คือ ติดเชื้อง่ายขึ้นและแผลหายช้า ดังนั้นผมจึงพบคำถามเกี่ยวกับช่องปากจากคนที่เป็นเบาหวานอยู่บ่อยๆ เช่น

เป็นโรคเบาหวานถอนฟันได้หรือไม่?
ทำไมคนเป็นเบาหวานเป็นโรคเลือดออกได้ง่าย?
ทำไมเป็นเบาหวานแล้วเกิดแผลในช่องปากบ่อยๆ?

ดังนั้นเราควรมาเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ของโรคเบาหวานกับสุขภาพในช่องปาก เพื่อควบคุมปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็จะช่วยให้มีความสุขในการใช้ฟันเคี้ยวอาหารและลดเรื่องยุ่งยากลงได้อย่างมากทีเดียวครับ

ปัญหาสุขภาพในช่องปากที่มักสัมพันธ์ไปกับโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง

ฟันผุ
โรคเหงือกอักเสบ
ปัญหาต่อมน้ำลายทำงานผิดปกติ
การติดเชื้อราในช่องปาก
การติดเชื้อและเป็นแผลแล้วหายช้า
การรับรู้รสเสียไป

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรได้รับการตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำ และควรมีข้อมูลเหล่านี้ให้ทันตแพทย์ทราบทุกครั้งที่ไปทำฟันเพื่อที่ทันตแพทย์จะได้เตรียมการรักษาให้เหมาะกับคุณ

ถ้าคุณพบว่าเป็นเบาหวานอย่าปิดบังเพื่อจะได้ทำฟัน หลายท่านเข้าใจว่าถ้าบอกหมอว่าเป็นเบาหวานหมอจะไม่ทำฟันให้
คุณได้รับการรักษาเบาหวานและอยู่ในความดูแลของแพทย์อยู่
มียาอะไรบ้างที่ใช้อยู่

อาหารและฟันผุ
หากคนที่เป็นเบาหวานปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมน้ำตาลให้ดี ปริมาณน้ำตาลที่สูงขึ้นในเลือด ในน้ำลาย ช่วยให้แบคทีเรียในช่องปากเจริญเติบโตได้เร็วขึ้นนั้น หมายถึงโอกาสที่เกิดโรคฟันผุและเหงือกอักเสบก็ง่ายขึ้นด้วย

คนที่เป็นเบาหวานจึงต้องหมั่นรักษาความสะอาดในช่องปากให้มากๆ นั้นคือ แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ทำความสะอาดตามซอกฟัน เพื่อลดคราบอาหารที่เป็นส่วนช่วยเสริมทำให้เกิดฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ

คราบอาหารหรือขี้ฟัน ถ้าไม่ถูกขจัดออกปล่อยทิ้งสะสมไว้ มันจะรวมตัวกันเป็นหินปูน ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกและติดเชื้อในช่องปากได้ง่ายขึ้น ก็เพราะว่า เบาหวานลดการป้องกันการติดเชื้อของร่างกายลง เหงือกและกระดูกรองรับรากฟันก็จะถูกกระทบเช่นกัน คนที่เป็นเบาหวานจึงเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายและสูญเสียฟันไปอย่างรวดเร็ว ถ้าดูแลไม่ถูกต้อง

เราพบว่าคนเป็นเบาหวานที่ไม่สนใจควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจะเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายและรุนแรงถึงขนาดสูญเสียฟันไปได้ง่ายกว่าคนที่เป็นเบาหวานแต่ได้รับการควบคุมอย่างดี

ถ้าหากคุณพบว่ามีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบทันตแพทย์ทันที

เหงือกมีเลือดออกบ่อยๆ และง่าย
เหงือกอักเสบแดง และเจ็บ
มีหนองอยู่ตามซอกเหงือก
มีกลิ่นปาก
ฟันโยก
ฟันปลอมที่ใส่อยู่หลวม

การติดเชื้อรา
ปกติแล้วในช่องปากก็มีแบคทีเรียและเชื้อราอยู่ แต่ร่างกายปกติสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ในสภาพที่มีเบาหวานนั้นการเปลี่ยนแปลงและการป้องกันนี้ลดลง เชื้อราในช่องปากจึงมักปรากฎบ่อยๆ ในคนเป็นเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สูบบุหรี่ คนที่ใส่ฟันปลอมแบบถอดได้

เมื่อคุณเป็นเบาหวานมีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากปกติที่ต้องให้ความสนใจ คือ การดูแลรักษาสุขภาพในช่องปากให้สะอาดอย่างจริงจัง เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ นั่นคือ

คุณเองต้องขยันแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟันหลังอาหารทุกมื้อ
ใกล้ชิดหมอฟันมากหน่อย ตรวจฟันทุกๆ 3 เดือน ทำความสะอาดขูดหินปูนอย่าให้คราบหินปูนเกาะตามขอบเหงือกและฟัน
ควบคุมอาหารหวานและแป้งที่ง่ายต่อการเกิดโรคเหงือกและฟันผุ
หัดเป็นคนช่างสังเกตุว่ามีอะไรสิ่งผิดปกติในช่องปาก เลือดออกง่าย ฟันโยก เสียวฟัน ก็รีบพบทันตแพทย์ทันที

เมื่อจำเป็นต้องไปพบทันตแพทย์ เพื่อรักษาฟัน คุณควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่าให้สูงมาก บางครั้งแพทย์ต้องให้ยาปฏิชีวนะก่อนทำทันตกรรมเพื่อลดการเสี่ยงการติดเชื้อ จะเห็นได้ว่าคนที่เป็นเบาหวานนั้น ถ้าหากเข้าใจลักษณะที่มากับโรคนี้และมีผลกระทบกับช่องปากอย่างไรแล้วสามารถควบคุมได้ ก็จะช่วยลดผลแทรกซ้อน และคุณก็จะมีสุขภาพในช่องปากที่ดีสามารถใช้ฟันบดเคี้ยวอาหารได้อย่างมีความสุขครับ

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

เคี้ยวข้างเดียวนานๆ เป็นไรหรือไม่

การเคี้ยวข้างเดียวก็เป็นประเด็นหนึ่งที่โยงไปถึงการด้อยประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวและมีผลข้างเคียงหลายๆอย่าง …

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

การที่เรามีฟันครบอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ก็สามารถทำให้เราเคี้ยวอาหารได้ดีละเอียดขึ้น จะทานอะไรมันก็อร่อย ระบบบดเคี้ยวที่ดีต้องมีความสมดุล ซึ่งจะสัมพันธ์กันแค่ ฟัน ขากรรไกร และกล้ามเนื้อที่ขยับขับเคลื่อนขากรรไกร ถ้าอย่างหนึ่งอย่างใดผิดปกติ ระบบบดเคี้ยวก็เสียหายด้วย การเคี้ยวข้างเดียวก็เป็นประเด็นหนึ่งที่โยงไปถึงการด้อยประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวและมีผลข้างเคียงหลายๆอย่าง

ทำไมถึงเคี้ยวข้างเดียว
1. มีปัญหาที่ตัวฟันข้างนั้น เคี้ยวแล้วเศษอาหารติด,เคี้ยวแล้วเจ็บ จึงย้ายไปเคี้ยวอีกข้าง,ฟันผุที่ไม่ได้อุด,ฟันที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ,โยกคลอน,ฟันร้าว,ฟันแตก,ฟันเหลือแค่ราก ลักษณะอย่างนี้ที่ทำให้ฟันทำหน้าที่ไม่เต็มที่ คนใช้จึงโยกการเคี้ยวไปอีกข้าง

2. บริเวณข้างนั้นไม่มีฟัน หลังจากที่ถอนฟันไปแล้ว ทันตแพทย์มักแนะนำให้คนไข้ใส่ฟันเพื่อรักษาระบบการบดเคี้ยวให้เป็นไปเหมือนเดิม มีหลายท่านที่ถอนฟันแล้วไม่ใส่ก็ย้ายไปเคี้ยวฝั่งตรงข้ามที่มีฟันเต็มๆ

3. มีฟันครบแต่ประสิทธิภาพในการตัดอาหารของทั้งสองข้างไม่เท่ากัน เรามักจะไปเคี้ยวยังด้านที่บดอาหารได้ดีกว่า อาจเป็นเพราะยอดฟันสึกจากที่เคยอุดฟันหรือใส่ฟัน Procela..มานานๆ วัสดุอุดฟันอาจจะสึกแตก ความคมของยอดฟันสูญเสียไป ก็เคี้ยวไม่ถนัดเมื่อเทียบอีกข้าง

4. โดยนิสัยของแต่ละคนที่ถนัดเคี้ยวข้างเดียว

การเคี้ยวข้างเดียวมีผลอย่างไร?
1. เกิดความไม่สมดุลย์ต่อการบดเคี้ยว โดยปกติแล้วหัวต่อขากรรไกรจะมีทั้งซ้าย,ขวา ทำหน้าที่คล้ายบานพับ อ้าปากหุบปาก หากมีการเคี้ยวข้างเดียวนานๆ มีผลทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณหัวต่อขากรรไกรได้

2. การเคี้ยวข้างเดียว มีผลทำให้ฟันข้างนั้นทำงานหนักมากขึ้น โอกาสจะเสียหาย,ฟันสึก,แตกมีมากขึ้น

3. กล้ามเนื้อที่ใช้บดเคี้ยวด้านนั้นจะทำงานหนักมากขึ้น รูปขากรรไกรอาจดูไม่เท่ากัน กล้ามเนื้อด้านนั้นจะแข็งแรงและโตกว่าอีกข้าง
หากท่านเคี้ยวข้างเดียว จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ควรพบทันตแพทย์สาเหตุนั้นออก เพื่อให้ระบบบดเคี้ยวอยู่ในสภาพที่สมดุลย์ ลดการเสี่ยงต่อผลกระทบหรือสิ่งเสียหายที่มีต่อหัวต่อขากรรไกรและอวัยวะข้างเคียงได้ `

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551

เลือดออกเหงือก สงสัยปริทันต์

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
อีกหนึ่งโรคที่ทำให้ฟันหลุดร่วงได้ คือ ปริทันต์ หรือโรคเหงือกอักเสบ หากเป็นแล้วเมื่อแปรงฟันจะมีเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวมแดง เหงือกร่น เจ็บเหงือก เมื่อเคาะฟันจะรู้สึกเจ็บ มีกลิ่นปาก ฟันโยก และมีหนองตามร่องเหงือก กรณีที่เป็นมาก กระดูกเบ้าฟันจะถูกทำลาย ส่งผลให้ฟันหลุดออกในที่สุด

โรคปริทันต์เกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะในช่องปากที่หลงเหลือคราบอาหารจากแป้งและน้ำตาล เนื่องจากการทำความสะอาดไม่ดี โดยคราบแป้งและน้ำตาลเป็นอาหารชั้นดีกระตุ้นแบคทีเรียให้ปล่อยกรดและสารพิษ ก่อให้เกิดคราบจุลินทรีย์ มีฤทธิ์ทำให้เหงือกอักเสบ บวมแดง มีเลือดออก สังเกตได้ง่าย ๆ จากความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณขอบเหงือก

ปริทันต์ไม่ใช่ทำลายแค่เหงือก แต่เชื้อแบคทีเรียยังตรงเข้าไปทำลายกระดูกเบ้าฟันให้ละลายตัวลงไปเรื่อย ๆ เมื่อประกอบกับสภาพเหงือกที่ไม่แข็งแรงสมบูรณ์ ฟันจึงโยกและหลุดออกนั่นเอง

การรักษาอาการดังกล่าว ทันตแพทย์จะประเมินตามสภาพเหงือกและฟัน หากมีอาการไม่มาก ทันตแพทย์จะขูดหินปูน เกลารากฟัน พร้อมแนะนำทำความสะอาดช่องปากและฟันอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน

ทว่าทันตแพทย์ ตรวจพบว่า กระดูกฟันถูกทำลายไปมาก การขูดหินปูนและเกลาฟันรักษาไม่ได้ผล ก็ต้องผ่าตัดเหงือก ยกเหงือกเพื่อดูการลุกลามและขจัดคราบจุลินทรีย์และหินปูนออก วิธีนี้อาจทำให้มีการสูญเสียกระดูก ซึ่งต้องปูกกระดูกจากไขกระดูกขากรรไกร หรือใส่กระดูกเทียม

อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคปริทันต์แบบไม่รู้ตัว และไม่นิยมพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน อาการจึงพัฒนาความรุนแรงไปเรื่อย ๆ สุดท้ายฟันหลุดร่วงจนต้องใส่ฟันปลอม

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

กลิ่นปากอาจเกิดจากอะไร

 

กลิ่นปากอาจเกิดจาก
1. มีเศษอาหารตกค้างหมักหมม ควรแก้ปัญหาด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งหลังรับประทานอาหาร ถ้าไม่มีโอกาสแปรงฟันควรบ้วนปากด้วยน้ำหลาย ๆครั้ง
2. โรคในช่องปาก ได้แก่ โรคฟันผุ และโรคเหงือกอักเสบ เพราะฟันผุเป็นรูทำให้เศษอาหารตกค้างและอาจมีหนองที่รากฟัน ควรไปพบทันตแพทย์
3. การใส่ฟันปลอมที่ไม่ดี ทำให้เกิดการหมักหมมของเศษอาหารได้
4. โรคบางระบบของร่างกาย เช่น โรคไซนัสอักเสบ,โรควัณโรคปอด การแก้ปัญหา จึงต้องรักษาโรคให้หายขาดร่วมไปกับการรักษาความสะอาดช่องปาก
5. สาเหตุนอกช่องปาก เช่น การกินอาหารที่มีกลิ่นรุนแรง ได้แก่กระเทียม ปลาร้า ทุเรียน ควรแปรงฟันหลังอาหารทันที หรือ ใช้ยาอมระงับกลิ่นปาก

 

ข้อมูลจาก ทันตแพทยสภา www.dentalcouncil.or.th