อาหารฟัน

จากมุมสุขภาพ MSN.com

เมื่อเอ่ยถึงอาหาร มีใครเคยสงสัยบ้างไหมว่า ตั้งแต่เด็ก เราเคยได้รับการสอนว่า ต้องกินอาหารให้ครบ ทุกหมวดหมู่ ทั้งพวกข้าว แป้ง น้ำตาล

พวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว พวกไขมันจากสัตว์ จากพืช พวกผัก และพวกผลไม้

แต่ทำไม…ผู้ใหญ่ต้องห้ามเด็กว่า ไม่ให้กินลูกอม อย่ากินขนมถุงกรอบๆ นะ พอถามเหตุผลที่ห้าม ก็ว่า เพราะขนมเหล่านั้น ทำให้ฟันผุ ทั้งๆ ที่ลูกอมทำจากน้ำตาล ขนมถุงกรอบ ทำจากแป้ง ซึ่งก็เป็นสารอาหาร พวกคาร์โบไฮเดรท ที่จำเป็นต่อร่างกายมิใช่หรือ และท่านทราบไหมว่า เมื่อผู้ใหญ่ห้ามเด็ก 100 คน ไม่ให้กินลูกอม ไม่ให้ขนมถุง มีเด็กเชื่อฟัง ปฏิบัติตามกี่คน (อาจมีคนช่วยตอบว่า ผู้ใหญ่เอง ยังกินเลย…)

หลายคนเริ่มเห็นใจเด็กๆ ที่ชอบกินลูกอม ชอบกินขนมถุงกรุบกรอบกันแล้วใช่ไหม ซึ่งถูกต้องแล้วที่ว่า ลูกอม และขนมถุงกรอบ มีสารอาหารคาร์โบไฮเดรท แต่เป็นคาร์โบไฮเดรทที่ไม่ธรรมดานะ และเรายังรับรองได้เลยว่า ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว ที่ว่า ลูกอม และขนมถุง ทำให้ฟันผุ เพื่ออธิบายปัญหาเหล่านี้ให้กระจ่าง ก่อนอื่น ต้องขอทบทวนถึง กระบวนการเกิดโรคฟันผุย กันซะก่อน

โรคฟันผุ คืออะไร

กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย เผยว่า โรคฟันผุเป็นโรคของเนื้อเยื่อฟัน (ผิวเคลือบฟัน เนื้อฟัน ผิวรากฟัน) โดยมีการทำลายแร่ธาตุ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ของเนื้อเยื่อเหล่านี้ จนทำให้เกิดฟันเป็นรู เป็นโพรงฟัน สามารถลุกลามจนเกิดการสูญเสียฟันทั้งซี่ โดยโรคฟันผุจัดเป็นโรคติดเชื้อ โดยกระบวนการของการเกิดโรค จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง คือ ตัวฟัน เชื้อจุลินทรีย์ และสภาวะความเป็นกรด

โดยปกติ ภายในช่องปาก ตัวฟัน ซึ่งเห็นฟันสีขาวแข็งๆ นั้น มีองค์ประกอบหลักเป็นสารอนินทรีย์ จะแวดล้อมด้วยน้ำลาย ที่มีส่วนประกอบของแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสเฟต ฟลูออไรด์ และเชื้อจุลินทรีย์ โดยจะมีกระบวนการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุ ระหว่างตัวฟัน และน้ำลายตลอดเวลา มีทั้งการสูญเสียแร่ธาตุ จากตัวฟัน และการคืนกลับแร่ธาตุ เข้าสู่ตัวฟัน ซึ่งในสภาวะที่สภาพในช่องปากเป็นกลาง กระบวนการนี้จะสมดุล และไม่เกิดโรคฟันผุ

เมื่อเรากินอาหาร โดยเฉพาะแป้ง และอาหารหวาน สภาพในช่องปากจะมีความเป็นกรดมากขึ้น เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ ที่รวมตัวกันเป็นคราบฟันบนตัวฟัน จะย่อยสลายอาหาร เกิดสภาพเป็นกรด สมดุลของการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุ จะเสียไป จะมีการสูญเสียแร่ธาตุจากตัวฟัน มากกว่าการคืนกลับแร่ธาตุ และหากลักษณะเช่นนี้ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ฟันเริ่มเกิดเป็นรูขึ้นได้ และเกิดอาการปวดฟันในที่สุด

ถ้าไม่อยากให้เกิดโรคฟันผุ ก็ไม่ต้องกินอาหาร พวกแป้งและน้ำตาลได้หรือไม่ คำตอบ ก็คือ ไม่ได้ เพราะอาหารพวกแป้ง และน้ำตาล ให้คาร์โบไฮเดรท ซึ่งให้กำลัง และความอบอุ่นแก่ร่างกาย จำเป็นต่อชีวิตของเราครับ

จากหลักฐานทางวิชาการ สามารถสรุปได้ว่า ในบรรดาอาหารพวกคาร์โบไฮเดรทนั้น น้ำตาลเป็นส่วนสำคัญที่สุด ในการทำให้เกิดโรคฟันผุ ซึ่งน้ำตาลในอาหาร แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1. น้ำตาลที่มีตามธรรมชาติในอาหาร เช่น น้ำตาลในนม น้ำตาลในผลไม้

2. น้ำตาลที่ได้มาจากการสกัด (แปรรูป) จากแหล่งธรรมชาติ เช่น น้ำตาลทราบ ซึ่งสกัดจากอ้อย ซึ่งน้ำตาลกลุ่มนี้มีผลต่อการเกิดฟันผุสูง

การกินอาหารที่มีน้ำตาลชนิดตามธรรมชาติ จะเกิดฟันผุน้อยกว่าน้ำตาล ชนิดที่ได้จากการแปรรูป พบว่า น้ำตาลแล็คโตส (ได้มาจากนม) ทำให้เกิดฟันผุได้น้อยที่สุด ขณะที่น้ำตาลซูโครส (สกัดจากอ้อย) จะทำให้เกิดฟันผุได้สูงสุด (ซึ่งการดื่มนมรสหวาน หรือนมเปรี้ยว ทำให้ฟันผุได้มากกว่า การดื่มนมรสจืด เพราะนมรสหวาน หรือนมเปรี้ยว มีการเติมน้ำตาลซูโครสเพิ่ม้ข้าไปด้วย)

การกินอาหารที่มีน้ำตาลบ่อยๆ จะทำให้สภาวะในช่องปาก เป็นกรดบ่อย สมดุลของการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุ จะเสียไปบ่อย จะทำให้มีโอกาสฟันผุได้มากขึ้น การกินอาหารที่ละลายช้า อาหารที่อม อยู่ในปากได้นาน เช่น ลูกอมชนิดต่างๆ หรืออาหารที่เหนียว อาหารที่ติดฟันง่าย เช่น ขนมถุงกรอบ สภาวะการเป็นกรดในปาก จะเกิดนาน การปรับสภาพให้เป็นกลาง จะเป็นไปได้น้อย จึงทำให้นอกเหนือจากน้ำตาลในอาหารแล้ว ลักษณะของอาหาร ก็มีผลต่อการเกิดฟันผุต่างกัน แล้วแต่ว่าจะอยู่ในปากได้นาน

การกินให้เป็น โดยตามทฤษฎี มักแนะนำว่า ให้พิจารณา 2 อย่าง คือ

1. สิ่งที่กิน ได้แก่

-ประเภท และชนิดของอาหารพวกแป้ง และน้ำตาล ให้เลือกชนิดธรรมชาติ ไม่แปรรูป

-ให้เลือกกินอาหารที่ไม่เหนียว ไม่ยึดติดกับฟันมากนัก (ข้อนี้ อยากให้ทุกท่าน ลองถามใจตนเองดูว่า ถ้าให้งดอาหารที่ตนเองชอบมากๆ จะทำได้ตลอดไปไหม คงทรมานจิตใจกันน่าดูจริงไหม ดังนั้น มาพิจารณาข้อ 2 กันดีกว่า)

2. รูปแบบการกิน

-กินบ่อยมาก ก็ฟันผุมาก

ดังนั้น ทางสายกลางที่ดีในความเห็นของผม ก็คือ กินให้อร่อย กินให้อิ่ม กินให้ครบทุกหมวดหมู่ ในเฉพาะมื้อหลักของแต่ละวัน กินเสร็จแล้ว ก็ไปแปรงฟัน กำจัดเศษอาหารที่เหลือตกค้าง ในปากออกซะให้สะอาด

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info