5 วิธี ที่ช่วยลดอาการปวดฟัน

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 20/12/2007
เรื่อง พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

ในบางสถานการณ์เราไม่สามารถพบทันตแพทย์ได้ทันท่วงที อาจจะต้องทนทุกข์ทรมาน จากการปวดฟันอยู่ระยะเวลาหนึ่ง
ทำไมต้องปวดฟัน ?
โดยปกติแล้วอาการปวดฟันจะมีปัญหาพื้นๆ มาจากฟันผุเสียส่วนใหญ่ หากว่ารูผุนั้นไม่ลึกมากก็จะมีอาการเสียวฟัน แต่ถ้ารูผุใกล้โพรงประสาทฟันหรือทะลุโพรงประสาทฟัน ก็จะเริ่มมีอาการปวดบ่อยๆ ปวดเป็นบางที จนถึงปวดมาก ปวดตลอดเวลา บางครั้งยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยได้

ฟันเป็นหนองปลายราก
เมื่อฟันผุมากไม่รับการรักษาทำให้เชื้อ Bacteria สามารถเข้าไปจนเกิดหนองปลายรากฟัน หนองที่มีมากก็เกิดแรงดัน ทำให้ปวดปลายรากอย่างรุนแรง มีอะไรมากระทบฟันก็ปวด

ฟันเป็นโรคเหงือกอักเสบ
มีการละลายตัวของกระดูกรอบๆ รากฟันเป็นที่กักขังของ Bacteria เป็นหนองรอบรากฟัน ฟันโยก ทำให้เกิดเสียวฟัน และปวดได้

ฟันร้าว, ฟันแตก
แน่นอน กรณีที่มีฟันร้าว ก็มีโอกาสที่โพรงประสาทฟันติดต่อกับภายนอกผ่านรอยร้าวได้ / น้ำเย็น / น้ำร้อน ก็ส่งถึงโพรงประสาทฟันทำให้ปวดได้

เศษอาหารติดฟัน
กรณีฟันห่าง ฟันผุด้านข้างเป็นรูใหญ่ เป็นโรคเหงือกอักเสบ ฟันโยก มีช่องว่างระหว่างฟัน เวลาเคี้ยวอาหารชิ้นใหญ่ๆ เช่น เนื้อก้อนใหญ่ เวลาไปอัดตรงช่องว่างเหล่านี้มันจะกดให้เหงือกช้ำ เป็นที่สะสมของแบคทีเรีย จะปวดเหงือกและฟันบริเวณนี้มาก

เรามีวิธีลดอาการปวดฟันได้ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถไปพบทันตแพทย์ได้ทันที

วิธีแรก

ลดสิ่งกระตุ้นที่มีผลทำให้ปวดฟันเพิ่มขึ้น หรือทำให้ประสาทฟันบาดเจ็บมากขึ้น
เช่น – ของเย็นจัด : น้ำแข็ง ไอศกรีม
– ของร้อนจัด : น้ำร้อน ชาร้อน กาแฟร้อน อาหารร้อน
– อาหารที่มีรสหวานจัด รสเปรี้ยว

ลดการกระทบกระแทกกับฟันซี่นั้นๆ
อาการปวดฟันจะเป็นมากขึ้น ถ้าฟันซี่นั้นถูกกระแทกบ่อยๆ หรือตัวฟันสูงกว่าซี่อื่นๆ บางครั้งฟันถูกหนุนลอยตัวขึ้นมาเพราะมีหนอง มีการติดเชื้อที่ปลายรากฟันจากฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ

วิธีง่ายๆ คือ รับประทานอาหารที่ไม่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก เช่น อาหารนิ่มๆ ไม่ควรเคี้ยวอาหารแข็งๆ หรือเหนียวๆ เนื้อเหนียวๆ ที่ต้องใช้แรงบดเคี้ยวมาก อีกวิธีคือ เลี่ยงไปเคี้ยวอีกด้าน

ถ้าอาการปวดจากเศษอาหารติดฟัน อาการจะเป็นมากถ้าอาหารถูกอัดแน่นในซอกเหงือกเป็นเวลานานๆ วิธีที่ดีที่สุดให้รีบเอาเศษอาหารเหล่านั้นออกให้เร็วที่สุด โดยการใช้ Dental floss อย่าใช้ไม้จิ้มฟัน

ถ้ามีฟันผุทะลุโพรงประสาทฟันและเป็นหนองปลายรากฟัน และมีอาการบวมเห็นได้ชัด การใช้น้ำร้อนช่วยประคบบริเวณที่บวมภายนอกช่องปากช่วยลดอาการปวดฟันได้ดี และช่วยเพิ่มการระบายหนองได้ดีขึ้น ก็จะบรรเทาอาการปวดชะงัดทีเดียว

น้ำมันกานพลู เป็นยาที่ช่วยลดอาการปวดฟันที่มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้ว โดยใช้สำลีชุบน้ำมันกานพลู แล้วอุดลงไปในรูที่ผุ ฤทธิ์ของน้ำมันกานพลูจะออกฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดฟันที่ดีมาก

วิธีการที่แนะนำมานั้นเป็นวิธีช่วยให้ท่านหายหงุดหงิดอารมณ์เสียจากการปวดฟันในกรณีที่ยังไม่สามารถไปพบหมอฟันได้ทันท่วงที แต่ไม่ใช่เป็นวิธีการรักษาที่ถาวร เป็นวิธีการที่แค่บรรเทาอาการปวด ถึงอย่างไรหากท่านมีโอกาสพบทันตแพทย์ก็ไม่ควรรอช้า เพื่อรักษาให้ถูกต้องและตรงจุดที่สุด อาการของโรคฟัน โรคเหงือกจะได้หายอย่างถาวร และไม่ลุกลามต่อไป

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้จริงหรือ?

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 27/02/2008

เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

 

โรคฟันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับทุกคน หากจะรักษาโรคฟันผุโดยวิธีการแก้ไข
คืออุดฟันให้ฟันดีทุกๆ ซี่ ในทุกๆ คน โดยปราศจากการคิดหาวิธีป้องกันควบคู่ไปด้วย
คงไม่สามารถไล่ทันหรือพิชิตฟันผุให้ลดลงได้
อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณอย่างมากมากมหาศาลชนิดที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม

 

เราจะต้องผลิตทันตแพทย์เท่าไหร่ จึงจะพอกับประชากร 60 ล้านคน

เราจะต้องสูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ในการซื้ออุปกรณ์วัสดุทางทันตกรรม

 

ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากยิ่งที่เน้นไปที่การแก้ไขให้ตรงจุด

 

มีหลายประเทศที่เน้นการป้องกัน เพื่อสู้กับโรคฟันผุโดยใช้สารฟลูออไรด์(fluoride)
ไม่ว่าจะเติมลงในน้ำประปา น้ำดื่ม หรือใช้ในรูปของยาเม็ดและน้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ

การใช้ฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุทั่วโลกใช้มานานกว่า 50 ปี แล้ว
โดยนักวิจัยทางทันตแพทย์ศาสตร์ ได้ศึกษาทดลอง และติดตามผลของฟลูออไรด์จากธรรมชาติ
การใช้ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ ในห้องทดลอง และคลีนิกพบว่า

 

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้อย่างไร?

 

การใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ เราใช้ได้ 2 รูปแบบ คือ

 

  • แบบรับประทาน
    พวกที่ผลิตมาสำหรับรับประทานนั้น
    มาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ ผสมกับน้ำดื่ม ได้จากน้ำธรรมชาติ และในอาหารทะเล ผักต่างๆ
  • แบบสัมผัสโดยตรง
    พวกที่ใช้สัมผัสหรือใช้ทาเฉพาะที่ผิวฟันก็มีในรูปของวุ้นข้นๆ
    หรือเจล และที่เรามักเห็นคุ้นตาก็คือ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก

 

การใช้ฟลูออไรด์สำหรับป้องกันฟันผุให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดนั้นต้องใช้ทั้งกินและทาที่ผิวฟันโดยตรง
และอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม คือในแต่ละอายุให้ปริมาณไม่เท่ากัน
และวิธีใช้ที่แตกต่างกัน
ผู้ปกครองควรที่จะรับรู้วิธีการใช้ฟลูออไรด์อย่างถูกต้องและเหมาะสมจากทันตแพทย์

 

ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ

 

  • ฟลูออไรด์ในน้ำประปา
    ความคิดที่จะใช้ระบบป้องกันฟันผุในชุมชนใหญ่ๆ ให้ได้ผลมีประสิทธิภาพ
    และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดนั้นได้มีการศึกษาและทดลองกันอย่างแพร่หลาย
    และมาสรุปตรงว่าถ้าเราใช้ฟลูออไรด์เติมในน้ำประปาให้มีปริมาณ 1 ส่วน
    ในล้านส่วนแล้วจะช่วยลดฟันผุได้ถึง 50-60 %
    ข้อเท็จจริงเหล่านี้จะเห็นได้จากความสำเร็จในหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ
    นิวซีแลนด์
    และสิงคโปร์

    สำหรับประเทศไทยเราได้ศึกษาการใช้ฟลูออไรด์ในน้ำประปามาเป็นระยะเวลาพอสมควร
    และน่าจะได้รับการพิจารณาเป็นโครงการระดับชาติ ที่จะช่วยลดอัตราฟันผุ
    เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างยิ่ง

  • ฟลูออไรด์ชนิดเม็ดและน้ำ
    เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะให้เด็กรับประทานฟลูออไรด์
    สำหรับชนิดน้ำใช้หยดให้เด็กทารกรับประทานตั้งแต่เกิดจนกระทั่งฟันขึ้น
    พอรู้จักเคี้ยวอาหารจึงเปลี่ยนมาเป็นชนิดเม็ดในเด็กอายุ 2-3 ขวบขึ้นไป
    หากรับประทานตั้งแต่เกิดจนอายุ 14 ปี
    จะทำให้ฟลูออไรด์มีประสิทธิภาพสูงสุดไปเสริมให้ฟันเข็งแรงสมบูรณ์
  • น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์ช่วยลดฟันผุได้ 20-25 %
  • ยาสีฟันฟลูออไรด์ช่วยลดฟันผุได้ 20 %
  • ฟลูออไรด์เจล ที่ใช้ในคลีนิกทันตกรรม
    เป็นฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง ใช้ในการเคลือบหรือทาที่ฟันโดยตรงโดยทันตแพทย์
    ทำทุกๆ 6 เดือน จะช่วยลดฟันผุได้ 20-30 %

 

สำหรับผู้สูงอายุฟลูออไรด์ก็มีบทบาทในการป้องกันรากฟันผุในกรณีที่มีเหงือกร่น
คนที่ได้รับฟลูออไรด์ปริมาณที่เหมาะสมจะมีการผุของรากฟันต่ำกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์
และในกรณีที่เป็นผู้ที่ต้องได้รับการฉายแสงจากการรักษามะเร็งในช่องปาก การใช้
ฟลูออไรด์ เข้มข้นเคลือบฟันให้เนื้อฟันแข็งแรงขึ้น
และก็ช่วยลดอัตราการผุของฟันได้อย่างดี

 

ในกรณีที่มีการเสียวฟันจากคอฟันสึก
การใช้ฟลูออไรด์เข้มข้นก็จะช่วยลดอาการเสียวฟันได้เช่นกัน

 

เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่นักวิจัยทางทันตแพทย์ค้นคว้าจนสามารถนำฟลูออไรด์มาช่วยป้องกันฟันผุจนให้ผลที่น่าพอใจ
แต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยเสริมให้สุขภาพช่องปากสมบูรณ์ขึ้น คือ
การสร้างอุปนิสัยในการดูแลฟัน และเหงือกโดยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี
การใช้เส้นใยไนล่อนขัดฟัน การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง
ตลอดจนพบทันตแพทย์ตรวรจฟันทุกครึ่งปี
ถ้าทำได้เช่นนี้ก็เชื่อว่าคุณคงจะมีสุขภาพช่องปากที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดไป

 

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

เตรียมตัวก่อนจัดฟัน

ก่อนจะจัดฟันนั้นลองมาดูกันหน่อยดีกว่าว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร

การจะมีรอยยิ้มที่สวยพิมพ์ใจ เรื่องของฟันก็เป็นสิ่งสำคัญ
แต่จะให้ฟันเรียงตัวสวยดั่งเม็ดข้าวโพดนั้น
ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ

ดังนั้น
การจัดฟันจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณๆ ยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ
ซึ่ง

ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันซ้อนเก ขากรรไกรที่ขนาดหรือตำแหน่งผิดปกติ
เป็นลักษณะที่พบได้อยู่บ่อยๆ จนหลายคนรู้สึกเคยชินกับสภาพที่ปรากฏ น้อยคนจะทราบว่า
ความผิดปกติเหล่านั้นเป็นสาเหตุของปัญหาการบดเคี้ยว การพูด การออกเสียง
สร้างความยากลำบากในการดูแลรักษาความสะอาดซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม
เช่น ก่อให้เกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ
ต้องสูญเสียฟันก่อนเวลาอันควรทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ ปัญหากลิ่นปาก และอื่นๆ
อีกมากมาย แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือปัญหาด้านบุคลิกภาพ
เราคงไม่ต้องสงสัยว่าการมีบุคลิกภาพหน้าตาที่ดี มีฟันเรียงเรียบ
มีรอยยิ้มที่สวยงามช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเราและสร้างควมาประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้มากเพียงใด

ทุกวันนี้ หลายคนอาจมองว่าการจัดฟันเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งจนมีคำเรียกกันว่า
“œจัดฟันแฟชั่น” แต่แท้จริงแล้ว
การจัดฟันเป็นสาขาหนึ่งของการรักษาทางทันตกรรมที่แก้ไขการเรียงตัวของฟัน
การสบฟันหรือรวมไปถึงขนาดและตำแหน่งของขากรรไกรด้วย
นอกจากการจัดฟันจะเป็นการแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว
การจัดฟันยังเป็นการป้องกันความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ป่วยไม่ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ
อีกด้วย

โดยทั่วไปแล้วหากคุณหรือบุตรหลานได้พบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ
ทันตแพทย์ที่ดูแลจะสามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณควรจะต้องพบทันตแพทย์จัดฟัน
(Orthodontists) หรือไม่ ลักษณะความผิดปกติที่พบจะมีได้ในหลายๆ ระดับ
บางอย่างต้องรีบแก้ไขตั้งแต่ยังเด็กๆ 5-6 ปี หรือ 8-9 ปี
เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกใบหน้า
ทำให้รูปหน้าบิดเบี้ยวได้ ลักษณะบางอย่างที่ผู้ปกครองเป็นกังวล เช่น ฟันซ้อนเก
ฟันบิด ฟันห่างในเด็กเล็กๆ อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเลย
เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติขณะที่มีการเปลี่ยนของฟันจากชุดฟันน้ำนมเป็นชุดฟันแท้
และธรรมชาติเองนั่นแหละที่สามารถแก้ไขตัวมันเองได้
เพียงแต่ผู้ปกครองและเด็กได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องเท่านั้น
บางกรณีที่มีความผิดปกติของขนาดขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้องอาจต้องรอจนหมดการเจริญเติบโตประมาณอายุ
18-20 ปี
ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคนแล้วจึงแก้ไขด้วยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร

ปกติฟันน้ำนมซี่สุดท้ายจะหลุดเมื่ออายุประมาณ 12 ปี
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะจัดฟันหากไม่มีปัญหาของกระดูกขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้อง
เนื่องจากฟันแท้ขึ้นครบแล้ว (ไม่รวมฟันกรามแท้ซี่ที่ 3 ซึ่งมักถูกเรียกผิดๆว่า
ฟันคุด)
และเด็กวัยนี้มีทักษะการแปรงฟันที่ดีพอที่จะรักษาความสะอาดของช่องปากขณะที่มีเครื่องมือจัดฟันอยู่ในปากได้
หลายคนสงสัยว่า แล้วผู้ใหญ่จะจัดฟันได้ไหม อายุเท่าไหร่ถึงจะจัดไม่ได้ จริงๆ
แล้วอายุมากแล้วก็สามารถจัดฟันได้ถ้ามีสุขภาพฟัน เหงือก และกระดูก
รองรับฟันที่แข็งแรงพอ
แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนของฟันจะช้ากว่าในเด็กและมีโอกาสเกิดเหงือกร่น
มากกว่าด้วย

ส่วนมากการจัดฟันใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี
ขึ้นกับความรุนแรงของปัญหาและความร่วมมือของผู้ป่วย เช่น
การดูแลรักษาความสะอาดเครื่องมือจัดฟัน ไม่ทำเครื่องมือหลุด ใช้ยางอีลาสติก
ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟันและการมาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม การจัดฟันไม่ใช่เรื่องของแฟชั่น
แต่เป็นการรักษาเพื่อแก้ไขความผิดปกติ ดังนั้นในผู้ที่ฟันไม่มีปัญหาใดๆ
ก็ไม่ควรจัดฟันเพราะ การมีเครื่องมือติดอยู่ที่ฟันทำให้แปรงฟันไม่สะดวก
หากรักษาความสะอาดไม่ดี ฟันก็จะผุ เหงือกก็จะอักเสบ
และทันทีที่ติดเครื่องมือที่ตัวฟัน
ฟันจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งไปทำให้การบดเคี้ยวจากเดิมที่ไม่มีปัญหา
ก็เกิดมีปัญหาขึ้นมาได้เช่นกัน

Article by Nan

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

บุหรี่กับสุขภาพช่องปาก

ผลของการสูบบุหรี่อันตรายมีผลต่อสุขภาพมากมาย ควันบุหรี่ไม่ว่าผ่านไปที่ไหนที่นั้นมีผลกระทบหมด ด่านแรกคือ ในช่องปาก จะมีฟัน เหงือก ผนังแก้ม และเยื่อบุต่างๆ คนที่สูบบุหรี่จัดหรือสูบเป็นประจำอวัยวะเหล่านี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี

Article : พ.ต.ต.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

 

แม้ว่า…จะมีการรณรงค์ในการงดสูบบุหรี่หลายๆ รูปแบบ เช่น กำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ มีคำเตือนถึงอันตรายของการสูบบุหรี่พร้อมรูปของผลเสียและโรคที่เกิดจากสูบบุหรี่อยู่ข้างซองอย่างชัดเจน แต่บุหรี่ก็ยังขายดี และดูเหมือนว่าผู้สูบจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งในช่องปากและโรคเหงือก

  • บุหรี่จะทำให้เหงือกเปลี่ยนเป็นสีคล้ำดำขึ้น บุหรี่ทำให้เนื้อเยื่อเหงือกไม่แข็งแรงโดยเฉพาะความสามารถการยึดเกาะคอฟันและกระดูกจะลดลง นำมาซึ่งอาการเหงือกร่น รากฟันจะถูกเปิดออกมา คนที่สูบบุหรี่จึงมักจะมีอาการเสียวฟันมากเมื่อฟันสัมผัสกับอาหารร้อนๆ หรือน้ำเย็นๆ จนหมดความสุขในการกินเลยทีเดียว
  • การที่รากฟันโผล่ ไม่ใช่แต่จะทำให้เสียวฟันเท่านั้น แต่มันยังทำให้รากฟันผุได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งยากต่อการซ่อมแซมแก้ไข เหมือนฟันผุที่ตัวฟันโดยทั่วไป
  • การสูบบุหรี่จะบั่นทอนและทำให้แผลหายช้าลง หากมีการถอนฟันหรือผ่าตัดในช่องปาก โดยเฉพาะผู้ที่จะทำการผ่าตัดใส่รากฟันเทียม คนที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงที่รากฟันเทียมจะหลุดได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ อีกอย่างที่คนสูบบุหรี่มักไม่ค่อยทราบคือ การสูบบุหรี่ทำให้มีกลิ่นปาก และก่อให้เกิดการเกาะของหินปูนง่ายขึ้น มีคราบสีดำติดที่ฟันและลิ้น

 

คนที่สูบบุหรี่มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปาก มีอาการหลายอย่างเมื่อเกิดขึ้นแล้วควรให้ความสำคัญอย่านิ่งนอนใจ และต้องรีบพบแพทย์

 

  • เป็นแผลในช่องปากนานๆ ปวดแสบปวดร้อนไม่หายสักที
  • บริเวณในช่องปากมีอาการปวด ตึงๆ มีอาการชาเป็นเวลานานๆ
  • มีแผลที่มีลักษณะเหี่ยวๆ ย่นๆ จากเนื้อเหงือก หรือเนื้อแก้มข้างๆ เช่น มีสีเทาแดงสด หรือมีขาวๆ เป็นปื้นๆ
  • อาการกลืนลำบาก เคี้ยวอาหารติดขัด พูดขยับขากรรไกร และลิ้นได้ยากขึ้น
  • ฟันเคลื่อนเปลี่ยนตำแหน่ง หรือบางทีมีความรู้สึกคล้ายฟันถูกเบียด

 

อาการเหล่านี้เหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องรีบตรวจรักษาทันที อย่ารอช้าเพราะมะเร็งในช่องปากในระยะเริ่มต้นยังมีความหวังในการรักษาให้หายได้

 
อย่างไรก็ตามเราทราบถึงพิษร้ายของบุหรี่แล้ว ไปที่ทางเลือกอื่นเลย คืออย่าเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเลิกได้เป็นดีที่สุด ดูแลอนามัยในช่องปากให้สะอาดปลอดมลพิษ อมน้ำยาบ้วนปากหลังแปรงฟันทุกครั้ง และตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำครับ

 

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

โปรดอ่านทางนี้..ถ้าคุณ และคนในบ้าน “ฟันผุ”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 สิงหาคม 2554

 สำหรับบางคนที่พบว่าฟันผุแล้วยังปล่อยทิ้งไว้จนเป็นรูลึกไปถึงโพรงประสาท พิจารณาข่าวนี้ให้ดี ๆ ครับ เพราะมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ฟันผุจนเป็นรูเข้าไปในโพรงฟัน หรือบางคนรุนแรงจนถึงขั้นเหงือกอักเสบมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยเฉพาะบ้านใครที่มีผู้สูงอายุ ยิ่งต้องให้ความใส่ใจกับเรื่องฟันเป็นพิเศษ
       
       
ในเรื่องนี้ นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ( แผนกผู้สูงอายุ ) กล่าวว่า เมื่อฟันผุจนถึงขั้นเหงือกอักเสบ เชื้อพี จินจิวาลิส ( P.Gingivalis ) ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเหงือกที่อักเสบ อาจสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัว เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่สะดวก หรืออาจทำให้เกิดการอักเสบที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายได้
       
       นพ.อิทธิชัย กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้จะแค่ฟันผุธรรมดา ก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายได้ เนื่องจาก เชื้อสเตร็ปโตค็อคไค ( Streptococci ) และแลคโตบาซิไล ( Lactobacilli ) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวหลักที่ก่อให้เกิดฟันผุ และจะอาศัยอยู่ตามเศษคราบอาหารที่ติดอยู่บนฟัน เชื้อเหล่านี้จะกินอาหารประเภทน้ำตาล เช่น กลูโคส ฟรุคโตส ซูโครส และแป้ง เมื่อกินแล้วจะขับถ่ายออกมาเป็นกรดแลคติกซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดลิ่มเลือดในกระแสเลือด และถ้าลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดหลักที่ไปเลี้ยงหัวใจ อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย
       
       นอกจากฟันผุจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายแล้ว ยังเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดสมองตีบหรือตันได้อีกด้วย เนื่องจากลิ่มเลือดอาจลอยไปตามกระแสเลือดไปอุดบริเวณใดก็ได้ ซึ่งถ้าไปอุดตันที่เส้นเลือดหลักที่ไปเลี้ยงสมองก็อาจก่อให้เกิดเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ได้ รวมไปถึงภาวะเสี่ยงต่อโรคลิ้นหัวใจรั่ว เพราะหากมีเชื้อสเตร็บโตคอคไคสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เชื้อดังกล่าวอาจเข้าสู่กระแสเลือดแล้วไปกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้นจนลิ้นหัวใจอักเสบ เมื่อลิ้นหัวใจอักเสบแล้วจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง
       
       ทั้งนี้ คุณหมอฟันแนะนำว่า หากฟันผุไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานจนเป็นรูลึกไปถึงโพรงประสาท แต่ควรไปพบทันตแพทย์เมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับฟัน และควรไปตรวจสุขภาพฟันปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันภาวะเสี่ยงดังกล่าว อย่างไรก็ดี การแปรงฟันให้ถูกวิธี และแปรงครั้งละ 2 นาทีขึ้นไปจะช่วยป้องกันฟันผุและเหงือกอักเสบได้ ถึงแม้จะพบว่าเริ่มเป็นโรคเหงือกอักเสบ แต่การแปรงฟันที่ถูกวิธีจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้

นอกจากการแปรงฟันเป็นประจำหลังมื้ออาหารแล้ว คุณหมอยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพฟันเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
       
       1. ควรเลือกแปรงที่หัวกลมมน และนิ่ม
       
       2. ควรเปลี่ยนแปรงสีฟัน 3 เดือน/1 ครั้ง เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย และหัวแปรงจะสึกไปตามการใช้งาน
       
       3. ควรเลือกยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์เพื่อช่วยป้องกันผิวเคลือบฟัน
       
       4. ควรใช้ไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้ง เนื่องจากไหมขัดฟันช่วยขจัดทั้งคราบอาหาร และคราบแบคทีเรียที่อยู่ระหว่างซอกฟันออกไปด้วย
       
       5. หลีกเลี่ยงการรับประทานขนมขบเคี้ยว ขนมเหนียว ๆ โดยเฉพาะที่มีน้ำตาล และพยายามลดปริมาณน้ำตาลที่ได้รับในแต่ละวัน
       
       6. รับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง เช่น บร็อคเคอรี่ ปลาซาร์ดีน นม งาดำ กะปิ เป็นต้น
       
       7. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ช่วยลดความเป็นกรดในช่องปากได้ดี
       
       8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล
       
       9. หลังการดื่มน้ำผลไม้ เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ควรบ้วนปากหลาย ๆ ครั้งทันที
       
       10. ไม่ควรแปรงฟันภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร นม หรือเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยว หรือเป็นกรด เช่น น้ำอัดลม ของดอง อาหารรสเปรี้ยว เป็นต้น เนื่องจากกรดทำให้สารเคลือบฟันอ่อนตัว การแปรงฟันจะทำให้สารเคลือบฟันบางลง
       
       รู้แบบนี้แล้ว ทีมงาน Life & Family ขอชวนทุกบ้านมาใส่ใจสุขภาพฟันกันให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงกันไปนาน ๆ นะครับ

ฝึกเคี้ยว…เรื่องใหญ่ของวัย 6-12 เดือน

จากเมเนเจอร์ออนไลน์

ชวนเจ้าตัวเล็กมาสนุกกับการเคี้ยวแต่เด็ก

พอลูกเราโตได้ประมาณ 7 เดือน ฟันซี่แรกของเขาจะเริ่มขึ้น และนั่นก็เป็นสัญญาณว่าเขาจะเริ่มเคี้ยวอาหารได้แล้วนั่นเองค่ะ ถ้าเราฝึกให้ลูกกินอาหารอื่นๆ นอกจากนมบ้าง ก็จะเป็นการช่วยฝึกให้เขามีทักษะการเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้นด้วย พอลูกอายุครบ 1 ขวบไปแล้วเท่านั้นล่ะค่ะ เขาก็จะทานอาหารได้แบบผู้ใหญ่อย่างเราเลย แต่ก่อนจะเคี้ยวอาหารได้เก่งขนาดนั้น เด็กๆ มีปัญหาให้แม่อย่างเราปวดหัวเล็กน้อยค่ะ อย่างเช่น

 

    • ลูกไม่ยอมเคี้ยวข้าวเป็นเม็ดๆ

 

    • ชอบกินอาหารเหลวๆ

 

    • ถ้าถูกบังคับให้กินลูกก็มักจะบ้วนทิ้ง หรือไม่ก็อมไว้ไม่ยอมเคี้ยวไม่ยอมกลืน

 

    • ไม่กินอาหารแข็ง อาหารเป็นชิ้น

 

  • เด็กบางคน 2 ขวบไปแล้ว ยังกินแต่อาหารปั่นๆ เหลวๆ อยู่เลยค่ะ

ถ้า ลูกเรามีปัญหาแบบนี้ล่ะก็ แสดงว่าเขาอาจไม่ได้ถูกฝึกให้กินตามวัยมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง แต่ไม่เป็นไรค่ะ สอนช้าดีกว่าไม่สอนเขาเลยนะคะ

การเคี้ยว..สำคัญกับลูกแค่ไหน

จริงๆ แล้วต้องบอกว่าการเคี้ยวหงับๆ ที่ดูเหมือนง่ายกับเรา แต่อาจยากสำหรับลูกในตอนแรกๆ นั้น สำคัญกับการเจริญเติบโตของลูกเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะการเคี้ยวเป็นจุดเริ่มต้นของการย่อยอาหาร และการนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ถ้าลูกเราเคี้ยวไม่เป็น ก็เท่ากับว่า เขาจะไม่มีการเจริญเติบโตตามวัยที่ดี พออายุครบ 1 ขวบ นมที่เคยเป็นอาหารหลักของลูก ก็จะกลายเป็นอาหารเสริมไปโดยปริยาย ซึ่งก็แปลว่าอาหารหลักที่เข้ามาแทนที่นมก็จะเป็นอาหาร ที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ด้วยค่ะ

Do you know?

การเคี้ยวจะช่วยฝึกการเคลื่อนไหวของขากรรไกร เป็นการบริหารกล้ามเนื้อที่กระพุ้งแก้ม กล้าม เนื้อคอฝึกการใช้ลิ้นในการตวัด และดุนอาหาร ฯลฯ นอกจากฝึกบ่อยๆ จะทำให้เขาเคี้ยวได้ถูกต้องแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้กรามและฟันโตสมวัยด้วยค่ะ

หลัง 1 ขวบขึ้นไป เด็กจะเข้าสู่วัยแห่งการเรียนรู้ เขาจะไม่ชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ แต่จะดุ๊กดิ๊กเคลื่อนไหวไปมา และเริ่มไม่สนใจกินอาหารแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นเด็กวัยนี้เลยต้องให้ทานอาหารแข็งๆ เข้าไว้เพราะเขาจะได้อิ่มท้องนานขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะกินอาหารแข็งๆ เป็น ก็ต้องผ่านการฝึกการเคี้ยวอาหารแข็งและเหนียวให้ได้มากกว่าเดิมเสียก่อน เพราะถ้าเขายังเคี้ยวไม่เป็น เขาก็จะไม่อยากกินอะไร และอาจทำให้พัฒนาการเรียนรู้หยุดชะงักได้ค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกมีปัญหา เราก็ต้องฝึกให้ลูกเคี้ยวอาหารให้เป็นให้ได้นะคะ แต่ถ้าเจ้าตัวเล็กเลยหนึ่งขวบไปแล้ว แล้วยังไม่ได้ฝึก เราก็ต้องใจแข็งหัดให้เขาเคี้ยวให้ได้ ไม่ว่าเจ้าตัวเล็กจะดื้อแค่ไหน เราก็ต้องใจแข็งเข้าไว้นะคะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ดีกับตัวเขาเองนั่นล่ะค่ะ คุณแม่อย่างเราอาจลองเริ่มต้นด้วยการให้ลูกค่อยๆ กินอาหารแข็งขึ้น เขาจะได้ฝึกเคี้ยวบ้าง ถ้าลูกเป็นคนกินยากล่ะก็ อาจทำอาหารสีสันสดใสน่าทานเข้าไว้ หรือไม่ก็คุยไปกินไปเล่นไปก็ได้ เจ้าตัวเล็กของเราจะได้ไม่รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้กิน และถ้าลูกไม่ยอมเคี้ยวเราก็ลองเคี้ยวให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือชวนลูกพูด “หม่ำ หม่ำ” ก่อน กินอาหาร เขาจะได้รู้สึกว่าเคี้ยวอาหารสนุกยังไงเคี้ยวแล้วทำให้อาหารอร่อยขึ้นแค่ไหน อาจทำให้เขารู้สึกอยากเคี้ยวเพิ่มขึ้นบ้างค่ะ

และถ้าเป็นไปได้เราก็ต้องเลือกอาหารที่เหมาะกับวัยของลูกเราด้วยนะคะ อย่างตอน 4 เดือน ก็ให้เขาเริ่มกินอาหารเสริมได้บ้าง แต่อาจเป็นอาหารอ่อนๆ ก่อนนะคะ คือเริ่มจากบดให้ละเอียด แล้วค่อยๆ บดให้หยาบขึ้น เปลี่ยนเป็นสับละเอียด สับหยาบขึ้นตามพัฒนาการของลูกค่ะ พอลูกอายุ 8-9 เดือนแล้ว ลองสังเกตดูนะคะว่าลูกเราหยิบของเข้าปากบ้างรึเปล่า แล้วคุณแม่อย่างเราก็ลองเตรียมอาหารที่เป็นชิ้นๆ ให้หยิบกินง่ายๆ อย่าง ผักผลไม้หั่นเป็นแท่งๆ ขนมขาไก่แท่งใหญ่ๆ ฯลฯ ลูกเราจะได้หยิบกินและฝึกเคี้ยวได้มากขึ้นค่ะ

ที่มาข้อมูล : http://www2.enfababy.com

 

 

กินอาหารเพื่อสุขภาพฟัน

มื่อเรารับประทานอาหารผ่านเข้าไปในช่องปาก แบคทีเรีย ซึ่งอยู่ในรูปของแผ่นบางๆ เหนียว ที่เรียกว่า Plaque (แผ่นคราบ) จะเปลี่ยนอาหารเหล่านั้นให้เป็นกรดทำลายฟันและเหงือก

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

 อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่อีกด้านหนึ่งการกินไม่เลือก ไม่ระมัดระวังก็มีโทษสำหรับร่างกายเช่นกัน ตอนนี้เรารณรงค์ในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่รับประทานแล้วน้ำหนักไม่เพิ่ม ไม่อ้วน อาหารที่กินแล้วไม่ก่อให้เกิดโรค เช่น ไขมันอุดตันในเลือด โรคหัวใจ ทางทันตกรรมก็เช่นกัน เราให้ความสำคัญในเรื่องอาหารอย่างมากในการป้องกันโรคฟันผุ โรคเหงือก

แบคทีเรียเหล่านี้ชอบอาหารหวาน อาหารที่เป็นแป้งมาก หลังรับประทานอาหารหากยังไม่แปรงฟันทันที แบคทีเรียเหล่านี้ก็ทำหน้าที่สร้างกรดไปเรื่อยๆ ดังนั้นยิ่งรับประทานอาหารบ่อยๆ 3 มื้อหลักแล้วยังมีแทรกระหว่างมื้อ อาหารก็สัมผัสกับฟันมากขึ้นโอกาสที่ฟันและเหงือกก็ถูกทำลายมากขึ้น

อะไรบ้างที่ ควร หรือ ไม่ควร ในการดูแลรักษาสุขภาพฟัน
DO (ควรปฏิบัติ)

  • ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ให้เกิดความสมดุล
  • – ขนมปัง ข้าว Cereal อาหารที่มีกากใย
    – ผลไม้
    – ผัก
    – เนื้อปลา ถั่ว
    – นม ชีส โยเกิต
  • ถ้าหากจะทานอาหารว่างลดอาหารพวกแป้ง น้ำตาล ให้ทาน ผัก ผลไม้แทน
  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
  • ทำความสะอาดซอกฟันด้วยไหมขัดฟัน Dental Floss
  • พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน

 DONT (ไม่ควร)

  •  ไม่ควรให้น้ำตาลสัมผัสฟันนานๆ
  • – ลดการอมลูกอม
    – ขนมกรอบๆ เหนียวๆ ติดฟัน
  • น้ำอัดลม (Soft drink) มีน้ำตาลเยอะมาก 1 กระป๋อง บางยี่ห้อมีน้ำตาล 11 ช้อนกาแฟ ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม อย่าดื่มน้ำอัดลมทุกมื้ออาหาร
  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อ- ฟันเปลี่ยนสี
    – เสี่ยงต่อโรคเหงือก
    – เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปาก ลำคอ

 กุญแจสำคัญในการเลือกรับประทานอาหารอย่างชาญฉลาดไม่ใช่จะไม่กินพวกแป้ง น้ำตาลเลย แต่ต้องระวังในการกินและคิดก่อนกินทุกครั้ง เพราะอาหารมีผลต่อสุขภาพของเรา ถ้าเราสามารถควบคุมและผักให้เป็นนิสัยก็จะส่งให้สุขภาพของเราดี และยิ้มได้อย่างสวยงาม

 

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

แผลในช่องปากเนื่องจากฟันปลอม

บางครั้งผู้ป่วยที่ใส่ฟันปลอม อาจไม่ได้สังเกต กับสิ่งผิดปกติ ภายในช่องปากของผู้ป่วยเอง แต่ถ้าเป็นทันตแพทย์ อาจสังเกตถึงรอยแดงช้ำ ที่เนื้อเยื่อใต้ฟันปลอมที่ไปกดอยู่ ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นสาเหตุ ของการติดเชื้อภายในช่องปากได้ สุขภาพในช่องปาก ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นสิ่งที่เกิดได้คอนข้างบ่อย เราเรียกสิ่งนี้ว่า Denture induced Stomatitis ซึ่งสิ่งเหล่านี้ อาจเกิดจากฟันปลอมสกปรก หรือสะอาดไม่เพียงพอ, ฟันปลอมหลวม หรือการทานยาบางประเภท ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เกิดแผลในช่องปากและ ผู้ป่วยบางท่าน อาจเคยเป็นแผลบริเวณมุมปาก
การเปลี่ยนแปลงของแผลในช่องปากเหล่านี้ จะมีผลต่อฟันปลอม ที่เมื่อก่อนอาจพอดีภายในช่องปาก หรือสภาพของริมฝีปากที่แปรเปลี่ยนไป การรักษาเนื้อเยื่อที่อักเสบ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ซึ่งสามารถทำได้ ตามขั้นตอนที่จะกล่าวต่อไป และสามารถใช้ประกอบกับการดูแลฟันปลอม

คำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับช่องปากและฟันปลอม จะต้องพึงระลึกตลอดเวลาว่า ต้องรักษาช่องปาก ให้สะอาดเท่าที่จะทำได้ และอาจบ้วนปาก หรือแปรงฟันหลังอาหาร การรับประทานอาหารหวาน, แป้ง, สูบบุหรี่ และใส่ฟันตลอดเวลา โดยไม่เคยถอดอยู่บ่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยหนุน ทำให้ช่องปาก และฟันปลอมมีสุขภาพแย่ลง

การทำความสะอาดฟันปลอม ล้างและแปรงตามปกติ อาจใช้น้ำยา เพื่อทำความสะอาดฟันปลอมให้ดีขึ้น การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ อาจต้องขอคำแนะนำจากทันตแพทย์ เพราะว่าฟันปลอมบางชนิด อาจใช้กับน้ำยาฆ่าเชื้อบางชนิดไม่ได้

การใช้ยา ในกรณีที่สภาพภายในช่องปากก็ยังไม่ดีขึ้น หลังจากลองทำตามคำแนะนำข้างบนแล้ว ทันตแพทย์อาจจำเป็นต้องแนะนำ การใช้ยาบางชนิด เช่น Nystatin หรือ Amphotericin Lozenges เพื่อใช้ในการแช่ฟันปลอม โดยแช่เวลากลางคืน หรือหลังอาหาร ซึ่งจะมีรสชาติขมเล็กน้อย ซึ่งจำเป็นต้องใช้เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ในผู้ป่วยบางคน อาจใช้ในรูปแบบ Gel ทาบริเวณด้านใน ของฟันปลอมหลังอาหาร (Gel นี้สามารถทานได้) การรักษาดังกล่าวจะต้องทำให้ครบ 1 เดือน แม้ว่าสภาพภายในช่องปาก จะดีขึ้นแล้ว หลังการใช้ยาในอาทิตย์ หรือสองอาทิตย์แรก

กรณีที่มีแผลที่มุมปาก ทันตแพทย์อาจจะสั่งยาที่เป็น Gel หรือ Cream เพื่อทาบริเวณที่เป็น จนกว่าแผลจะหาย
ถ้าผู้ป่วยท่านใดมีข้อข้องใจ หรือสงสัย กรุณาติดต่อกับทันตแพทย์ประจำตัวท่าน หรือแผนกทันตกรรมของโรงพยาบาลได้

การดูแลฟันปลอม (Caring for your Denture) เพื่อที่จะดูแลสุขภาพภายในช่องปาก (ทั้งตัวฟันและเนื้อเยื่อในช่องปาก) ให้มีสุขภาพที่ดีและเหมาะสม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะดูแลฟันปลอมให้สะอาด เทียบเท่ากับฟันและเนื้อเยื่อในช่องปาก คราบอาหาร บุหรี่ ชา กาแฟ หรือแม้กระทั่ง หินปูน จะเกาะสะสมที่ฟันปลอม ถ้าไม่ได้ดูแล และทำความสะอาดฟันปลอมอย่างสม่ำเสมอ

ในกรณีที่มีฟันธรรมชาติบางส่วน คู่กับฟันปลอม ก็มีความจำเป็น ที่จะเอาใจใส่ฟันธรรมชาติ และฟันปลอมอย่างสม่ำเสมอ สาเหตุเพราะว่า การใส่ฟันปลอมบางส่วน ร่วมกับฟันธรรมชาตินั้น จะทำให้เกิดโอกาส ในการสะสมเศษอาหาร คราบต่างๆ รอบๆ ตัวฟันเพิ่มขึ้น แต่ถ้าในกรณีที่ไม่หลงเหลือ ฟันธรรมชาติในช่องปากแล้ว ก็ยังมีความจำเป็น ที่จะต้องทำความสะอาดเนื้อเยื่อในช่องปาก อาทิเช่น การแปรงลิ้นและ เพดาน ด้วยการใช้แปรงนิ่ม

ฟันปลอมที่มีอยู่ สมควรจะถอดออกในเวลากลางคืน (อย่าใส่นอน) เพื่อวัตถุประสงค์ ในการที่จะได้ให้สภาพในช่องปาก ได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง การใส่ฟันปลอมทั้งวันและตลอดเวลา เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะจำทำให้เพิ่มโอกาส ในการติดเชื้อโรค และการอักเสบ ของเนื้อเยื่อในช่องปาก และในกรณีที่มีความจำเป็น ในการใส่ฟันปลอมตลอดเวลา (24 ชั่วโมง) วิธีแก้ไขก็คือ พยายามหาเวลาถอดฟันปลอม เพื่อให้เหงือกได้พักผ่อนบ้าง ในบางเวลา ตัวอย่างเช่น อาจถอดฟันปลอม และทำความสะอาด ในเวลาอยู่คนเดียวในบ้าน

การทำความสะอาดฟันปลอม ทำความสะอาดฟันปลอม ทั้งด้านนอกและด้านใน ทุกครั้งหลังทานข้าว และก่อนนอน โดยการใช้น้ำสบู่ หรือยาสีฟันกับแปรงสีฟัน แปรงทั้งด้านนอกและด้านใน ถือฟันปลอม ค่อนข้างแน่น ภายในอ่างล้างมือ ที่เติมน้ำลงไปในอ่าง ประมาณ 1/2 – 3/4 ของอ่าง เพื่อป้องกันเวลาฟันปลอม ตกลงไปกระแทกกับอ่าง แล้วเกิดการแตกหักเสียหาย

ห้ามใช้น้ำร้อนหรือน้ำเย็น ในการทำความสะอาด เพราะอาจทำให้ฟันปลอมบิดเบี้ยว หรือสีของฟันปลอมเปลี่ยนได้

น้ำยาสำหรับย้อมฟันปลอม (อาจมีทั้งสีน้ำเงินหรือแดง) สามารถนำมาใช้ของบนฟันปลอม โดยใช้สำลีชุบน้ำยา แล้วทาบนฟันปลอม เพื่อช่วยในการบ่งชี้ว่า การทำความสะอาดฟันปลอม ได้ผลมากน้อยแค่ไหน ถ้ายังมีสีติดอยู่ แสดงว่าบริเวณนั้น ยังทำความสะอาดได้ไม่ดีเพียงพอ

ฟันปลอมเมื่อถอดออกมาแล้ว ควรแช่ในน้ำสะอาด หรือห่อกระดาษที่ชุบน้ำจนชุ่ม ถ้าปล่อยให้ฟันปลอมแห้งเป็นเวลานานๆ อาจเกิดการบิดเบี้ยวของฟันปลอมได้

ในกรณีที่การล้างทำความสะอาด และใช้แปรงขัดฟันปลอม ไม่สามารถกำจัดคราบอาหาร หรือหินปูนได้เพียงพอ อาจใช้น้ำยาบางชนิด เช่น Stuadent, Dentural, Denclen แช่ฟันปลอมข้ามคืน หลังจากแช่ฟันปลอมแล้ว ฟันปลอม ควรนำมาทำความสะอาด โดยใช้แปรงสีฟันอีกครั้ง เพื่อกำจัดคราบส่วนเกินออกไป

สิ่งที่จำเป็นระมัดระวัง สำหรับฟันปลอมที่มีบางส่วน ของฟันปลอมเป็นโลหะ ก็คือ น้ำยาแช่ฟันปลอมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนสีของโลหะ ดังนั้นเวลาใช้ ไม่สมควรจะแช่ฟันปลอม ที่มีบางส่วนเป็นโลหะ เป็นเวลาและข้ามคืน หลังจากแช่แล้ว นำมาแปรงและล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้ง

การดูแลสุขภาพในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นฟันปลอมบางส่วนหรือทั้งปาก สภาพภายในช่องปาก ควรจะตรวจเช็คเป็นประจำ โดยทันตแพทย์ปีละ 1 ครั้ง ทั้งฟันปลอมและฟันธรรมชาติ พึงระลึกเสมอว่า ฟันปลอมของท่าน มีความจำเป็นจะต้องปรับ หรือเพิ่มเติมบางอย่าง เพื่อให้คงสภาพช่องปากที่ดีตลอดเวลา

ทันตแพทย์กำพล พลประทีป
แผนกทันตกรรม
แหล่งข้อมูล : วารสารโรงพยาบาลรามคำแหง ฉบับที่ 16 – www.ram-hosp.co.th/books

5 วิธี ที่ช่วยลดอาการปวดฟัน

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today
บางครั้งอาการปวดฟัน ทำให้เราหงุดหงิดอารมณ์เสีย หรือบางทีปวดจนหูตาลาย พาลให้ปวดหัวคิดอะไรไม่ค่อยออก!

เรื่อง พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
ในบางสถานการณ์เราไม่สามารถพบทันตแพทย์ได้ทันท่วงที อาจจะต้องทนทุกข์ทรมาน จากการปวดฟันอยู่ระยะเวลาหนึ่ง
ทำไมต้องปวดฟัน ?
โดยปกติแล้วอาการปวดฟันจะมีปัญหาพื้นๆ มาจากฟันผุเสียส่วนใหญ่ หากว่ารูผุนั้นไม่ลึกมากก็จะมีอาการเสียวฟัน แต่ถ้ารูผุใกล้โพรงประสาทฟันหรือทะลุโพรงประสาทฟัน ก็จะเริ่มมีอาการปวดบ่อยๆ ปวดเป็นบางที จนถึงปวดมาก ปวดตลอดเวลา บางครั้งยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยได้
ฟันเป็นหนองปลายราก
เมื่อฟันผุมากไม่รับการรักษาทำให้เชื้อ Bacteria สามารถเข้าไปจนเกิดหนองปลายรากฟัน หนองที่มีมากก็เกิดแรงดัน ทำให้ปวดปลายรากอย่างรุนแรง มีอะไรมากระทบฟันก็ปวด
ฟันเป็นโรคเหงือกอักเสบ
มีการละลายตัวของกระดูกรอบๆ รากฟันเป็นที่กักขังของ Bacteria เป็นหนองรอบรากฟัน ฟันโยก ทำให้เกิดเสียวฟัน และปวดได้
ฟันร้าว, ฟันแตก
แน่นอน กรณีที่มีฟันร้าว ก็มีโอกาสที่โพรงประสาทฟันติดต่อกับภายนอกผ่านรอยร้าวได้ / น้ำเย็น / น้ำร้อน ก็ส่งถึงโพรงประสาทฟันทำให้ปวดได้
เศษอาหารติดฟัน
กรณีฟันห่าง ฟันผุด้านข้างเป็นรูใหญ่ เป็นโรคเหงือกอักเสบ ฟันโยก มีช่องว่างระหว่างฟัน เวลาเคี้ยวอาหารชิ้นใหญ่ๆ เช่น เนื้อก้อนใหญ่ เวลาไปอัดตรงช่องว่างเหล่านี้มันจะกดให้เหงือกช้ำ เป็นที่สะสมของแบคทีเรีย จะปวดเหงือกและฟันบริเวณนี้มาก
เรามีวิธีลดอาการปวดฟันได้ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถไปพบทันตแพทย์ได้ทันที
วิธีแรก
ลดสิ่งกระตุ้นที่มีผลทำให้ปวดฟันเพิ่มขึ้น หรือทำให้ประสาทฟันบาดเจ็บมากขึ้น
เช่น – ของเย็นจัด : น้ำแข็ง ไอศกรีม
– ของร้อนจัด : น้ำร้อน ชาร้อน กาแฟร้อน อาหารร้อน
– อาหารที่มีรสหวานจัด รสเปรี้ยว
ลดการกระทบกระแทกกับฟันซี่นั้นๆ
อาการปวดฟันจะเป็นมากขึ้น ถ้าฟันซี่นั้นถูกกระแทกบ่อยๆ หรือตัวฟันสูงกว่าซี่อื่นๆ บางครั้งฟันถูกหนุนลอยตัวขึ้นมาเพราะมีหนอง มีการติดเชื้อที่ปลายรากฟันจากฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ
วิธีง่ายๆ คือ รับประทานอาหารที่ไม่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก เช่น อาหารนิ่มๆ ไม่ควรเคี้ยวอาหารแข็งๆ หรือเหนียวๆ เนื้อเหนียวๆ ที่ต้องใช้แรงบดเคี้ยวมาก อีกวิธีคือ เลี่ยงไปเคี้ยวอีกด้าน
ถ้าอาการปวดจากเศษอาหารติดฟัน อาการจะเป็นมากถ้าอาหารถูกอัดแน่นในซอกเหงือกเป็นเวลานานๆ วิธีที่ดีที่สุดให้รีบเอาเศษอาหารเหล่านั้นออกให้เร็วที่สุด โดยการใช้ Dental floss อย่าใช้ไม้จิ้มฟัน
ถ้ามีฟันผุทะลุโพรงประสาทฟันและเป็นหนองปลายรากฟัน และมีอาการบวมเห็นได้ชัด การใช้น้ำร้อนช่วยประคบบริเวณที่บวมภายนอกช่องปากช่วยลดอาการปวดฟันได้ดี และช่วยเพิ่มการระบายหนองได้ดีขึ้น ก็จะบรรเทาอาการปวดชะงัดทีเดียว
น้ำมันกานพลู เป็นยาที่ช่วยลดอาการปวดฟันที่มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้ว โดยใช้สำลีชุบน้ำมันกานพลู แล้วอุดลงไปในรูที่ผุ ฤทธิ์ของน้ำมันกานพลูจะออกฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดฟันที่ดีมาก
วิธีการที่แนะนำมานั้นเป็นวิธีช่วยให้ท่านหายหงุดหงิดอารมณ์เสียจากการปวดฟันในกรณีที่ยังไม่สามารถไปพบหมอฟันได้ทันท่วงที แต่ไม่ใช่เป็นวิธีการรักษาที่ถาวร เป็นวิธีการที่แค่บรรเทาอาการปวด ถึงอย่างไรหากท่านมีโอกาสพบทันตแพทย์ก็ไม่ควรรอช้า เพื่อรักษาให้ถูกต้องและตรงจุดที่สุด อาการของโรคฟัน โรคเหงือกจะได้หายอย่างถาวร และไม่ลุกลามต่อไป

กลัวการทำฟัน !!!

เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
จากมุมสุขภาพ www.msn.co.th
คนที่กลัวการทำฟันมีไม่น้อย หากคุณเป็นอีกคนก็ไม่ต้องอาย พอประมาณได้ว่าสามในสี่ของคนที่มาทำฟันก็มีอาการวิตก หรือหวาดๆ การทำฟัน จะมากน้อยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับมา
มาสู้กับความกลัวกันดีกว่า
ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า แม้จะผลัดผ่อนการพบหมอฟันไปได้ก็ เท่ากับหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็ต้องรักษาฟันจนได้ เพราะสถานการณ์บังคับเพราะ คุณจะปวดฟันมากจนทนไม่ไหวนั่นเอง ความปวดมีมากกว่าความกลัว คุณก็ต้องพึ่งพาทันตแพทย์แบบหลีเกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว ทันตแพทย์ส่วนใหญ่ต้องการให้คนไข้มาพบในสภาพฟันที่เป็นโรคน้อยที่สุด เพื่อรักษาแต่เนิ่นๆ มีวิธีการบางอย่างที่ช่วยคุณได้ ให้มีความรู้สึกผ่อนคลายและมีประสบการณ์ที่ดีต่อการทำฟัน ที่แน่ๆ ควรบอกความจริงกับทันตแทพย์ว่าคุณกลัวการทำฟัน หรือเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาก่อน
ในการทำฟันคุณกลัวอะไร ?
เข็มฉีดยา แล้วเสียวฟัน กลัวเสียงเครื่องกรอฟัน กลัวเครื่องมือรู้สึกสำลักทุกครั้งที่เครื่องมือเข้าปาก บอกเล่าให้หมดให้หมอของคุณทราบ เพื่อหาวิธีการรักษาที่รัดกุมเฉพาะคุณ เพื่อลดความกลัวนั้น และช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายความเครียดลง เพิ่มความมั่นใจในการทำฟันมากขึ้น

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำฟันอย่ารีรอที่จะถามคุณหมอให้อธิบายถึงวิธีการ ระยะเวลาการทำฟันให้ชัดเจน ยิ่งคุณรู้ถึงเหตุผลของการรักษารู้ว่าหมอกำลังจะทำอะไร ความรู้สึกวิตกกังวลของคุณจะลดลง อย่างน้อยก็ช่วยลดความคิด หรือจินตภาพอันน่ากลัวที่วาดมาก่อนจะเข้ามาทำฟันลงได้มากทีเดียว
เตรียมตัวให้ดี นัดวันที่พร้อม
ก่อนวันนัดทำฟันควรนอนหรือพักผ่อนให้พอ กินอาหารพออิ่ม งดพวก ชา กาแฟ น้ำดื่มที่มีคาเฟอีน ซึ่งจะกระตุ้นให้คุณตื่นเต้นมากกว่าปกติ
หากคุณเครียดมาทั้งวันจากการทำงาน แล้วเย็นนั้นมีนัดกับทันตแพทย์ต้องทำฟันแล้วละก็ไม่ค่อยจะเหมาะนัก แต่ควรนัดในเวลาที่ว่างที่สุดไม่ใช่ต้องขับรถลุยจราจรติดขัดเพื่อมาให้ทันเวลา เพราะจะยิ่งทำให้เครียด ทั้งเครียดทั้งกลัว เครียดจากรถติดยังไม่ทันหายก็ต้องกระหือกระหอมมานั่งเก้าอี้ทำฟัน แล้วเวลาทำฟันก็มีจำกัด ทันตแพทย์ก็เครียดด้วยเช่นกัน วันที่ดีที่สุดน่าจะเป็นวันหยุด อาจจะเป็นตอนเช้าวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่คุณปลอดจากภาระกิจใดๆ
กวิธีหนึ่งทีดีถ้าคุณกลัวมากๆ ก็น่าจะไปทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศของคลินิกฟันเสียก่อน ทำความคุ้นเคยกับเครื่องมือ กับทันตแพทย์ โดยเริ่มต้นจากการทำฟันที่ใช้เวลาสั้นๆ ไม่นานนักหรือไม่ต้องอ้าปากนาน เช่น การตรวจฟัน การจัดฟัน ถ้าหากคุณผ่านขั้นตอนนี้ไปด้วยดี แล้วความกลัวจะลดลง ความกล้าจะมากขึ้น ความมั่นใจจะตามมาอีกโขเลย
ขณะทำฟันพยายาม เอาใจไปอยู่ที่อื่นให้ไกลๆ การทำฟัน เช่น อาจสวมหูฟังเพลงบรรเลงสบายๆ เพราะอย่างน้อยที่สุด หูคุณก็ไม่ได้ยินเสียงเครื่องกรอ คิดถึงสิ่งที่ชอบ เช่นทะเล ชายหาด เสียงคลื่นซัด คิดถึงทุ่งกว้างอันเขียวขจี
คลายความเครียดด้วยการควบคุมการหายใจ หายใจเข้าช้าๆ นับ 1-7 พัก หายใจออกช้าๆ การควบคุมการหายใจแบบนี้ จะช่วยให้คุณคลี่คลายได้มากทีเดียว
อันนี้สำคัญมาก คิดดี คิดให้เป็นบวกไว้ก่อน เช่น
เราทำได้
หมอฟันทำฟันไม่เจ็บหรอก
หากเราคิดไปในทางลบตลอด ก็ยิ่งสร้างความรู้สึกไม่ดีแต่ต้น เช่น ต้องเจ็บแน่ หรือเริ่มไม่ไว้ใจหมอ ความคิดแบบนี้อย่าให้เกิดเลยครับไม่ช่วยอะไรเลย กลับจะทำให้กลัวทำฟันมากขึ้นเปล่าๆ
ลองดูนะครับวิธีที่เล่ามา จะช่วยให้คุณที่กลัวการทำฟันรู้สึกมั่นใจและกล้าที่จะไปพบ ทันตแพทย์มากขึ้น เพื่อดูแลรักษาสุขภาพฟัน และช่องปากให้ดีตลอดไป
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

โรคฟันหรือโรคในช่องปาก เป็นเรื่องที่ทุกคนเลี่ยงไม่ได้ ฟันผุ มีหินปูน ต้องไปพบทันตแพทย์ให้รักษา บางคนทั้งๆ ที่รู้ว่าถึงเวลาต้องรักษาแล้ว แต่พอตั้งใจนัดทันตแพทย์ทีไร พอใกล้วันนัดมักจะเลื่อนนัดทุกที หรือผลัดผ่อนไปก่อน จริงๆ แล้วความรู้สึกลึกๆ ก็คือกลัวการทำฟัน