เมื่อเร็ว ๆนี้ คุณหมอ ยุพยง แห่งเชาวนิช เลขามูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ได้ตั้งคำถามกับผมว่า “การเลี้ยงทารกด้วยนมขวด จะส่งผลเสียอย่างไหร่ต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร” จำได้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ในตำราจัดฟัน เมื่อครั้งพยายามสอบเข้าเรียนจัดฟันเมื่อเกือบ 20 ปี มาแล้ว หลังจากจบทำงานเป็นหมอจัดฟันในเวลาต่อมา ผมได้สังเกตเห็นว่าคนไข้จัดฟันทั้งเด็กและวัยรุ่นเกือบทั้งหมด รวมทั้งคนไข้ผู้ใหญ่จำนวนมาก มีพฤติกรรมของลิ้นผิดปกติคล้าย ๆ กัน โดยทุกคนจะดันลิ้นมาจุกอยุ่หลังฟันหน้าทั้งบนและล่างขณะกำลังกลืนน้ำลายแทบทุกครั้ง

พฤติกรรมเช่นนี้ของลิ้น เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการจัดฟัน เมื่อสอบถามจากพ่อแม่ของคนไข้จัดฟันเหล่านี้ คำตอบจะเหมือน ๆ กันว่าลูกของเธอเติบโตมากับนมขวดแทบทุกคน

เมื่อแรกเกิด ริมฝีปากของทารกเป็นอวัยวะรับความรู้สึก ที่มีพัฒนาการค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ทารกสามารถดูดนมแม่ได้เอง โดยไม่ต้องสอน วัยทารกเป็นวัยที่ต้องได้รับอาหาร 2 อย่าง อาหารอย่างแรก อาหารกาย คือน้ำนม ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำหรับทารก อาหารอย่างที่สองคือ อาหารใจ

ขณะที่ทารกดูดนมแม่จากเต้านมของแม่ ในอ้อมกอดของแม่ ทารกย่อมซึมซับความรัก ความทะนุถนอมและไออุ่น ผ่านทางริมฝีปาก และอิ่มท้องในขณะเดียวกัน แต่ทารกที่ดูดนมขวดจนอิ่มท้องจะได้รับความอิ่มเอมใจไม่เท่า

เมื่อทารกได้รับความสุขจากริมฝีปากไม่เพียงพอ จึงดูดนิ้วเพื่อทดแทนความสุขที่ขาดหายไป ขณะเดียวกันพัฒนาการของลิ้น กระพุ้งแก้มและริมฝีปากในทารกทั้งสองกลุ่มนี้จะแตกต่างกัน

ทั้งนี้เพราะการดูดนมแม่ แท้จริงแล้วทารกไม่ต้องออกแรงดูดแต่อย่างใด ทารกเพียงใช้ริมฝีปากเม้มเบา ๆ ที่หัวนมแม่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ในเต้านมแม่จะบีบน้ำนมป้อนให้กับลิ้นที่ห่อตัวรองรับน้ำนมไหลสู่ท้องลูกน้อยในที่สุด ผิดกับทารกที่ดูดนมขวด

เธอต้องใช้แรงดูดของทั้งริมฝีปากและกระพุ้งแก้ม การทำงานของลิ้น ริมฝีปาก และกระพุ้งแก้มจึงแตกต่างกันในทางรกทั้งสองกลุ่มนี้

 

 

 

เมื่อนมขวดชักนำให้เด็กติดนิสัยดูดนิ้ว เด็กเหล่านี้จะพัฒนานิสัยผิด ๆ ต่อไปอีกขั้นด้วยการดุนลิ้นมาแตะหลังริมฝีปากบนและล่าง เมื่อเวลาผ่านไปฟันหน้าบนและล่างจึงงอกมาสบกันไม่สนิท เพราะมีนิ้วหรือลิ้นขวางอยู่เป็นประจำ เมื่อให้เด็กเหล่านี้กัดฟันเข้าหากัน

จึงเห็นรอยโหว่ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ระหว่างฟันหน้าบนและล่าง เด็กบางคนมีฟันหน้าบนยื่นล้ำหน้าฟันหน้าล่าง (ฟันเหยิน) จากแรงงัดของนิ้วที่ดูดเล่นเป็นประจำ

ดังนั้นการสบฟันที่ผิดปกติดังกล่าว สามารถป้องกันได้โดย คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมตนเอง ลูกรักของท่านจะได้รับทั้งอาหารกาย อาหารใจ ความอบอุ่นและความพึงพอใจรอบริมฝีปาก ทำให้ไม่พัฒนานิสัยดูดนิ้วหรือดุนลิ้น เพื่อทดแทนความสุขที่ไม่ได้รับจากการดูดนมแม่

ในกรณีที่ไม่สามารถให้ลูกดูดนมได้ จำเป็นต้องเลี้ยงด้วยขวดนม ท่านต้องใช้ขวดนมรุ่นที่ออกแบบให้มีส่วนของจุกนมเลียนแบบเต้านมแม่

 

 

 

 

 

หมอหวังว่า บทความชิ้นนี้คงช่วยเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอ่อน

เลี้ยงดูลูกของท่านให้ไม่มีปัญหาการสบฟันผิดปกติเมื่อเขาโตขึ้น

มีปัญหาสงสัยสามารถสอบถามทาง page ได้เลยนะครับ

ทพ.สมเกียรติดุจหนึ่งคุณากร

 

 

อย่าลืม! หมั่นตรวจฟันทุก 6 เดือน

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เรื่องของปากและฟันเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งคุณรู้ไหมว่า เหตุใดทำไมเราจึงต้องหมั่นไปพบหมอฟันทุกๆ 6 เดือน

ฮั่นแน่มีหลายคนไม่รู้เหตุผลใช่ไหมละ ดังนั้น อีแมกกาซีนจะขอเป็นผู้ไขข้อข้องใจต่างๆ นั้นเสียเอง

ทำไมจึงควรพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน?

ในอดีตประชาชนทั่วไปมักจะมีความเชื่อที่ว่า เมื่ออายุมากขึ้นฟันธรรมชาติในช่องปากจะค่อยๆ หลุดล่วงไปตามกาลเวลา แต่ในปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ฟันธรรมชาติจะคงอยู่ในช่องปากได้ตลอดไป ไม่ว่าอายุของเจ้าของฟันเหล่านี้จะมากขึ้นเท่าใดก็ตามหากเจ้าของจะดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ปัจจุบันสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสียฟันธรรมชาติไป คือ โรคฟันผุ และโรคปริทันต์ (โรคเหงือกอักเสบ)

โรคฟันผุในระยะแรกจะไม่มีอาการใดๆ เลย ผู้ป่วยจึงมักไม่ทราบว่ามีรอยฟันผุอยู่ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนรอยผุนั้นลึกเข้าใกล้ หรือทะลุถึงโพรงประสาทฟันจะมีอาการปวด คนทั่วไปเรียกว่า ผุถึงประสาทฟัน ซึ่งรักษาให้หายได้ด้วยการรักษาครองรากฟัน มีวิธีที่ยุ่งยากกว่าการอุดฟันธรรมดามาก ดังนั้นเพื่อป้องกันจึงควรจะพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คฟันผุ และทำความสะอาดฟัน ทุก 6 เดือน หากพบฟันผุควรอุดรักษาทันที ไม่ควรรอให้มีอาการปวด ซึ่งรอยผุนั้นลุกลามไปถึงประสาทฟันคงไม่แคล้วต้องทำการรักษารากฟัน

การแปรงฟัน

การแปรงฟัน เป็นการดูแลสุขภาพในช่องปากที่ดีที่สุด และสามารถทำได้ด้วยตนเอง ทั้งง่าย สะดวก และประหยัด โดยการแปรงฟันที่ถูกวิธี และเหมาะกับประชาชนทั่วไป คือ การแปรงฟันแบบขยับปัด (Modified bass technic) ร่วมกับการใช้แปรงสีฟัน ที่เหมาะสม ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ สามารถทำได้ง่ายดังนี้ วางด้านข้างของขนแปรง ให้เอียงจรดกับคอฟัน ขยับไปมา แล้วปัดขึ้น หรือ ปัดลง ไปตามตัวฟัน ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า และก่อนนอน ครั้งละ 2 -3 นาที บริเวณที่ต้องแปรง

1.ฟันกรามบนขวาด้านนอก ฟันหน้าบนด้านนอก ฟันกรามบนซ้ายด้านนอก

2.ฟันกรามบนซ้ายด้านใน ฟันหน้าบนด้านใน ฟันกรามบนขวาด้านใน

3.ฟันกรามล่างขวาด้านนอก ฟันหน้าล่างด้านนอก ฟันกรามล่างซ้ายด้านนอก

4.ฟันกรามล่างซ้ายด้านใน ฟันหน้าล่างด้านใน ฟันกรามล่างขวาด้านใน

5.ฟันกรามด้านบดเคี้ยว

ไหมขัดฟัน (Dental floss) หรือเด็นทัลฟลอส

เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเสริมการทำความสะอาดเหงือกและฟันหลังแปรงฟัน โดยจะเข้าไปทำความสะอาดบริเวณใต้เหงือก และซอกฟัน ที่แปรงสีฟันไม่สามารถเข้าถึงได้ วิธีใช้ไหมขัดฟัน คือ ดึงไหมขัดฟันออกมาให้ยาวประมาณ 10 นิ้ว-1 ฟุต พันเส้นขัดฟันเข้ากับนิ้วกลางทั้งสองข้าง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือบังคับเส้นไหมขัดฟันให้ตึงแล้วค่อยๆ เคลื่อนไหมผ่านซอกฟันลงไปในเหงือก ประมาณ 1-2 มิลลิเมตรโค้งเส้นไหมให้ตึงแนบกับคอฟัน แล้วขยับเส้นไหมขัดฟันขึ้นลง บริเวณซอก ทั้งสองด้าน ทำเช่นนี้ทุกซี่ให้ทั่วปาก วันละ 1 ครั้งก่อนนอน จะช่วยป้องกันโรคเหงือกอักเสบและช่วยลดอัตราการเกิดโรคฟันผุได้

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

อาหารฟัน

จากมุมสุขภาพ MSN.com

เมื่อเอ่ยถึงอาหาร มีใครเคยสงสัยบ้างไหมว่า ตั้งแต่เด็ก เราเคยได้รับการสอนว่า ต้องกินอาหารให้ครบ ทุกหมวดหมู่ ทั้งพวกข้าว แป้ง น้ำตาล

พวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว พวกไขมันจากสัตว์ จากพืช พวกผัก และพวกผลไม้

แต่ทำไม…ผู้ใหญ่ต้องห้ามเด็กว่า ไม่ให้กินลูกอม อย่ากินขนมถุงกรอบๆ นะ พอถามเหตุผลที่ห้าม ก็ว่า เพราะขนมเหล่านั้น ทำให้ฟันผุ ทั้งๆ ที่ลูกอมทำจากน้ำตาล ขนมถุงกรอบ ทำจากแป้ง ซึ่งก็เป็นสารอาหาร พวกคาร์โบไฮเดรท ที่จำเป็นต่อร่างกายมิใช่หรือ และท่านทราบไหมว่า เมื่อผู้ใหญ่ห้ามเด็ก 100 คน ไม่ให้กินลูกอม ไม่ให้ขนมถุง มีเด็กเชื่อฟัง ปฏิบัติตามกี่คน (อาจมีคนช่วยตอบว่า ผู้ใหญ่เอง ยังกินเลย…)

หลายคนเริ่มเห็นใจเด็กๆ ที่ชอบกินลูกอม ชอบกินขนมถุงกรุบกรอบกันแล้วใช่ไหม ซึ่งถูกต้องแล้วที่ว่า ลูกอม และขนมถุงกรอบ มีสารอาหารคาร์โบไฮเดรท แต่เป็นคาร์โบไฮเดรทที่ไม่ธรรมดานะ และเรายังรับรองได้เลยว่า ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว ที่ว่า ลูกอม และขนมถุง ทำให้ฟันผุ เพื่ออธิบายปัญหาเหล่านี้ให้กระจ่าง ก่อนอื่น ต้องขอทบทวนถึง กระบวนการเกิดโรคฟันผุย กันซะก่อน

โรคฟันผุ คืออะไร

กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย เผยว่า โรคฟันผุเป็นโรคของเนื้อเยื่อฟัน (ผิวเคลือบฟัน เนื้อฟัน ผิวรากฟัน) โดยมีการทำลายแร่ธาตุ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ของเนื้อเยื่อเหล่านี้ จนทำให้เกิดฟันเป็นรู เป็นโพรงฟัน สามารถลุกลามจนเกิดการสูญเสียฟันทั้งซี่ โดยโรคฟันผุจัดเป็นโรคติดเชื้อ โดยกระบวนการของการเกิดโรค จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง คือ ตัวฟัน เชื้อจุลินทรีย์ และสภาวะความเป็นกรด

โดยปกติ ภายในช่องปาก ตัวฟัน ซึ่งเห็นฟันสีขาวแข็งๆ นั้น มีองค์ประกอบหลักเป็นสารอนินทรีย์ จะแวดล้อมด้วยน้ำลาย ที่มีส่วนประกอบของแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสเฟต ฟลูออไรด์ และเชื้อจุลินทรีย์ โดยจะมีกระบวนการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุ ระหว่างตัวฟัน และน้ำลายตลอดเวลา มีทั้งการสูญเสียแร่ธาตุ จากตัวฟัน และการคืนกลับแร่ธาตุ เข้าสู่ตัวฟัน ซึ่งในสภาวะที่สภาพในช่องปากเป็นกลาง กระบวนการนี้จะสมดุล และไม่เกิดโรคฟันผุ

เมื่อเรากินอาหาร โดยเฉพาะแป้ง และอาหารหวาน สภาพในช่องปากจะมีความเป็นกรดมากขึ้น เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ ที่รวมตัวกันเป็นคราบฟันบนตัวฟัน จะย่อยสลายอาหาร เกิดสภาพเป็นกรด สมดุลของการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุ จะเสียไป จะมีการสูญเสียแร่ธาตุจากตัวฟัน มากกว่าการคืนกลับแร่ธาตุ และหากลักษณะเช่นนี้ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ฟันเริ่มเกิดเป็นรูขึ้นได้ และเกิดอาการปวดฟันในที่สุด

ถ้าไม่อยากให้เกิดโรคฟันผุ ก็ไม่ต้องกินอาหาร พวกแป้งและน้ำตาลได้หรือไม่ คำตอบ ก็คือ ไม่ได้ เพราะอาหารพวกแป้ง และน้ำตาล ให้คาร์โบไฮเดรท ซึ่งให้กำลัง และความอบอุ่นแก่ร่างกาย จำเป็นต่อชีวิตของเราครับ

จากหลักฐานทางวิชาการ สามารถสรุปได้ว่า ในบรรดาอาหารพวกคาร์โบไฮเดรทนั้น น้ำตาลเป็นส่วนสำคัญที่สุด ในการทำให้เกิดโรคฟันผุ ซึ่งน้ำตาลในอาหาร แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1. น้ำตาลที่มีตามธรรมชาติในอาหาร เช่น น้ำตาลในนม น้ำตาลในผลไม้

2. น้ำตาลที่ได้มาจากการสกัด (แปรรูป) จากแหล่งธรรมชาติ เช่น น้ำตาลทราบ ซึ่งสกัดจากอ้อย ซึ่งน้ำตาลกลุ่มนี้มีผลต่อการเกิดฟันผุสูง

การกินอาหารที่มีน้ำตาลชนิดตามธรรมชาติ จะเกิดฟันผุน้อยกว่าน้ำตาล ชนิดที่ได้จากการแปรรูป พบว่า น้ำตาลแล็คโตส (ได้มาจากนม) ทำให้เกิดฟันผุได้น้อยที่สุด ขณะที่น้ำตาลซูโครส (สกัดจากอ้อย) จะทำให้เกิดฟันผุได้สูงสุด (ซึ่งการดื่มนมรสหวาน หรือนมเปรี้ยว ทำให้ฟันผุได้มากกว่า การดื่มนมรสจืด เพราะนมรสหวาน หรือนมเปรี้ยว มีการเติมน้ำตาลซูโครสเพิ่ม้ข้าไปด้วย)

การกินอาหารที่มีน้ำตาลบ่อยๆ จะทำให้สภาวะในช่องปาก เป็นกรดบ่อย สมดุลของการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุ จะเสียไปบ่อย จะทำให้มีโอกาสฟันผุได้มากขึ้น การกินอาหารที่ละลายช้า อาหารที่อม อยู่ในปากได้นาน เช่น ลูกอมชนิดต่างๆ หรืออาหารที่เหนียว อาหารที่ติดฟันง่าย เช่น ขนมถุงกรอบ สภาวะการเป็นกรดในปาก จะเกิดนาน การปรับสภาพให้เป็นกลาง จะเป็นไปได้น้อย จึงทำให้นอกเหนือจากน้ำตาลในอาหารแล้ว ลักษณะของอาหาร ก็มีผลต่อการเกิดฟันผุต่างกัน แล้วแต่ว่าจะอยู่ในปากได้นาน

การกินให้เป็น โดยตามทฤษฎี มักแนะนำว่า ให้พิจารณา 2 อย่าง คือ

1. สิ่งที่กิน ได้แก่

-ประเภท และชนิดของอาหารพวกแป้ง และน้ำตาล ให้เลือกชนิดธรรมชาติ ไม่แปรรูป

-ให้เลือกกินอาหารที่ไม่เหนียว ไม่ยึดติดกับฟันมากนัก (ข้อนี้ อยากให้ทุกท่าน ลองถามใจตนเองดูว่า ถ้าให้งดอาหารที่ตนเองชอบมากๆ จะทำได้ตลอดไปไหม คงทรมานจิตใจกันน่าดูจริงไหม ดังนั้น มาพิจารณาข้อ 2 กันดีกว่า)

2. รูปแบบการกิน

-กินบ่อยมาก ก็ฟันผุมาก

ดังนั้น ทางสายกลางที่ดีในความเห็นของผม ก็คือ กินให้อร่อย กินให้อิ่ม กินให้ครบทุกหมวดหมู่ ในเฉพาะมื้อหลักของแต่ละวัน กินเสร็จแล้ว ก็ไปแปรงฟัน กำจัดเศษอาหารที่เหลือตกค้าง ในปากออกซะให้สะอาด

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

หายปวดฟันทันใจ เกลือสมุทร-สารส้ม

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สูตรสามัญประจำบ้านบรรเทาอาการปวดฟันทุเลาลงในเวลาไม่ช้า ทำอย่างไรให้เกลือสมุทรกับสารส้มให้สรรพคุณแก้ปวดฟัน?

เวลามีอาการปวดฟัน ทรมานอย่าบอกใคร ผู้ที่เคยมีประสบการณ์คงเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ‘มุมสุขภาพ’ สรรหาสูตรยาภูมิปัญญาชาวบ้าน เสมือนเป็นยาแก้ปวดฟันแบบเฉพาะหน้ายามที่ยังไม่สามารถพบทันตแพทย์ได้

สูตรนี้ให้เตรียมเกลือสมุทรเอาไปตำให้ละเอียด 1/2 ช้อนชา และสารส้มที่นำไปตำละเอียดเช่นเดียวกันอีก 1/2 ช้อนชา ได้แล้วใส่ถ้วยเพื่อผสมให้เข้ากัน จากนั้นล้างมือให้สะอาด ก่อนใช้นิ้วป้ายส่วนผสมแล้วทาเข้าไปในช่องปากตรงบริเวณที่รู้สึกปวดฟัน ช่วยลดอาการปวดฟันได้ในไม่ช้า

หากเกรงว่าส่วนผสมจะกระจายตัวเร็วเกินไป ให้ห่อเกลือสมุทรและสารส้มละเอียดนั้นด้วยสำลีแผ่นบางหุ้มผ้าก๊อส เอาใส่ปากกัดเบาๆ ไว้ให้ตรงบริเวณที่ปวดฟันก็ได้เช่นกัน

แม้สารส้มจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะส่วนใหญ่ก็นิยมใช้สารส้มแกว่งน้ำเพื่อให้สิ่งสกปรกตกตะกอน แล้วนำนำมาไปดื่มไปใช้ แต่หากกินสารส้มในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้บางคนเกิดแพ้พิษของสารส้ม ซึ่งจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ซึม

อย่างไรก็ตาม หลังบรรเทาอาการปวดด้วยสูตรเกลือสมุทรกับสารส้มแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์ตรวจหาสาเหตุของการปวดฟันและรับการรักษาให้ตรงจุด

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ฟันเทียมฯผู้สูงวัยสุขใจหลายแสนคน

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันพุธที่  18 มกราคม พ.ศ. 2555

อิ่มเอมใจทั่วหล้าด้วยพระบารมี สู่ปีที่8 ฟันเทียมฯผู้สูงวัยสุขใจหลายแสนคน โดย…ทีมข่าวสาธารณสุข

 

                    “จากกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า “เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงห่วงใยสุขภาพช่องปากของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิต”

นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  เชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมการประชุมวิชาการในโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ” ครั้งที่ 2 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ 5 ธันวาคม 2554 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 ณ ริชมอนด์เเกรนด์บอลรูม โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี

นายต่อพงษ์ กล่าวว่า  กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยและหน่วยงานในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินงานโครงการฟันเทียมพระราชทานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดบริการใส่ฟันเทียมแก่ผู้สูงอายุ ขณะนี้มีจำนวนผู้สูงอายุทั่วประเทศใส่ฟันเทียมแล้ว 2.3 แสนราย พัฒนาศักยภาพชมรมผู้สูงอายุให้มีกิจกรรมเพื่อดูแลสุขภาพช่องปากตนเอง 1,782 ชมรม และพัฒนารูปแบบบริการครอบคลุมการส่งเสริมป้องกันโรคในช่องปากในหน่วยงานบริการสุขภาพ 219 แห่ง

โดยปี 2555 กระทรวงสาธารณสุขยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ กำหนดให้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามนโยบายของสธ. และกำหนดเป้าหมายจัดบริการใส่ฟันเทียมทั้งปากแก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศอีก 3 หมื่นราย จัดบริการรากฟันเทียม 2,800 ราย และจัดให้มีชมรมผู้สูงอายุด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นอีก 250 ชมรม เพื่อเเก้ปัญหาการสูญเสียฟันแก่ผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง

“ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัย ได้ร่วมกับหน่วยงานทันตกรรมพระราชทาน คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล จัดงานรณรงค์คืนรอยยิ้มเเก่ผู้สูงวัยภาคใต้ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สูงอายุใส่ฟันเทียมพระราชทานจำนวน 100 ราย และประชาชนทั่วไปได้รับบริการรักษาทันตกรรม 400 ราย” นายต่อพงษ์ กล่าว

“ดร.นพ.สมยศ  รัศมี” อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเสริมว่าผู้สูงอายุร้อยละ 92 หรือเกือบทุกคนมีการสูญเสียฟัน 1 ซี่ และร้อยละ 10 หรือ 7 แสนคน มีการสูญเสียฟันทั้งปาก ส่วนผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปมีฟันเฉลี่ยเพียง 10.5 ซี่ต่อคน สาเหตุมาจากการไม่ใส่ใจทำความสะอาดช่องปากอย่างต่อเนื่องมาตั้งเเต่เด็ก

“โครงการฟันเทียมฯ คืนรอยยิ้มเเก่ผู้สูงวัย จากการติดตามผู้สูงอายุที่ได้รับการใส่ฟันเทียม พบว่าพึงพอใจร้อยละ 97 สามารถกินอาหารได้อร่อยและกินได้มากขึ้นร้อยละ 83 พอใจความสวยงามร้อยละ 71  มีความสุขมากขึ้นร้อยละ 69 พูดชัดขึ้นร้อยละ 66 มั่นใจในการเข้าสังคมมากขึ้น ร้อยละ 49 ตามลำดับ” ดร.นพ.สมยศ กล่าว

ส่วนเวทีการประชุมวิชาการในครั้งนี้ ดร.นพ.สมยศ กล่าวว่า ถือเป็นเวทีพัฒนาวิชาการ ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี รูปแบบและแนวทาง การสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน ภายใต้กรอบแนวคิดวิชาการสร้างสรรค์ จุดประกายการทำงานเพื่อสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ผ่านกิจกรรมและนิทรรศการสร้างสรรค์ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ นิทรรศการหน่วยงานดีเด่น รวมทั้งชมรมผู้สูงอายุด้านการสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก พร้อมทั้งพิธีมอบฟันเทียมพระราชทานแก่ผู้สูงอายุ มอบโล่และเกียรติบัตรประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานสนับสนุนโครงการ หน่วยงานดีเด่นด้านการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ และมอบรางวัลผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศการประกวด 10 ยอดฟันดี วัย 80 ปี

ขณะที่ “ศ.ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช” ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยสุขภาพปากผู้สูงอายุไทย จึงเกิดโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ  5 ธันวาคม 2554

“โครงการฟันเทียมพระราชทาน ถือเป็นโครงการสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์ที่จะให้คนยากจน หรือผู้ด้อยโอกาสได้ใส่ฟันเทียมเช่นเดียวกับผู้ที่มีฐานะบ้าง อีกทั้งประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ” ท่านผู้หญิงเพ็ชรา กล่าว

นพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข  กรมอนามัย เล่าว่า เมื่อตอนที่เริ่มโครงการสำรวจพบว่า มีผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันเหลืออยู่เลยจำนวน 3 แสนราย อีกทั้งพบว่า 5% ของผู้สูงอายุ หรือ 3 แสนราย ต้องการใส่ฟันเทียมทั้งปาก ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าฟันปลอม ตอนนี้เรียกว่า ฟันเทียม เมื่อดำเนินการมาถึงระยะหนึ่งปรากฏว่ามีภาคีเครือข่ายต่างๆ ร่วมบริการค่อนข้างเยอะ จึงจัดเป็นมหกรรมการประชุมวิชาการขึ้น เพื่อถ่ายทอดรูปแบบการดำเนินการต่างๆ ว่าจะทำอย่างไรจะเก็บรักษาฟันเอาไว้ให้จนถึงบั้นปลายชีวิต

“การประกวด 10 ยอดฟันดี วัย 80  ปี เพื่อยกย่องเชิดชูผู้สูงวัย ที่ดูแลช่องปากได้ดีและต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้เเก่คนรุ่นหลังว่าให้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพฟันจนสามารถใช้งานได้ตลอดชีวิต สอดคล้องกับความคาดหวังของโครงการว่า เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตนเอง เข้าถึงบริการทันตสุขภาพจากภาครัฐตามความจำเป็น ทำให้มีฟันเคี้ยวอาหาร ส่งผลต่อโภชนาการ รวมทั้งมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นพ.สุธา กล่าว

เหนืออื่นใด ด้วยพระบารมีล้นเกล้าฯ ของรัชกาลปัจจุบัน ทำให้ผู้สูงวัยของไทย จำนวน 2.3 แสนคน ที่ได้รับพระราชทานใส่ฟันเทียมไปแล้ว และในปี 2555 อีกจำนวน 3 หมื่นราย ต่างอิ่มเอมใจทั่วหล้า

รากเทียมช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

รากเทียมช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

สมัยก่อนเมื่อเกิดการสูญเสียฟันการใส่ฟันปลอมทดแทนมีเพียงสองอย่างอย่างแรกคือฟันปลอมแบบถอดได้ซึ่งต้องอาศัยตะขอเกาะที่ตัวฟัน ดูไม่สวยงามซ้ำยังเป็นที่เกาะของเศษอาหาร เป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันเพิ่มขึ้น ในกรณีที่ไม่มีฟันเหลือให้ตะขอได้ยึดเหนี่ยวก็ต้องอาศัยการขยายฐานฟันปลอมบนให้เต็มเพดานและครอบคลุมสันเหงือกล่างทั้งหมด เป็นที่เกะกะรำคาญใจไม่สบายปากพูดไม่ชัด และเมื่อสันเหงือกยุบตัวลงตามกาลเวลา ฟันปลอมจะหลวมหลุดไม่กระชับเหมือนเดิม ก็ใช้ความชำนาญเลี้ยงฟันปลอมให้อยู่ในปาก พอกล้อมแกล้มใช้กันไป คอยระวังตอนหัวเราะดังดังเพราะฟันปลอมอาจหลุดกระเด็นให้ขายหน้าประชาชน

 

 

 

 

 

 

ฟันปลอมประเภทที่สองคือฟันปลอมแบบติดแน่น  เมื่อฟันหายไปหนึ่งซี่ฟันข้างเคียงช่องว่างต้องถูกกรอให้เล็กลงโดยรอบเพื่อทำเป็นครอบฟันติดกันสามซี่เรียกว่าสะพานฟัน  ถ้าฟันข้างเคียงช่องว่างเป็นฟันที่มีรอยผุใหญ่ๆ  ก็พอทำใจได้ว่าคุ้มค่า  แต่บ่อยทีเดียวที่ฟันที่ถูกกรอนั้นเป็นฟันดีดีไม่มีรอยผุเลย  แต่ต้องถูกกรอเอาเนื้อฟันส่วนที่แข็งแรงที่สุดออกจึงมีโอกาสที่จะผุใต้ครอบถ้าทำคนไข้ทำความสะอาดไม่ดี 

รากเทียมจึงเป็นทางออกของปัญหาต่างๆดังกล่าวข้างต้น  เสียฟันไปหนึ่งซี่ก็ทดแทนด้วยรากเทียมหนึ่งซี่สมเหตุผลดี  รากเทียมในรูปแบบของหมุดหรือบาร์ใช้ในการยึดฟันปลอมถอดได้ทั้งปากผู้สูงอายุที่ใส่ฟันปลอมถอดได้ทั้งปากจึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทพญ. มนูญ ดุจหนึ่งคุณากร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทำอย่างไรเมื่อลูกติดขวดนม ?

ที่มาข้อมูล : ผู้จัดการออนไลน์
เด็กๆ ควรเลิกดูดนมจากขวดตั้งแต่อายุ 1 ขวบ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ ก็ผ่อนผันให้ได้จนถึงอายุ 1 ขวบครึ่ง การดูดนมจากขวดเกินกว่าอายุ 1 ขวบครึ่งหรือ 2 ขวบ มักจะทำให้เด็กๆ ติดใจการดูด อยากดูดนมมากกว่าจะรู้สึกหิวจริงๆ ตื่นขึ้นมากลางดึก ก็มักจะร้องหาขวดนม และบ่อยครั้งที่นอนหลับคาขวดนม

หากเด็กๆ เลิกดูดนมจากขวดช้าเกินไป ผลเสียที่จะตามมามีมากมาย
ประการที่ 1 เมื่อกินแต่นม จะทำให้อิ่ม ไม่ยอมกินข้าวหรืออาหารอื่นๆ ทำให้ขาดวิตามินและแร่ธาตุ
บางอย่างที่อาจมีไม่พอในนม เช่น วิตามินซี
ประการที่ 2 หากกินแต่นม และกินมากเกินไป อาจกลายเป็นเด็กอ้วนได้
ประการที่ 3 เมื่อกินแต่นม ซึ่งมีกากอาหารน้อย ก็จะทำให้ท้องผูกได้
ประการที่ 4 หากกินแต่นม ความหวานจากนม ประกอบกับดูดนมจนหลับคาขวด โดยไม่ดื่มน้ำตาม
จะทำให้มีคราบนมติดอยู่ที่ฟัน ทำให้ฟันผุได้
หากเด็กติดขวดนมไปจนถึงอายุ 3 ขวบ นอกจากฟันจะผุแล้ว ยังอาจทำให้ฟันยื่น แถมยิ่งโต เด็กก็ยิ่งดื้อ จนไม่ยอมเลิกง่ายๆ

จากสถิติพบว่า เด็กอายุ 2-3 ขวบ ที่ยังคงดูดนมจากขวด มีถึงร้อยละ 80 …อายุ 4 ปี ก็ยังมีให้เห็นถึงร้อยละ 45 …เด็กอายุ 8 ปีที่ยังดูดนม ก็ยังพบได้ แปรงฟันก่อนนอนแล้ว ก็ยังคว้าขวดนมมาดูด และหลับคาขวดนม พบอีกร้อยละ 44

เด็กอายุ 2-3 ปี มีน้ำหนักเกินจนเข้าขั้นอ้วน อีกร้อยละ 36 และเด็กอายุ 3 ปี มีปัญหาฟันผุเพราะติดขวดนม พบได้ถึงร้อยละ 65 พ่อแม่หลายคนเจอปัญหานี้ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร วิธีที่จะช่วยให้ลูกเลิกดูดนมจากขวด ก็คือ

ต้องตั้งใจจริง และต้องใจแข็ง
ฝึกให้ลูกดื่มนมจากแก้ว อาจใช้วิธีพาไปข้างนอกตอนกลางวัน โดยไม่เอาขวดนมไปด้วย
เปลี่ยนนิสัยช่วงกลางคืนด้วยการเปลี่ยนจากดูดนมก่อนนอน เป็นดื่มนมก่อนนอนแทน
ฝึกให้ลูกเลิกดูดนมมื้อดึก โดยค่อยๆ ลดปริมาณนมมื้อดึก จนเลิกได้ในที่สุด
ฝึกให้ลูกแปรงฟันก่อนนอน แล้วพาเข้านอนโดยเล่านิทาน ร้องเพลง หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ก่อนเข้านอน อย่าให้หลับคาขวดนม

หากทำทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล ก็ต้องใช้วิธี “หักดิบ” นั่นก็คือ เก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเกี่ยวกับขวดนมออกจากบ้าน เมื่อถึงขั้นนี้ อาจต้องให้คุณพ่อช่วย เพราะพอคุณแม่เห็นลูกน้ำตาร่วง ก็อาจจะใจอ่อนได้ง่ายๆ ในขณะที่คุณพ่อมักจะใจแข็งกว่า

ส่วนวิธีการป้องกันไม่ให้ลูกติดขวดนม ซึ่งทำได้ก่อนแต่เนิ่นๆ ก็มีหลายวิธีด้วยกัน

ฝึกให้ลูกเข้านอนเป็นเวลาตั้งแต่เล็กๆ
ฝึกให้ลูกหลับได้ด้วยตัวเอง โดยให้นอนเมื่อเริ่มง่วง เพราะถ้ากกกอดหรือให้ลูกดูดนมจนหลับ ก็จะชินกับการปฏิบัติดังกล่าว
เมื่อตื่นกลางดึก ไม่มีใครกล่อมให้หลับ ก็มักจะร้อง และลงท้ายด้วยการดูดนม ทั้งๆ ที่อาจจะไม่หิว
ฝึกกินนมมื้อกลางวันให้อิ่มในแต่ละมื้อ ส่วนนมมื้อดึก ให้กินแค่พอหายหิว ไม่บังคับหรือพยายามให้กินมากๆ
เริ่มฝึกลดและเลิกนมมื้อดึก ตั้งแต่อายุ 3-4 เดือน และพยายามเลิกให้ได้เมื่ออายุ 5-6 เดือน หากลูกขยับตัวนิดหน่อย
รอสักพักว่าหิวจริงหรือไม่ ถ้าสัมผัสเบาๆ เช่น ตบก้น แล้วหลับได้ ก็ปล่อยให้หลับไปเอง
ฝึกกินนมให้อิ่มในมื้อก่อนนอน หลังทำความสะอาดฟันแล้ว ไม่ควรให้ดูดนมอีก ก่อนนอนอาจเล่านิทานหรือให้ฟังเพลง
และอย่าปล่อยให้หลับคาขวดนม
หาตุ๊กตาหรือของเล่นที่ลูกชอบพาเข้านอนด้วย เมื่อลูกอายุ 4-5 เดือน จะได้ไม่ติดขวดนม และควรให้มีผลัดเปลี่ยน
ลูกจะได้ไม่พลอยติดตุ๊กตาไปด้วย
สร้างบรรยากาศตอนกลางคืนให้น่านอน ไม่เปิดไฟสว่าง หรืออุ้มเล่นกลางดึก
ฝึกลูกใช้ขวดนมเมื่อเวลาหิว ไม่ใช้เป็นของเล่นเดินถือไปมา
ฝึกจิบน้ำหรือนมจากแก้ว เมื่ออายุ 4-5 เดือน เพื่อให้เริ่มคุ้นเคย
เมื่อลูกอายุได้ 6-8 เดือน จะพัฒนาความสามารถในการนั่งทรงตัวได้ดี รวมทั้งการใช้มือ โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือ
และนิ้วชี้ หยิบจับสิ่งของได้ดีขึ้นกว่าเมื่อตอนอายุน้อยกว่านี้ ซึ่งเด็กจะหยิบสิ่งของโดยกำไว้ทั้งฝ่ามือ

ในช่วงเวลานี้ พ่อแม่ควรเริ่มหัดให้ลูกหยิบอาหารกินเองบ้าง เช่น อาหารที่อ่อนนุ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หัดให้ลูกดื่มน้ำจากถ้วยพลาสติกที่มีหูจับ เมื่อลูกสามารถดื่มน้ำได้ดีแล้ว หัดให้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำนมจากถ้วย และค่อยให้เลิกดูดนมในมื้อกลางวันก่อน จนเลิกดูดนมในมื้อก่อนนอนได้

5 วิธี ที่ช่วยลดอาการปวดฟัน

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 20/12/2007
เรื่อง พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

ในบางสถานการณ์เราไม่สามารถพบทันตแพทย์ได้ทันท่วงที อาจจะต้องทนทุกข์ทรมาน จากการปวดฟันอยู่ระยะเวลาหนึ่ง
ทำไมต้องปวดฟัน ?
โดยปกติแล้วอาการปวดฟันจะมีปัญหาพื้นๆ มาจากฟันผุเสียส่วนใหญ่ หากว่ารูผุนั้นไม่ลึกมากก็จะมีอาการเสียวฟัน แต่ถ้ารูผุใกล้โพรงประสาทฟันหรือทะลุโพรงประสาทฟัน ก็จะเริ่มมีอาการปวดบ่อยๆ ปวดเป็นบางที จนถึงปวดมาก ปวดตลอดเวลา บางครั้งยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยได้

ฟันเป็นหนองปลายราก
เมื่อฟันผุมากไม่รับการรักษาทำให้เชื้อ Bacteria สามารถเข้าไปจนเกิดหนองปลายรากฟัน หนองที่มีมากก็เกิดแรงดัน ทำให้ปวดปลายรากอย่างรุนแรง มีอะไรมากระทบฟันก็ปวด

ฟันเป็นโรคเหงือกอักเสบ
มีการละลายตัวของกระดูกรอบๆ รากฟันเป็นที่กักขังของ Bacteria เป็นหนองรอบรากฟัน ฟันโยก ทำให้เกิดเสียวฟัน และปวดได้

ฟันร้าว, ฟันแตก
แน่นอน กรณีที่มีฟันร้าว ก็มีโอกาสที่โพรงประสาทฟันติดต่อกับภายนอกผ่านรอยร้าวได้ / น้ำเย็น / น้ำร้อน ก็ส่งถึงโพรงประสาทฟันทำให้ปวดได้

เศษอาหารติดฟัน
กรณีฟันห่าง ฟันผุด้านข้างเป็นรูใหญ่ เป็นโรคเหงือกอักเสบ ฟันโยก มีช่องว่างระหว่างฟัน เวลาเคี้ยวอาหารชิ้นใหญ่ๆ เช่น เนื้อก้อนใหญ่ เวลาไปอัดตรงช่องว่างเหล่านี้มันจะกดให้เหงือกช้ำ เป็นที่สะสมของแบคทีเรีย จะปวดเหงือกและฟันบริเวณนี้มาก

เรามีวิธีลดอาการปวดฟันได้ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถไปพบทันตแพทย์ได้ทันที

วิธีแรก

ลดสิ่งกระตุ้นที่มีผลทำให้ปวดฟันเพิ่มขึ้น หรือทำให้ประสาทฟันบาดเจ็บมากขึ้น
เช่น – ของเย็นจัด : น้ำแข็ง ไอศกรีม
– ของร้อนจัด : น้ำร้อน ชาร้อน กาแฟร้อน อาหารร้อน
– อาหารที่มีรสหวานจัด รสเปรี้ยว

ลดการกระทบกระแทกกับฟันซี่นั้นๆ
อาการปวดฟันจะเป็นมากขึ้น ถ้าฟันซี่นั้นถูกกระแทกบ่อยๆ หรือตัวฟันสูงกว่าซี่อื่นๆ บางครั้งฟันถูกหนุนลอยตัวขึ้นมาเพราะมีหนอง มีการติดเชื้อที่ปลายรากฟันจากฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ

วิธีง่ายๆ คือ รับประทานอาหารที่ไม่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก เช่น อาหารนิ่มๆ ไม่ควรเคี้ยวอาหารแข็งๆ หรือเหนียวๆ เนื้อเหนียวๆ ที่ต้องใช้แรงบดเคี้ยวมาก อีกวิธีคือ เลี่ยงไปเคี้ยวอีกด้าน

ถ้าอาการปวดจากเศษอาหารติดฟัน อาการจะเป็นมากถ้าอาหารถูกอัดแน่นในซอกเหงือกเป็นเวลานานๆ วิธีที่ดีที่สุดให้รีบเอาเศษอาหารเหล่านั้นออกให้เร็วที่สุด โดยการใช้ Dental floss อย่าใช้ไม้จิ้มฟัน

ถ้ามีฟันผุทะลุโพรงประสาทฟันและเป็นหนองปลายรากฟัน และมีอาการบวมเห็นได้ชัด การใช้น้ำร้อนช่วยประคบบริเวณที่บวมภายนอกช่องปากช่วยลดอาการปวดฟันได้ดี และช่วยเพิ่มการระบายหนองได้ดีขึ้น ก็จะบรรเทาอาการปวดชะงัดทีเดียว

น้ำมันกานพลู เป็นยาที่ช่วยลดอาการปวดฟันที่มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้ว โดยใช้สำลีชุบน้ำมันกานพลู แล้วอุดลงไปในรูที่ผุ ฤทธิ์ของน้ำมันกานพลูจะออกฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดฟันที่ดีมาก

วิธีการที่แนะนำมานั้นเป็นวิธีช่วยให้ท่านหายหงุดหงิดอารมณ์เสียจากการปวดฟันในกรณีที่ยังไม่สามารถไปพบหมอฟันได้ทันท่วงที แต่ไม่ใช่เป็นวิธีการรักษาที่ถาวร เป็นวิธีการที่แค่บรรเทาอาการปวด ถึงอย่างไรหากท่านมีโอกาสพบทันตแพทย์ก็ไม่ควรรอช้า เพื่อรักษาให้ถูกต้องและตรงจุดที่สุด อาการของโรคฟัน โรคเหงือกจะได้หายอย่างถาวร และไม่ลุกลามต่อไป

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้จริงหรือ?

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 27/02/2008

เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

 

โรคฟันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับทุกคน หากจะรักษาโรคฟันผุโดยวิธีการแก้ไข
คืออุดฟันให้ฟันดีทุกๆ ซี่ ในทุกๆ คน โดยปราศจากการคิดหาวิธีป้องกันควบคู่ไปด้วย
คงไม่สามารถไล่ทันหรือพิชิตฟันผุให้ลดลงได้
อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณอย่างมากมากมหาศาลชนิดที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม

 

เราจะต้องผลิตทันตแพทย์เท่าไหร่ จึงจะพอกับประชากร 60 ล้านคน

เราจะต้องสูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ในการซื้ออุปกรณ์วัสดุทางทันตกรรม

 

ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากยิ่งที่เน้นไปที่การแก้ไขให้ตรงจุด

 

มีหลายประเทศที่เน้นการป้องกัน เพื่อสู้กับโรคฟันผุโดยใช้สารฟลูออไรด์(fluoride)
ไม่ว่าจะเติมลงในน้ำประปา น้ำดื่ม หรือใช้ในรูปของยาเม็ดและน้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ

การใช้ฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุทั่วโลกใช้มานานกว่า 50 ปี แล้ว
โดยนักวิจัยทางทันตแพทย์ศาสตร์ ได้ศึกษาทดลอง และติดตามผลของฟลูออไรด์จากธรรมชาติ
การใช้ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ ในห้องทดลอง และคลีนิกพบว่า

 

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้อย่างไร?

 

การใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ เราใช้ได้ 2 รูปแบบ คือ

 

  • แบบรับประทาน
    พวกที่ผลิตมาสำหรับรับประทานนั้น
    มาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ ผสมกับน้ำดื่ม ได้จากน้ำธรรมชาติ และในอาหารทะเล ผักต่างๆ
  • แบบสัมผัสโดยตรง
    พวกที่ใช้สัมผัสหรือใช้ทาเฉพาะที่ผิวฟันก็มีในรูปของวุ้นข้นๆ
    หรือเจล และที่เรามักเห็นคุ้นตาก็คือ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก

 

การใช้ฟลูออไรด์สำหรับป้องกันฟันผุให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดนั้นต้องใช้ทั้งกินและทาที่ผิวฟันโดยตรง
และอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม คือในแต่ละอายุให้ปริมาณไม่เท่ากัน
และวิธีใช้ที่แตกต่างกัน
ผู้ปกครองควรที่จะรับรู้วิธีการใช้ฟลูออไรด์อย่างถูกต้องและเหมาะสมจากทันตแพทย์

 

ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ

 

  • ฟลูออไรด์ในน้ำประปา
    ความคิดที่จะใช้ระบบป้องกันฟันผุในชุมชนใหญ่ๆ ให้ได้ผลมีประสิทธิภาพ
    และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดนั้นได้มีการศึกษาและทดลองกันอย่างแพร่หลาย
    และมาสรุปตรงว่าถ้าเราใช้ฟลูออไรด์เติมในน้ำประปาให้มีปริมาณ 1 ส่วน
    ในล้านส่วนแล้วจะช่วยลดฟันผุได้ถึง 50-60 %
    ข้อเท็จจริงเหล่านี้จะเห็นได้จากความสำเร็จในหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ
    นิวซีแลนด์
    และสิงคโปร์

    สำหรับประเทศไทยเราได้ศึกษาการใช้ฟลูออไรด์ในน้ำประปามาเป็นระยะเวลาพอสมควร
    และน่าจะได้รับการพิจารณาเป็นโครงการระดับชาติ ที่จะช่วยลดอัตราฟันผุ
    เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างยิ่ง

  • ฟลูออไรด์ชนิดเม็ดและน้ำ
    เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะให้เด็กรับประทานฟลูออไรด์
    สำหรับชนิดน้ำใช้หยดให้เด็กทารกรับประทานตั้งแต่เกิดจนกระทั่งฟันขึ้น
    พอรู้จักเคี้ยวอาหารจึงเปลี่ยนมาเป็นชนิดเม็ดในเด็กอายุ 2-3 ขวบขึ้นไป
    หากรับประทานตั้งแต่เกิดจนอายุ 14 ปี
    จะทำให้ฟลูออไรด์มีประสิทธิภาพสูงสุดไปเสริมให้ฟันเข็งแรงสมบูรณ์
  • น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์ช่วยลดฟันผุได้ 20-25 %
  • ยาสีฟันฟลูออไรด์ช่วยลดฟันผุได้ 20 %
  • ฟลูออไรด์เจล ที่ใช้ในคลีนิกทันตกรรม
    เป็นฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง ใช้ในการเคลือบหรือทาที่ฟันโดยตรงโดยทันตแพทย์
    ทำทุกๆ 6 เดือน จะช่วยลดฟันผุได้ 20-30 %

 

สำหรับผู้สูงอายุฟลูออไรด์ก็มีบทบาทในการป้องกันรากฟันผุในกรณีที่มีเหงือกร่น
คนที่ได้รับฟลูออไรด์ปริมาณที่เหมาะสมจะมีการผุของรากฟันต่ำกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์
และในกรณีที่เป็นผู้ที่ต้องได้รับการฉายแสงจากการรักษามะเร็งในช่องปาก การใช้
ฟลูออไรด์ เข้มข้นเคลือบฟันให้เนื้อฟันแข็งแรงขึ้น
และก็ช่วยลดอัตราการผุของฟันได้อย่างดี

 

ในกรณีที่มีการเสียวฟันจากคอฟันสึก
การใช้ฟลูออไรด์เข้มข้นก็จะช่วยลดอาการเสียวฟันได้เช่นกัน

 

เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่นักวิจัยทางทันตแพทย์ค้นคว้าจนสามารถนำฟลูออไรด์มาช่วยป้องกันฟันผุจนให้ผลที่น่าพอใจ
แต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยเสริมให้สุขภาพช่องปากสมบูรณ์ขึ้น คือ
การสร้างอุปนิสัยในการดูแลฟัน และเหงือกโดยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี
การใช้เส้นใยไนล่อนขัดฟัน การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง
ตลอดจนพบทันตแพทย์ตรวรจฟันทุกครึ่งปี
ถ้าทำได้เช่นนี้ก็เชื่อว่าคุณคงจะมีสุขภาพช่องปากที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดไป

 

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

เตรียมตัวก่อนจัดฟัน

ก่อนจะจัดฟันนั้นลองมาดูกันหน่อยดีกว่าว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร

การจะมีรอยยิ้มที่สวยพิมพ์ใจ เรื่องของฟันก็เป็นสิ่งสำคัญ
แต่จะให้ฟันเรียงตัวสวยดั่งเม็ดข้าวโพดนั้น
ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ

ดังนั้น
การจัดฟันจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณๆ ยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ
ซึ่ง

ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันซ้อนเก ขากรรไกรที่ขนาดหรือตำแหน่งผิดปกติ
เป็นลักษณะที่พบได้อยู่บ่อยๆ จนหลายคนรู้สึกเคยชินกับสภาพที่ปรากฏ น้อยคนจะทราบว่า
ความผิดปกติเหล่านั้นเป็นสาเหตุของปัญหาการบดเคี้ยว การพูด การออกเสียง
สร้างความยากลำบากในการดูแลรักษาความสะอาดซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม
เช่น ก่อให้เกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ
ต้องสูญเสียฟันก่อนเวลาอันควรทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ ปัญหากลิ่นปาก และอื่นๆ
อีกมากมาย แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือปัญหาด้านบุคลิกภาพ
เราคงไม่ต้องสงสัยว่าการมีบุคลิกภาพหน้าตาที่ดี มีฟันเรียงเรียบ
มีรอยยิ้มที่สวยงามช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเราและสร้างควมาประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้มากเพียงใด

ทุกวันนี้ หลายคนอาจมองว่าการจัดฟันเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งจนมีคำเรียกกันว่า
“œจัดฟันแฟชั่น” แต่แท้จริงแล้ว
การจัดฟันเป็นสาขาหนึ่งของการรักษาทางทันตกรรมที่แก้ไขการเรียงตัวของฟัน
การสบฟันหรือรวมไปถึงขนาดและตำแหน่งของขากรรไกรด้วย
นอกจากการจัดฟันจะเป็นการแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว
การจัดฟันยังเป็นการป้องกันความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ป่วยไม่ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ
อีกด้วย

โดยทั่วไปแล้วหากคุณหรือบุตรหลานได้พบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ
ทันตแพทย์ที่ดูแลจะสามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณควรจะต้องพบทันตแพทย์จัดฟัน
(Orthodontists) หรือไม่ ลักษณะความผิดปกติที่พบจะมีได้ในหลายๆ ระดับ
บางอย่างต้องรีบแก้ไขตั้งแต่ยังเด็กๆ 5-6 ปี หรือ 8-9 ปี
เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกใบหน้า
ทำให้รูปหน้าบิดเบี้ยวได้ ลักษณะบางอย่างที่ผู้ปกครองเป็นกังวล เช่น ฟันซ้อนเก
ฟันบิด ฟันห่างในเด็กเล็กๆ อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเลย
เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติขณะที่มีการเปลี่ยนของฟันจากชุดฟันน้ำนมเป็นชุดฟันแท้
และธรรมชาติเองนั่นแหละที่สามารถแก้ไขตัวมันเองได้
เพียงแต่ผู้ปกครองและเด็กได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องเท่านั้น
บางกรณีที่มีความผิดปกติของขนาดขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้องอาจต้องรอจนหมดการเจริญเติบโตประมาณอายุ
18-20 ปี
ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคนแล้วจึงแก้ไขด้วยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร

ปกติฟันน้ำนมซี่สุดท้ายจะหลุดเมื่ออายุประมาณ 12 ปี
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะจัดฟันหากไม่มีปัญหาของกระดูกขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้อง
เนื่องจากฟันแท้ขึ้นครบแล้ว (ไม่รวมฟันกรามแท้ซี่ที่ 3 ซึ่งมักถูกเรียกผิดๆว่า
ฟันคุด)
และเด็กวัยนี้มีทักษะการแปรงฟันที่ดีพอที่จะรักษาความสะอาดของช่องปากขณะที่มีเครื่องมือจัดฟันอยู่ในปากได้
หลายคนสงสัยว่า แล้วผู้ใหญ่จะจัดฟันได้ไหม อายุเท่าไหร่ถึงจะจัดไม่ได้ จริงๆ
แล้วอายุมากแล้วก็สามารถจัดฟันได้ถ้ามีสุขภาพฟัน เหงือก และกระดูก
รองรับฟันที่แข็งแรงพอ
แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนของฟันจะช้ากว่าในเด็กและมีโอกาสเกิดเหงือกร่น
มากกว่าด้วย

ส่วนมากการจัดฟันใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี
ขึ้นกับความรุนแรงของปัญหาและความร่วมมือของผู้ป่วย เช่น
การดูแลรักษาความสะอาดเครื่องมือจัดฟัน ไม่ทำเครื่องมือหลุด ใช้ยางอีลาสติก
ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟันและการมาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม การจัดฟันไม่ใช่เรื่องของแฟชั่น
แต่เป็นการรักษาเพื่อแก้ไขความผิดปกติ ดังนั้นในผู้ที่ฟันไม่มีปัญหาใดๆ
ก็ไม่ควรจัดฟันเพราะ การมีเครื่องมือติดอยู่ที่ฟันทำให้แปรงฟันไม่สะดวก
หากรักษาความสะอาดไม่ดี ฟันก็จะผุ เหงือกก็จะอักเสบ
และทันทีที่ติดเครื่องมือที่ตัวฟัน
ฟันจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งไปทำให้การบดเคี้ยวจากเดิมที่ไม่มีปัญหา
ก็เกิดมีปัญหาขึ้นมาได้เช่นกัน

Article by Nan

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info