บทความเรื่องโรคปริทันต์ (รำมะนาด)

Tuesday, March 9th, 2010

    สวัสดีครับเพื่อนๆ ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าผมดีใจมากที่ได้มีโอกาสทำความดี ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ ในวิชาชีพ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่อายุก็ไล่เลี่ยกับผม

    มีความจริงที่ไม่น่าจะเกิดกับใครๆ เลยที่ว่า คนเรามักจะชอบรู้แต่เรื่องไกลตัวส่วนเรื่องใกล้ตัวกลับไม่เคยรู้ เช่นเดียวกับเรื่องสุขภาพในช่องปาก ตอนเราเป็นเด็กจนเป็นวัยรุ่น ธรรมชาติให้พลังในการซ่อมแซมร่างกายไว้มากแต่เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เข้าวัยกลางคนพลังนี้ก็เริ่มเสื่อมถอยลง

    โอกาสนี้ผมขอยกเอาโรค ปริทันต์ ซึ่งภาษาชาวบ้านเรียกโรค รำมะนาด มาเป็นตัวอย่าง โรครำมะนาดนี้เป็นสาเหตุสำคัญลำดับต้นๆ ที่ทำให้ฟันโยกและหลุดในคนสูงอายุ ทั้งๆที่ธรรมชาติตั้งใจจะให้คนเรามีฟันใช้จนถึงวันตาย ไม่เหมือนฟันน้ำนม ที่ต้องหลุดเองเมื่อโตถึงอายุที่กำหนดไว้ ใครๆ ก็อยากมีฟันที่แข็งแรง ใช้ไปจนตลอดชีวิต ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจอย่างท่องแท้ว่า อะไรคือสาเหตุของโรครำมะนาดนี้ เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันตัวเองจากโรคร้ายชนิดนี้

    ว่ากันว่า สาเหตุแห่งโรครำมะนาดนี้ มีสารพัดสาเหตุ กรรมพันธุ์ก็เกี่ยว โรคทางระบบอื่นๆ เช่น เบาหวานก็เกี่ยว เคี้ยวหนักไปจนผิดปกติก็เกี่ยว หรือแม้แต่เนื้องอกบางชนิดก็ก่อให้เกิดรำมะนาดได้ แต่ต้นเหตุตัวสำคัญจริงๆ เลย คือ เชื้อแบคทีเรีย ที่อยู่ในแผ่นคราบจุลินทรี หรือที่เรียกว่า แผ่น plague    แผ่น plague นี้หาดูไม่ยาก คืนไหนลืมแปรงฟันแล้วไปนอน ตื่นเช้ามาฟันจะสากๆ เอาเล็บขูดดูที่ฟันจะเป็นปุยสีขาวๆ นุ่มๆ เหนียวๆ เหม็นๆ นั่นละ plague ,   plague จะเกาะที่ผิวฟันแน่นเป็นแผ่น บ้วนน้ำก็ไม่หลุด อยากให้ plague หลุดจากผิวฟัน ต้องแปรงให้โดนเท่านั้นแล้วบ้วนน้ำ ให้น้ำชะ plague ที่หลุดจากผิวฟันทิ้งไป ถ้า plague เกาะตามผิวซอกฟัน ก็ต้องใช้ไหมขัดฟัน (Floss) และถูให้ถูกวิธี หรือบางซอกฟันอาจต้องใช้แปรงซอกฟัน ที่เป็นกระจุกขนแปรงเล็กๆ คล้ายแปรงล้างขวด ถูทะลุซอกฟันให้สะอาด อนุญาตให้แปรงฟันใช้ floss ใช้แปรงซอกฟันได้วันละหลายครั้ง แต่ที่ไม่ควรลืม คือก่อนนอน เพราะ plague จะเกาะบนผิวฟันนิ่งๆ ตอนเรานอน แล้วความบันเทิงก็จะบังเกิดในแผ่น plague ที่เหลืออยู่ในปาก ตอนเรานอนนี่เอง

    เศษอาหารธรรมดา บ้วนน้ำแรงๆ ก็หลุดเพราะมันไม่มีกาวในตัวมันเอง ไม่เหมือนแผ่น plague ที่นอกจากจะมีสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์  มีกาวไว้เกาะผิวฟันที่ลื่นแสนลื่นได้แล้วที่สำคัญที่สุดคือ มีแบคทีเรียจำนวนมากมายมหาศาล โดยมีสายพันธุ์ และชนิดของแบคทีเรียมากมายหลายชนิดปนๆ กันอยู่ในแผ่น plague ชิ้นเล็กๆ โดยชนิดของเชื้อแบคทีเรียก็จะต่างกันไป ใน plague ที่อยู่ในตำแหน่งที่ต่างกันเพราะมีระบบนิเวศน์ที่ต่างกันนั่นเอง เช่น plague ที่เกาะบนผิวฟันโล่งๆ จะพบเชื้อที่ชอบใช้ออกซิเจนในการดำรงชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าเป็น plague ที่เกาะผิวฟันตามซอกหลืบ หรือเกาะอยู่ที่ฟันต่ำกว่าระดับเหงือก ก็จะพบเชื้อที่ไม่ใช้ออกซิเจนมากกว่า(เหม็นกว่า) แม้แต่ระยะเวลาที่ plague เกาะผิวฟัน ยิ่งนานไปชนิดของเชื้อก็มีพิษมากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อ plague เกาะฟันได้นานพอ ก็จะเกิดสารพิษที่เกิดจากการผลิตของเหล่าแบคทีเรีย ซึ่งผลผลิตสุดท้ายนี้จะระคายเคืองต่อเหงือกที่มันสัมผัสอยู่ด้วย โดยผิวเหงือกจะเริ่มบางลงๆ จนมีเลือดออกซิบๆ เมื่อมีอะไรไปสัมผัสมัน เช่น ถูแปรงไปโดนเหงือกแล้วมีเลือดติดปลายแปรง อย่างนี้เป็นต้น  สารพิษนี้หลายชนิดสามารถย่อยเหงือก  ย่อยกระดูกที่หุ้มรากฟัน  ย่อยสลายเอ็นที่ยึดรากฟันไว้กับกระดูก จนทำให้ฟันโยกขึ้นเรื่อยๆ และหลุดในที่สุด (โรครำมะนาดนั่นเอง) ขบวนการที่เกิดสารพิษในขั้นสุดท้ายนี้คล้ายคลึงกับการหมักอาหารเป็นอย่างยิ่ง คือต้องมีสารอาหารตั้งต้น  มีเชื้อชนิดต่างๆ และต้องมีเวลานานพอ เช่น หมักข้าวเหนียว ผสมกับยีสต์ ได้น้ำตาล ถ้าปล่อยให้มีอากาศเข้าไปหมักด้วย  ถ้าไม่มีอากาศจะได้เหล้า หมักต่อแบบมีอากาศจะได้ น้ำส้มสายชู อย่างนี้เป็นต้น

    ระบบนิเวศน์ของ plague ถูกศึกษาไว้มากมาย พอสรุปได้ว่า แผ่น plague ใหม่ๆ จะมีเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ค่อยมีพิษสงนัก พอปล่อยให้ plague เกาะฟันนิ่งๆ 2-4 วัน จะเริ่มมีเชื้อมีพิษมากขึ้น พอผ่านไป 4-9 วัน จะมีเชื้อที่ว่ายน้ำคล่องแคล่ว ว่ายน้ำยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ในแผ่น plague นั้น แต่ละตัวก็ช่วยกันปล่อยสารพิษจากเชื้อหลากสายพันธุ์ ได้สารพิษหลายชนิด คล้ายกับ MOB มันอลวน จับมือใครดมก็ไม่ได้เวลาเกิดเรื่องขึ้น ทุกวันนี้ยังไม่มีการฟันธงว่าเชื้อตัวไหน คือตัวการก่อโรค รู้แต่ว่าเชื้อหลายชนิดช่วยๆ กัน ทำให้เกิดรำมะนาดสำเร็จ แล้วกระดูกก็ละลาย ฟันก็โยก แล้วก็หลุด นอกจากนี้ plague ยังมีทีเด็ดกว่านั้น ถ้ามันอยู่บนผิวฟันนานพอ จะมีแคลเซียมในน้ำลายไปตกผลึกใส่ ทำให้แผ่น plague นุ่มๆ หนาๆ เหนียวๆ เหม็นๆ กลายเป็นแผ่นแข็งๆ กรอบๆ  แรกๆ ก็กรอบแบบคุกกี้ นานวันเข้าก็เพิ่มความแน่นแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหินก้อนแข็ง อาจมีสีเนื้อหรือสีดำก็ได้ เรียกว่าหินปูน ซึ่งหินปูนนี้มีดีที่มันจะมีผิวหน้าพรุนเสมอ จึงเป็นที่เกาะอันแสนวิเศษของ plague จะเห็นได้ว่าขบวนการเกิดหินปูน ช่างคล้ายการเกิดหินงอก หินย้อย จริงๆ ทีนี้พอหินปูนเกิดใหม่ๆ บางตำแหน่งอาจถูกอาหารกระแทกให้หลุดร่อนออกมาได้เอง แต่ถ้าเกิดหินปูนตามซอกฟัน ที่เราไม่ได้ใช้ floss อย่างนี้ โอกาสหลุดเองเห็นจะยาก พอหินปูนเกิดสำเร็จแล้ว ต่อให้แปรงให้โดนจังๆ อย่างไงก็ไม่หลุด อยากให้หลุดต้องพึ่งพละกำลังของหมอฟันละทีนี้  หมอฟันจะมีเครื่องกะเทาะปูนขนาดเล็กจิ๋ว ใช้จี้กะเทาะหินปูนให้หลุด หรือบางตำแหน่งอาจต้องใช้อุปกรณ์คล้ายเคียวตัวเล็กๆ ไปเกี่ยวให้หินปูนหลุดออกมา ฟังดูออกจะซาดิสซ์ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าจะรักษาฟันไว้ใช้นานๆ ก็คงได้แต่ภาวนาว่าจะได้พบกับหมอฟันใจดี มือเบา มีเมตตา และมีอารมณ์ขัน ที่จะพาเราให้รอดพ้นจากสถานการณ์ ซาดิสซ์ นี้ได้ เมื่อขูดหินปูนจนสะอาดหมดจดแล้ว ก็เหมือนการ reset เครื่อง เหมือนการนับหนึ่งใหม่ ถ้ายังมีพฤติกรรมเดิมๆ เช่น แปรงฟันลวกๆ แบบขอไปที ลืมแปรงฟันก่อนนอน ไม่ชอบใช้ floss เพื่อถูเอา plague เกิดใหม่ตามซอกฟันทิ้งไปละก็ รับรองไม่นานเกินรอ (5 วัน 7 วัน) คุณก็จะได้พบหินปูนชุดใหม่ พร้อมกับขบวนการหมักของแบคทีเรียอย่างแน่นอน
   
     ก่อนจบบทความนี้ มีข่าวดีจะแจ้งให้ผู้ที่ชื่นชอบการสูบบุหรี่ได้ทราบว่า นอกจากปอดและหัวใจจะได้ไปเต็มๆ แล้ว ควันบุหรี่ที่ท่านอัดผ่านปาก สามารถเปลี่ยนระบบนิเวศน์ ของแผ่น plague จนได้ End product ที่ส่งเสริมการทำลายกระดูกและเหงือกโดยควันบุหรี่เพียงอย่างเดียว ก็มีศักยภาพสูงในการทำลายกระดูกและเหงือก เทียบเท่ากับแผ่น plague เน่าๆ บนหินปูนเลยทีเดียว

                    ขอให้เพื่อนๆโชคดีทุกๆ คน
           
                             จากหมอฟันที่แสนดี
                    ท้ันตแพทย์สมเกียรติ ดุจหนึ่งคุณากร (หมอม้า)
 

โรคฟันผุ

Thursday, October 15th, 2009

การเกิดโรคฟันผุ มาจากปัจจัย 4 ประการ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ แผ่นคราบจุลินทรีย์ อาหารประเภทแป้งน้ำตาล ตัวฟัน และเวลา โดยแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติในช่องปากจะทำปฏิกิริยากับคราบ (Plaque) ที่ติดค้างอยู่ตามซอกฟัน และผิวเคลือบฟัน ซึ่งเราขจัดออกไปได้ไม่หมด เกิดเป็นกรดขึ้น ซึ่งกรดสามารถทำลายผิวเคลือบฟัน ก่อให้เกิดโรคฟันผุขึ้นได้หาก pH ในปากมีค่าต่ำกว่า 5.5 บ่อย ๆ และเป็นเวลานาน

อาการ
การผุของฟัน จะเริ่มขึ้นที่ชั้นผิวเคลือบฟันก่อน โดยจะเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ หรือเป็นเส้นดำตามร่องฟันด้านบดเคี้ยว หรือเนื้อฟันมีสีขาวขุ่นผิดปกติ ระยะนี้มักไม่พบอาการเสียวฟันหรือปวดฟันแต่อย่างใด ซึ่งการทำความสะอาดฟันที่ดี สามารถชลอการลุกลามของโรคฟันผุได้ แต่หากเราปล่อยไว้ไม่ดูแล ฟันผุลุกลามไปถึงขั้นเนื้อฟัน จะมีอาการเสียวฟันเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเมื่อกระทบของเย็น บางครั้งอาจมีอาการปวดได้ แต่หากเรายังปล่อยทิ้งไว้จนฟันผุลุกลามไปถึงขั้นโพรงประสาทฟัน ซึ่งมีเส้นเลือดและเส้นประสาท จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น อาจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี แม้ได้รับยาแก้ปวด บางครั้งก็อาจไม่ทุเลาอาการปวดได้ แลถ้าผุลุกลามมากอาจทำให้รากฟันอักเสบและเป็นหนอง เงือกบวม หรือแก้มบวมได้ ซึ่งระยะนี้ไม่สามารถอุดฟันด้วยวิธีปกติทั่วไปได้ ต้องรักษาครองรากฟัน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลารักษานาน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย บางครั้งอาจต้องสูยเสียฟัน เนื่องจากผุลุกลามมาก ไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบด้านการบดเคี้ยวจะมีประสิทธิภาพลดลง และต้องใช้ฟันเทียม ซึ่งมีค้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

การป้องกัน
โรคฟันผุ เป็นดรคที่ไม่สามารถรักษาและป้องกันได้โดยวิธีการกินยา เมื่อมีฟันผุก็ต้องรักษาด้วยการอุดฟัน หรือถอนฟันเท่านั้น ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุเรามีวิธีปฏิบัติได้ด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ ดังนี้

1. รักษาสุขภาพอนามัยช่องปากให้สะอาดด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน ควรแหรงฟันหลังรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง หรือถ้าทำได้ไม่สะดวก ก็ใช้วิธีบ้วนน้ำแรง ๆ หลาย ๆ ครั้ง

2. รับประทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์ต่อฟัน เช่น อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารที่ส่งเสริมให้ฟันผุได้ง่าย

3. ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุก ๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง

4. ใช้ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ และทำให้ฟันแข็งแรง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ร่วมกับการรับประทานยาน้ำ/ยาเม็ดฟลูออไรด์ (ในเด็ก) การอมน้ำยาฟลูออไรด์ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

โดย ทพญ.โฉมไฉไล เอกจิตต์
งานทันตกรรม โรงพยาบาลศิริราช
ได้รับข้อมูลจาก http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=99