เตรียมตัวก่อนจัดฟัน
Monday, November 21st, 2011ก่อนจะจัดฟันนั้นลองมาดูกันหน่อยดีกว่าว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร
การจะมีรอยยิ้มที่สวยพิมพ์ใจ เรื่องของฟันก็เป็นสิ่งสำคัญ
แต่จะให้ฟันเรียงตัวสวยดั่งเม็ดข้าวโพดนั้น
ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ
ดังนั้น
การจัดฟันจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณๆ ยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ
ซึ่ง
ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันซ้อนเก ขากรรไกรที่ขนาดหรือตำแหน่งผิดปกติ
เป็นลักษณะที่พบได้อยู่บ่อยๆ จนหลายคนรู้สึกเคยชินกับสภาพที่ปรากฏ น้อยคนจะทราบว่า
ความผิดปกติเหล่านั้นเป็นสาเหตุของปัญหาการบดเคี้ยว การพูด การออกเสียง
สร้างความยากลำบากในการดูแลรักษาความสะอาดซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม
เช่น ก่อให้เกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ
ต้องสูญเสียฟันก่อนเวลาอันควรทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ ปัญหากลิ่นปาก และอื่นๆ
อีกมากมาย แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือปัญหาด้านบุคลิกภาพ
เราคงไม่ต้องสงสัยว่าการมีบุคลิกภาพหน้าตาที่ดี มีฟันเรียงเรียบ
มีรอยยิ้มที่สวยงามช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเราและสร้างควมาประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้มากเพียงใด
ทุกวันนี้ หลายคนอาจมองว่าการจัดฟันเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งจนมีคำเรียกกันว่า
“จัดฟันแฟชั่น” แต่แท้จริงแล้ว
การจัดฟันเป็นสาขาหนึ่งของการรักษาทางทันตกรรมที่แก้ไขการเรียงตัวของฟัน
การสบฟันหรือรวมไปถึงขนาดและตำแหน่งของขากรรไกรด้วย
นอกจากการจัดฟันจะเป็นการแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว
การจัดฟันยังเป็นการป้องกันความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ป่วยไม่ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ
อีกด้วย
โดยทั่วไปแล้วหากคุณหรือบุตรหลานได้พบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ
ทันตแพทย์ที่ดูแลจะสามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณควรจะต้องพบทันตแพทย์จัดฟัน
(Orthodontists) หรือไม่ ลักษณะความผิดปกติที่พบจะมีได้ในหลายๆ ระดับ
บางอย่างต้องรีบแก้ไขตั้งแต่ยังเด็กๆ 5-6 ปี หรือ 8-9 ปี
เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกใบหน้า
ทำให้รูปหน้าบิดเบี้ยวได้ ลักษณะบางอย่างที่ผู้ปกครองเป็นกังวล เช่น ฟันซ้อนเก
ฟันบิด ฟันห่างในเด็กเล็กๆ อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเลย
เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติขณะที่มีการเปลี่ยนของฟันจากชุดฟันน้ำนมเป็นชุดฟันแท้
และธรรมชาติเองนั่นแหละที่สามารถแก้ไขตัวมันเองได้
เพียงแต่ผู้ปกครองและเด็กได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องเท่านั้น
บางกรณีที่มีความผิดปกติของขนาดขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้องอาจต้องรอจนหมดการเจริญเติบโตประมาณอายุ
18-20 ปี
ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคนแล้วจึงแก้ไขด้วยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร
ปกติฟันน้ำนมซี่สุดท้ายจะหลุดเมื่ออายุประมาณ 12 ปี
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะจัดฟันหากไม่มีปัญหาของกระดูกขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้อง
เนื่องจากฟันแท้ขึ้นครบแล้ว (ไม่รวมฟันกรามแท้ซี่ที่ 3 ซึ่งมักถูกเรียกผิดๆว่า
ฟันคุด)
และเด็กวัยนี้มีทักษะการแปรงฟันที่ดีพอที่จะรักษาความสะอาดของช่องปากขณะที่มีเครื่องมือจัดฟันอยู่ในปากได้
หลายคนสงสัยว่า แล้วผู้ใหญ่จะจัดฟันได้ไหม อายุเท่าไหร่ถึงจะจัดไม่ได้ จริงๆ
แล้วอายุมากแล้วก็สามารถจัดฟันได้ถ้ามีสุขภาพฟัน เหงือก และกระดูก
รองรับฟันที่แข็งแรงพอ
แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนของฟันจะช้ากว่าในเด็กและมีโอกาสเกิดเหงือกร่น
มากกว่าด้วย
ส่วนมากการจัดฟันใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี
ขึ้นกับความรุนแรงของปัญหาและความร่วมมือของผู้ป่วย เช่น
การดูแลรักษาความสะอาดเครื่องมือจัดฟัน ไม่ทำเครื่องมือหลุด ใช้ยางอีลาสติก
ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟันและการมาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม การจัดฟันไม่ใช่เรื่องของแฟชั่น
แต่เป็นการรักษาเพื่อแก้ไขความผิดปกติ ดังนั้นในผู้ที่ฟันไม่มีปัญหาใดๆ
ก็ไม่ควรจัดฟันเพราะ การมีเครื่องมือติดอยู่ที่ฟันทำให้แปรงฟันไม่สะดวก
หากรักษาความสะอาดไม่ดี ฟันก็จะผุ เหงือกก็จะอักเสบ
และทันทีที่ติดเครื่องมือที่ตัวฟัน
ฟันจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งไปทำให้การบดเคี้ยวจากเดิมที่ไม่มีปัญหา
ก็เกิดมีปัญหาขึ้นมาได้เช่นกัน
Article by Nan
ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info
