Do’s Don’ts เคี้ยวให้ฟันปลอดภัย

Monday, May 9th, 2011

หากถามว่าอวัยวะอะไรที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย ฟันที่ใช้เคี้ยวอาหาร นี่แหละ แต่ถึงจะแข็งอย่างไรก็มีโอกาสสูญเสียจากโรคฟันผุโรคเหงือกได้

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
หากถามว่าอวัยวะอะไรที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย ฟันที่ใช้เคี้ยวอาหาร นี่แหละ แต่ถึงจะแข็งอย่างไรก็มีโอกาสสูญเสียจากโรคฟันผุโรคเหงือกได้ มีอีกอย่างที่บางท่านคิดไม่ถึงหรือไม่ค่อยระวัง คือการใช้ฟันผิดประเภทมากกว่าการใช้เคี้ยวอาหารเพียงอย่างเดียว เราสามารถยืดอายุฟันออกไปได้ ถ้าระมัดระวังว่าอะไร ควรกัดควรเคี้ยวมีอะไร?

Don’ t
ถึงแม้ว่าฟันจะแข็งมาก แต่มีโอกาสแตกหักขึ้นได้ เพราะการที่ไปกัดของแข็งมากๆ เช่น ใช้ฟันแทนที่เปิดฝาเบียร์ ฝาน้ำอัดลม อย่าทำครับ
อย่าใช้ฟันขบกัดของแข็งจนเป็นนิสัยประจำ เช่น กัดก้านแว่นตา ปากกา กัดเข็มเย็บผ้า หรือคาบไปค์นานๆ ฟันจะสึกโค้งตามวัสดุที่กัด
อย่าเคี้ยวหรือใช้ฟันกัดของที่เหนียวมากๆ
อย่าใช้ฟันกัดเปลือกผลไม้ที่แข็งมากๆ เช่น เมล็ดเกาลัก หรือขบแตงโมจนเป็นนิสัยเมล็ด
อย่าใช้ฟันกัดก้ามปู แทะกระดูก

หากคุณที่มีฟันที่เคยอุดไว้ เนื้อฟันที่เหลือจะน้อยลง พึ่งระลึกเสมอว่า ความแข็งแรงลดลงไปด้วยเช่นกัน บางท่านต้องมาพบหมอฟันอย่างฉุกเฉินด้วยฟันหน้าหักเพราะไปใช้ฟันกัดก้ามปู การใช้ฟันหากเราระมัดระวังรู้จักสภาพฟันของเราดีก็จะช่วยลดอุบัติเหตุหรือหลีกเลี่ยงอันตรายกับฟันได้

ถ้าอยากให้ฟันแข็งแรงอยู่กับเรานานๆ ต้องทำอย่างนี้

Dos
เคี้ยวอาหารที่นุ่มและไม่เหนียว
ห้ามใช้ฟันเป็นเครื่องมือในการกัด แทะ หรือเปิดสิ่งของต่างๆ
อย่าเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของน้ำตาล
รับประทานอาหารที่เป็นกากใย เช่น ผลไม้ ช่วยขัดกวาดทำความสะอาดฟัน แทนอาหารที่มีน้ำตาลเหนียวๆ

ที่สำคัญอย่าลืมว่า หลังการเคี้ยวมื้อหลักๆ แล้วควรทำความสะอาดฟันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้ไหมขัดซอกฟันทำความสะอาดด้านข้างของฟัน และอมน้ำยาบ้วนปาก หรือใช้ฟลูออไรด์เสริมความแข็งแรงให้ฟัน

การดูแลสุขภาพฟันอย่างจริงจัง เลือกอาหาร พบทันตแพทย์เป็นประจำหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ในการใช้ฟันบดเคี้ยว คุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง มีรอยยิ้มที่ประทับใจ ปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้น เพิ่มความแข็งแรงให้ฟัน และความสะอาดในช่องปากตลอดไป

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

กลิ่นปาก

Wednesday, November 24th, 2010

กลิ่นปากอาจเกิดจาก

1. มีเศษอาหารตกค้างหมักหมม ควรแก้ปัญหาด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ2 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ถ้าไม่มีโอกาสแปรงฟันควรบ้วนปากด้วยน้ำหลาย ๆครั้ง
2. โรคในช่องปาก ได้แก่ โรคฟันผุ และโรคเหงือกอักเสบ เพราะฟันผุเป็นรูทำให้เศษอาหารตกค้างและอาจมีหนองที่รากฟัน ควรไปพบทันตแพทย์
3. การใส่ฟันปลอมที่ไม่ดี ทำให้เกิดการหมักหมมของเศษอาหารได้
4. โรคบางระบบของร่างกาย เช่น โรคไซนัสอักเสบ,โรควัณโรคปอด การแก้ปัญหา จึงต้องรักษาโรคให้หายขาดร่วมไปกับการรักษาความสะอาดช่องปาก
5. สาเหตุนอกช่องปาก เช่น การกินอาหารที่มีกลิ่นรุนแรง ได้แก่กระเทียม ปลาร้า ทุเรียน ควรแปรงฟันหลังอาหารทันที หรือ ใช้ยาอมระงับกลิ่นปาก

คัดลอกข้อมูลจาก

http://www.dentalcouncil.or.th/content/people/detail.php?type=6&id=72

แก้ไขล่าสุด : 20 พฤศจิกายน 2552

ดื่มนมอย่างไรฟันถึงไม่ผุ

Thursday, November 19th, 2009

เด็กมีความจำเป็นต้องดื่มนมทุกวันเป็นประจำ เพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แต่นมก็เป็น เครื่องดื่มที่ทำให้เกิดโรคฟันผุได้มากเพราะคราบนมจะจับตัวฟันและขอบเหงือกได้ง่าย แต่เอาออกยาก เมื่อคราบนมผสมกับเชื้อโรคในน้ำลายจะเปลี่ยนเป็นกรดไปกัดฟันอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลังเด็กดื่มนมต้องรีบแปรงฟัน หรือบ้วนปากหลาย ๆ ครั้งทันที

ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนพัฒนาเป็นน้ำยาบ้วนปาก

Monday, November 10th, 2008

MCOT News 10 November 2008
ยา
นักวิจัยคณะเภสัชฯ จุฬาฯนำเปลือกทุเรียนส่วนที่ขาว ๆ ตัดหนาม

เลาะเปลือกสีเขียวทิ้ง เพื่อกำจัดสารเคมีต่าง ๆ ทั้งยาฆ่าแมลง สารเร่งทุเรียน จากนั้น นำส่วนเปลือกขาว ๆ มาสกัด

ได้สารบริสุทธิ์ มีความเป็นกรดอ่อน ๆ นำไปทดสอบพบว่า

ทำเป็นพลาสเตอร์ปิดแผล รักษาแผลที่ผิวหนังหายได้ดี

อาจารย์คณะทันตะฯ จุฬาฯ จึงนำมาต่อยอดพัฒนาเป็น “น้ำยาบ้วนปาก”

น้ำสีเหลือง ๆ ที่คุณผู้อ่านเห็นนี่แหละค่ะ สกัดจากเปลือกทุเรียน

นำสารสกัดไปพัฒนาในรูปแบบยาสีฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ

น้ำยาบ้วนปาก รสชาติไม่เผ็ดร้อน ทดสอบในอาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย

พบว่า ฆ่าแบคทีเรียในช่องปากได้ เป็นที่น่าพอใจ

น้ำยาบ้วนปากจะมีรสชาติเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ไม่เผ็ดร้อน

คุณผู้อ่านที่สนใจผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากจากเปลือกทุเรียน

รศ.ทพ.ดร.พสุธา ธัญญะกิจไพศาล ผู้ช่วยคณบดีคณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ บอกว่า งาน “จุฬาฯวิชาการ ปี 2551″ จัดขึ้นระหว่าง

วันที่ 26 – 30 พฤศจิกายน 2551 ที่ จุฬาฯ

กลิ่นปากอาจเกิดจากอะไร

Friday, July 25th, 2008

 

กลิ่นปากอาจเกิดจาก
1. มีเศษอาหารตกค้างหมักหมม ควรแก้ปัญหาด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งหลังรับประทานอาหาร ถ้าไม่มีโอกาสแปรงฟันควรบ้วนปากด้วยน้ำหลาย ๆครั้ง
2. โรคในช่องปาก ได้แก่ โรคฟันผุ และโรคเหงือกอักเสบ เพราะฟันผุเป็นรูทำให้เศษอาหารตกค้างและอาจมีหนองที่รากฟัน ควรไปพบทันตแพทย์
3. การใส่ฟันปลอมที่ไม่ดี ทำให้เกิดการหมักหมมของเศษอาหารได้
4. โรคบางระบบของร่างกาย เช่น โรคไซนัสอักเสบ,โรควัณโรคปอด การแก้ปัญหา จึงต้องรักษาโรคให้หายขาดร่วมไปกับการรักษาความสะอาดช่องปาก
5. สาเหตุนอกช่องปาก เช่น การกินอาหารที่มีกลิ่นรุนแรง ได้แก่กระเทียม ปลาร้า ทุเรียน ควรแปรงฟันหลังอาหารทันที หรือ ใช้ยาอมระงับกลิ่นปาก

 

ข้อมูลจาก ทันตแพทยสภา www.dentalcouncil.or.th