โปรดอ่านทางนี้..ถ้าคุณ และคนในบ้าน “ฟันผุ”

Wednesday, August 10th, 2011
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 สิงหาคม 2554

 สำหรับบางคนที่พบว่าฟันผุแล้วยังปล่อยทิ้งไว้จนเป็นรูลึกไปถึงโพรงประสาท พิจารณาข่าวนี้ให้ดี ๆ ครับ เพราะมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ฟันผุจนเป็นรูเข้าไปในโพรงฟัน หรือบางคนรุนแรงจนถึงขั้นเหงือกอักเสบมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยเฉพาะบ้านใครที่มีผู้สูงอายุ ยิ่งต้องให้ความใส่ใจกับเรื่องฟันเป็นพิเศษ
       
       
ในเรื่องนี้ นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ( แผนกผู้สูงอายุ ) กล่าวว่า เมื่อฟันผุจนถึงขั้นเหงือกอักเสบ เชื้อพี จินจิวาลิส ( P.Gingivalis ) ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเหงือกที่อักเสบ อาจสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัว เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่สะดวก หรืออาจทำให้เกิดการอักเสบที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายได้
       
       นพ.อิทธิชัย กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้จะแค่ฟันผุธรรมดา ก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายได้ เนื่องจาก เชื้อสเตร็ปโตค็อคไค ( Streptococci ) และแลคโตบาซิไล ( Lactobacilli ) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวหลักที่ก่อให้เกิดฟันผุ และจะอาศัยอยู่ตามเศษคราบอาหารที่ติดอยู่บนฟัน เชื้อเหล่านี้จะกินอาหารประเภทน้ำตาล เช่น กลูโคส ฟรุคโตส ซูโครส และแป้ง เมื่อกินแล้วจะขับถ่ายออกมาเป็นกรดแลคติกซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดลิ่มเลือดในกระแสเลือด และถ้าลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดหลักที่ไปเลี้ยงหัวใจ อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย
       
       นอกจากฟันผุจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายแล้ว ยังเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดสมองตีบหรือตันได้อีกด้วย เนื่องจากลิ่มเลือดอาจลอยไปตามกระแสเลือดไปอุดบริเวณใดก็ได้ ซึ่งถ้าไปอุดตันที่เส้นเลือดหลักที่ไปเลี้ยงสมองก็อาจก่อให้เกิดเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ได้ รวมไปถึงภาวะเสี่ยงต่อโรคลิ้นหัวใจรั่ว เพราะหากมีเชื้อสเตร็บโตคอคไคสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เชื้อดังกล่าวอาจเข้าสู่กระแสเลือดแล้วไปกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้นจนลิ้นหัวใจอักเสบ เมื่อลิ้นหัวใจอักเสบแล้วจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง
       
       ทั้งนี้ คุณหมอฟันแนะนำว่า หากฟันผุไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานจนเป็นรูลึกไปถึงโพรงประสาท แต่ควรไปพบทันตแพทย์เมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับฟัน และควรไปตรวจสุขภาพฟันปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันภาวะเสี่ยงดังกล่าว อย่างไรก็ดี การแปรงฟันให้ถูกวิธี และแปรงครั้งละ 2 นาทีขึ้นไปจะช่วยป้องกันฟันผุและเหงือกอักเสบได้ ถึงแม้จะพบว่าเริ่มเป็นโรคเหงือกอักเสบ แต่การแปรงฟันที่ถูกวิธีจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้

นอกจากการแปรงฟันเป็นประจำหลังมื้ออาหารแล้ว คุณหมอยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพฟันเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
       
       1. ควรเลือกแปรงที่หัวกลมมน และนิ่ม
       
       2. ควรเปลี่ยนแปรงสีฟัน 3 เดือน/1 ครั้ง เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย และหัวแปรงจะสึกไปตามการใช้งาน
       
       3. ควรเลือกยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์เพื่อช่วยป้องกันผิวเคลือบฟัน
       
       4. ควรใช้ไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้ง เนื่องจากไหมขัดฟันช่วยขจัดทั้งคราบอาหาร และคราบแบคทีเรียที่อยู่ระหว่างซอกฟันออกไปด้วย
       
       5. หลีกเลี่ยงการรับประทานขนมขบเคี้ยว ขนมเหนียว ๆ โดยเฉพาะที่มีน้ำตาล และพยายามลดปริมาณน้ำตาลที่ได้รับในแต่ละวัน
       
       6. รับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง เช่น บร็อคเคอรี่ ปลาซาร์ดีน นม งาดำ กะปิ เป็นต้น
       
       7. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ช่วยลดความเป็นกรดในช่องปากได้ดี
       
       8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล
       
       9. หลังการดื่มน้ำผลไม้ เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ควรบ้วนปากหลาย ๆ ครั้งทันที
       
       10. ไม่ควรแปรงฟันภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร นม หรือเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยว หรือเป็นกรด เช่น น้ำอัดลม ของดอง อาหารรสเปรี้ยว เป็นต้น เนื่องจากกรดทำให้สารเคลือบฟันอ่อนตัว การแปรงฟันจะทำให้สารเคลือบฟันบางลง
       
       รู้แบบนี้แล้ว ทีมงาน Life & Family ขอชวนทุกบ้านมาใส่ใจสุขภาพฟันกันให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงกันไปนาน ๆ นะครับ

การดูแลฟันในผู้สูงอายุ

Wednesday, November 10th, 2010

จากเมเนเจอร์ออนไลน์
วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
การดูแลฟันต้องเริ่มทะนุ บำรุงตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา เพราะเป็นอวัยวะที่ใช้งานยาวนาน ถ้าฟันไม่ดีทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น โรคกระเพาะ โรคขาดอาหาร ฟันนั้นเมื่อใช้งานมานานย่อมสึกหรอ การดูแลฟันในวัยสูงอายุจึงมีความสำคัญยิ่ง ฟันในผู้สูงอายุต่างจากวัยอื่นอย่างไร ฟันในอายุก็มีลักษณะเหมือนกับฟันในวัยอื่น แต่มักจะมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม

เนื่องจากใช้บดเคี้ยวมานาน คือ จะมีตัวฟันกร่อน บิ่น สึก ฟันเปลี่ยนสีเหลืองมากขึ้น หรือเป็นสีน้ำตาลแก่ถึงดำ บางครั้งรอบๆ ที่แตกบิ่นถูกทิ้งไว้โดยไม่รักษาเนื่องจากไม่มีการเจ็บปวด แล้วรากฟันมักจะลอยสูงขึ้นมาเหนือเหงือก หรือพูดได้ว่าเหงือกร่นลงก็ได้ เกิดเพราะมีคราบหินปูนจับที่คอฟันมากและปล่อยทิ้งไว้นาน จนทำให้เกิดเหงือกอักเสบและร่นหนีลงไป ส่วนของรากฟันจึงโผล่ออกมาให้เห็น อีกลักษณะหนึ่งที่พบได้เสมอ คือ เกิดร่องห่างระหว่างซี่ฟัน เกิดจากเหตุสองประการ คือ ฟันสีกันหรือถูกันมานาน จนเกิดสึกกร่อน เป็นร่องหลวมระหว่างฟัน เป็นเหตุให้เศษอาหารตกลงไปติดในช่องฟัน ทำให้เหงือกอักเสบเจ็บปวดได้ หรือทำให้ฟันผุเป็นรูได้ อีกเหตุหนึ่งคือ การที่ถอนฟันออกไปบ้างบางซี่ แล้วไม่ได้ใส่ฟันปลอมทดแทนตำแหน่งนั้น ฝืนใช้เคี้ยวอาหารโดยไม่ได้คิดว่าจะเกิดโทษ เมื่อเวลาเนิ่นนานออกไป แรงบดเคี้ยวจะทำให้ฟันที่อยู่ใกล้ช่องว่างล้มเอนลงเข้าไปหาช่องว่าง เกิดฟันเก หรือบิด และเกิดช่องระหว่างฟันใกล้เคียงแทบทุกจุด

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาในวัยสูงอายุ

1. โรคฟันและโรคเหงือก โรคฟัน หมายถึง ฟันผุ แม้จะพบว่า ในวัยสูงอายุจะเกิดฟันผุได้น้อย แต่ก็พบได้เสมอเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าปล่อยให้มีเศษอาหารตกค้างติดอยู่ตามซอกฟันอยู่เสมอเป็นเวลานาน ก็จะเกิดฟันผุขึ้นได้ เพราะเชื้อแบคทีเรียในช่องปากจะทำปฏิกริยากับคราบเศษอาหาร แล้วก่อให้เกิดสารที่เป็นกรด กัดกร่อนทำลายผิวฟันให้เป็นรู

ฟันที่เป็นรูเล็กและตื้น จะอุดรักษาได้ดี ใช้เคี้ยวอาหารได้ดังเดิม แต่ถ้ารูผุใหญ่มาก ลึกมาก และทะลุเข้าสู่โพรงประสาทด้วย ก็มักจะรักษาไม่ได้เพราะมีอาการปวด และหรือถ้ามีรูผุนั้นใหญ่มากจนบูรณะไม่ได้ จำเป็นต้อนถอนออก การถอนฟัน เป็นการขจัดอาการปวดได้เป็นอย่างดี แต่ทำให้เสียอวัยวะที่ต้องใช้การบดเคี้ยวไป ถ้าเป็นฟันหน้า ก็จะเสียบุคลิกและความสวยงามไปด้วย ต้องเสียเงินในการทำฟันปลอมใส่เสริมขึ้น ถ้าไม่ใส่ฟันปลอม จะด้วยเหตุใดก็ตาม จะทำให้เกิดฟันล้ม ฟันบิด เก และฟันห่าง ทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย โรคฟันมักนำมาซึ่งการติดเชื้อและลุกลามลงไปสู่กระดูกขากรรไกรใต้รากฟัน ทำให้เกิดโรคที่อันตรายอื่นๆ เช่น กระดูกขากรรไกรเน่าถึงน้ำในกระดูกขากรรไกรหรือเกิดเป็นโรคมะเร็งได้

2. อุบัติเหตุจากการใช้งาน ฟันในวัยสูงอายุเป็นอวัยวะที่ใช้บดเคี้ยวอาหารมานาน ผ่านงานมาแยะ ย่อมเกิดการสึกกร่อนของผิวฟันและเนื้อฟันเป็นธรรมดา โดยเฉพาะด้านที่ใช้บดเคี้ยวจะสึกได้มาก ทำให้มองเห็นตัวฟันนั้นๆ และค่อนข้างแบน ด้านข้างของตัวฟันมักจะมีรอยสีดำเกิดเพราะแปรงฟันด้วยแปรงที่มีขนแข็งมาก เกินไป ผิวฟันสึกหรือกร่อนหายไป มองเห็นตัวฟันนอกหรือทำให้เกิดหักได้ อุบัติเหตุที่ทำให้ฟันหัก แตกบิ่น มักจะเกิดจากการเคี้ยวอาหารแข็งๆ โดยไม่ตั้งใจ เช่น เคี้ยวเศษกระดูก กัดก้อนเม็ดกรวดทรายในข้าว กัดน้ำแข็งหรืออาหารและวัสดุอื่นๆ ที่มีความแข็งมากจนฟันทนไม่ได้ ฟันบิ่นอาจเกิดเป็นจุดเล็กๆ ที่ผิวฟัน โดยไม่มีอาการเสียวเจ็บแต่อย่างใด หรืออาจเกิดเป็นรอยร้าวมากมาย ผ่าลงไปในตัวฟันก็ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดเสียวมาก จนต้องถอนฟันนั้นออก

ฟันมีความสัมพันธ์กับโรคในระบบอื่นของร่างกายหรือไม่

มีความสัมพันธ์โดยตรงกับหลายโรค ส่วนใหญ่จะเป็นโรคมี่เกิดเพราะการติดเชื้อ กล่าวคือ เมื่อเกิดโรคฟันและโรคเหงือกนั้น สภาวะในช่องปากจะสกปรกและมีเชื้อโรคเพิ่มขึ้นมากมาย บางชนิดเป็นเชื้อที่อันตราย ซึ่งจะถูกกลืนเข้าสู้ร่างกายได้โดยไม่รู้ตัว เชื้อที่ว่านี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็แพร่สะพัดไปตามอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด ลำไส้ ตับ ไต ข้อต่อของกระดูก เป็นต้น

ก่อให้เกิดการติดเชื้อ การอักเสบเป็นโรคของอวัยวะเหล่านี้ ต้องไปพบแพทย์เพื่อการรักษา ต้องเสียทรัพย์เสียเวลา บางครั้ง บางรายแม้จะรักษาก็ไม่หายขาด นอกจากนี้ โรคตามระบบบางชนิดก็ทำให้เกิดผลเสียต่อฟันและเหงือกด้วย เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคเลือดบางชนิด โรคเหล่านี้มีผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ สุขภาพไม่สมบูรณ์ ปัญหาที่เกิดกับฟันและเหงือกจะรุนแรงขึ้น รักษาให้หายได้ยากขึ้น สรุปได้ว่า โรคฟันและเหงือก เป็นตัวนำปัญหาให้เกิดโรคตามระบบของร่างกาย และโรคทางระบบร่างกายบางชนิดก็ทำให้โรคฟันและโรคเหงือกมีปัญหาและอาการ รุนแรงมากขึ้น

ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารจำพวกใดบ้าง

เพื่อช่วยในการถนอมรักษาสุขภาพปากและฟัน อาหารที่จำเป็นแก่ร่างกายทั้งในวันเติบโตและวัยสูงอายุ จำเป็นต้องได้รับอาหารให้ครบทุกหมู่ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ผักและผลไม้ เพื่อ ใช้อาหารเหล่านี้เป็นพลังงาน และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะในร่างกาย และเพื่อต่อสู้กับโรคประจำตัวด้วย เพราะผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวกันแทบทุกคน รุนแรงบ้างไม่รุนแรงบ้าง อาหารจำพวกผักและผลไม้เป็นสิ่งจำเป็นมีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพร่างกายและ สุขภาพในช่องปากเหงือกและฟัน

# ด้านสุขภาพร่างกาย

o จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี เพราะมีกากให้ขับถ่ายไม่เกิดปัญหาโรคกระเพาะอาหารหรือโรคลำไส้

# ด้านช่องปากเหงือกและฟัน

o ผักและผลไม้เป็นอาหารที่มีแต่เส้นใยและกาก ทำให้ไม่เกิดเป็นคราบอาหารหรือที่เรียกว่า “คราบพลัค” จับติดผิวฟัน เป็นการช่วยลดต้นเหตุของการเกิดโรคฟันพุและโรคเหงือกอักเสบ หรือโรคปริทนต์ไปในตัวเพราะโรคฟันและโรคเหงือกที่เกิดขึ้นจะมีแต่อาการเจ็บ ปวดทรมาน และนำไปสู่การเกิดโรคทางระบบอื่นๆ ได้หรืออาจจะเสริมโรคอื่นๆ ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจอีกด้วย

o อาหารอีกประการหนึ่ง คือ อาหารแป้ง น้ำตาลและของหวานต่างๆ ควรลดปริมาณในการบริโภค อาหารพวกนี้ทำให้เกิดคราบพลัคเกาะติดฟันง่าย ทำให้เกิดคราบหินปูน เหงือกอักเสบ หรือฟันผุ และบางครั้งก็มีผลเสียต่อโรคทางระบบด้วย เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น อาหารหวานรับประทานได้แต่อย่าให้มาก หรืออย่ารับประทานเป็นประจำ

ฟันปลอมชนิดถอดได้

จะทำในรายที่เสียฟันไปหลายซี่ ฟันปลอมชนิดนี้จะมีตะขอเกาะกับฟันจริงโดยไม่ต้องกรอฟันจริงเสีย มีส่วนของเพดานปลอมยึดเพิ่มความแน่นกระซับขณะใส่จะมีความรำคาญบ้างในระยะแรก แต่จะค่อยๆ เคยชินขึ้น ข้อดีก็คือ สามารถถอดออกทำความสะอาดได้ด้วยตนเองหลังรับประทานอาหาร ทำให้เกิดความสะอาด เศษอาหารไม่หมักหมม ผู้สูงอายุที่จะใส่ฟัน ควรปรึกษากับทันตแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำว่าควรจะใส่ชนิดใดจึงจะเหมาะสม โดยทั่วๆ ไปเท่าที่พบ ผู้สูงอายุส่วนมากจะมีการเสียฟันไปแล้วหลายๆ ซี่ เพราะปัญหาโรคเหงือกที่เป็นมานานแล้ว หรือเพราะฟันผุแตกบิ่นต้องถอนออกไป ดังนั้นจึงมักจะต้องใส่ฟันปลอมชนิดถอดได้หรือฟันปลอมทั่วปาก

มีข้อแนะนำว่า

o ควรใช้ฟันปลอมเคี้ยวอาหารด้วยความระมัดระวัง อย่ารีบ เพราะจะกัดแก้ม กัดริมฝีปาก หรือกัดลิ้นได้ง่าย เพราะฟันบริเวณนั้นๆ ไม่มีความรู้สึก เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วควรถอดฟันออกล้างทุกครั้ง อย่าปล่อยให้มีเศษอาหารติดค้างอยู่ใต้ฟันปลอม เพราะจะทำให้เหงือกอักเสบ เจ็บและทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในปาก ขณะใช้ฟันปลอม ควรสังเกตดูความแน่นกระซับกับเหงือกว่าเหมือนเมื่อแรกใส่หรือเปล่าถ้าหลวม ไม่กระซับเหมือนเดิม

o ควรไปพบทันตแพทย์ใหม่อีกครั้ง เพื่อตรวจดูความปกติ ถ้าเป็นฟันปลอมที่มีตะขอเกาะ ถ้าตะขอหลวมควรปรับความแน่นเสียใหม่ แต่ถ้าฟันปลอมทั้งปากเกิดหลวม มักเป็นเพราะฐานเหงือกและกระดูกมีการยุบตัว ควรเสริมฐานฟันปลอมใหม่ หรือถ้าหลวมมากและใช้มานานแล้วควรทำชุดใหม่ ฟันปลอมแต่ละชุดมีอายุการใช้งานประมาณ 3-4 ปี ควรเปลี่ยนใหม่ ในกรณีที่เหงือกยุบแล้ว ถ้ายังฝืนใช้ฟันชุดเดิมอยู่จะทำให้รูปทรงของใบหน้าส่วนล่างเสียไปด้วย แก้มจะตอบ คางจะหดสิ้น ริมฝีปากห่อ ทำให้ดูแก่โทรม ในเวลากลางคืนก่อนนอน

o ควรถอดฟันปลอมออก แปรงฟันที่มีอยู่ให้สะอาดและเอาฟันปลอมใส่แก้วแช่น้ำไว้ในที่ๆ ปลอดภัย ช่วงเวลาที่นอนหลับจะเป็นช่วงที่เหงือกพักตัวด้วย เพราะไม่มีน้ำหนักของฟันปลอมกดอยู่ เหงือกจะสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ

การใช้ฟันปลอม ต้องระมัดระวังและดูแลตนเองอยู่เสมอด้วย เหงือกที่เป็นแผลหรือมีรอยเจ็บอยู่ตลอดเวลา ไม่หายขาด รวมทั้งส่วนอื่นๆ เช่น ริมฝีปาก เพดาน กระพุ้งแก้ม ลิ้น แผลที่เกิดขึ้นควรหายได้เองในเวลา 1 สัปดาห์ ถ้าเกินกว่านี้ ควรสงสัยและรีบไปตรวจกับทันตแพทย์ เพราะในวัยสูงอายุ ถ้าเนื้อเยื่อในช่องปากขูดกับฟันจริงหรือฟันปลอม จะทำให้เกิดแผลมะเร็งขึ้นได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีอันตรายและการรักษาก็ยุ่งยาก

ผู้สูงอายุควรดูแลรักษาฟันอย่างไร

ผู้สูงอายุที่ยังมีฟันจริงเหลืออยู่ทั้งหมด หรือมีฟันจริงบางส่วน และใส่ฟันปลอมบางส่วน ควรดูแลฟันจริงที่มีอยู่นั้นให้ดีและแข็งแรงอยู่ตลอดไป โดยดูแลอย่าให้เกิดรูผุขึ้นใหม่ด้วยการแปรงฟันให้สะอาดอยู่เสมอ ขนแปรงควรใช้อย่างอ่อน และแปรงฟันให้ถูกหลักวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงการสึกของผิวฟัน ขณะที่เคี้ยวอาหารต้องระวับเศษอาหารแข็งที่อาจจะทำให้เกิดฟันบิ่นแตก

นอกจากนี้ ก็ดูแลเรื่องเหงือก อย่าให้เกิดอักเสบด้วยการแปรงฟันให้สะอาด ขัดคราบจับผิวฟัน และไปพบทันตแพทย์ เพื่อขูดหินปูนอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะๆ ฟันที่ดี ไม่มีรอยผุ รอยบิ่น แตก เหงือกแข็งแรง ไม่มีโรคเหงือกอักเสบ หรือเหงือกบวมเพราะโรครำมะนาด ฟันก็จะมีความแข็งแรงอยู่ได้ตลอดไป สามารถใช้เคี้ยวอาหารได้เหมือนเดิม หรือสามารถใช้เป็นตัวเกาะฟันปลอมชนิดถอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุขภาพในช่องปากก็จะดีอยู่ตลอดไป

ส่วนผู้ที่ไม่มีฟันจริงเหลืออยู่แล้ว ต้องใช้ฟันปลอมทั้งปาก ก็ต้องดูแลสภาพเหงือกและส่วนอื่นๆ ในช่องปากให้ดีอยู่เสมอ อย่าให้เกิดมีแผลเจ็บหรืออักเสบ ถ้ามีแผลต้องพยายามรักษาให้หาย ฟันปลอมที่ใช้ต้องหมั่นดูแลให้สะอาด อย่าปล่อยให้มีเศษอาหารจับเป็นคราบ เพราะทำให้แลดูสกปรกและเกิดกลิ่นเหม็น ฟันปลอมที่ใช้มานานควรเปลี่ยนใหม่ เพื่อให้มีความแนบกระซับอยู่เสมอ ขณะเคี้ยวอาหารต้องไม่กดจุดใดจุดหนึ่งให้เจ็บ ถ้าเจ็บต้องไปหาทันตแพทย์เพื่อแก้ไข

ผู้สูงอายุมักจะแยกได้ 2 ประเภท คือ

* ผู้สูงอายุที่แข็งแรงไม่มีโรคภัย

ประจำตัว สภาพในช่องปากเหงือกและฟันก็จะแข็งแรงไปด้วย

* ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว

เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคไขข้ออักเสบ ปัญหาเหล่านี้จะทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมลง สภาวะในช่องปากก็จะเลวลงไปด้วย เช่น มีโรคเหงือกอักเสบมาก มีหนองไหลซึม ฟันโยก เคี้ยวอาหารได้ไม่ดี ความสกปรกในช่องปากจะเป็นจุแพร่เชื้อโรคไปสู่ร่างกายส่วนต่างๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเพื่อที่สุขภาพในช่อง ปากจะได้แข็งแรงตามไปด้วย

ที่มาข้อมูล : http://www.si.mahidol.ac.th

ฟันคุด

Thursday, June 4th, 2009

ข้อมูลความรู้จาก http://www.dentalcouncil.or.th/content/people/detail.php?type=6&id=173

เวลาฟันคุดอักเสบจะทรมานมาก นึกในใจว่าฟันซี่เดียว แถม่ไม่ได้ขึ้นมาให้เราใช้งาน จะทรมานเจ้าของได้เพียงนี้ ทานยาแก้ปวดธรรมดาก็เอาไม่อยู่ อักเสบเร็วมาก หน้าก็บวม ระบมไปทั้งหน้า ทานข้าวก็ไม่ได้ เพราะปวดแผล และอ้าปากไม่ขึ้น ต้องทานยาแก้ปวดชนิดแรงๆ และยาแก้อักเสบ พอหายปวดก็ดีใจมาก แต่ก็ไม่กล้าไปผ่าออก เพราะกลัวเข็ม และที่สำคัญหมอฟันช่างน่ากลัวเหลือเกิน ช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมากมากๆ และแล้วอีกไม่น่านมันก็ปวดขึ้นมาอีก
เหล่านี้คงเป็นความคิดของหลายๆคนต่อฟันขี้เกียจซี่นี้ ที่ทำกับเจ้าของได้อย่างเจ็บแสบ

จะรอจนทรมานเอง หรือให้หมอทำให้ทรมานดี คงเป็นคำถามที่หลายคนอยากได้คำตอบมาก เพื่อใช้ในการชั่งน้ำหนักกัน ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องทราบว่าความทรมานของทั้งสองวิธีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ฟันคุดมันทรยศ
ฟันคุดเป็นฟันที่ไม่ได้ขึ้นตรงๆตามฟันปกติทั่วไปโดยฟันจะขึ้นตั้งแต่อายุ 15-23 ปี อาจจะขึ้นแบบนอน ขึ้นแบบเอียง ขึ้นแบบปริ่มๆเหงือก หรือขึ้นแบบขี้เกียจสุดๆก็คือไม่ยอมขึ้นมาให้เห็นเลย
ก็จะไปดันฟันที่ติดกัน เวลาทานอาหารเศษอาหารก็จะไปติดเต็มไปหมด ยิ่งซี่ที่ขึ้นปริ่มๆเหงือก เหงือกก็จะอักเสบบวมแดง หน้าก็บวม อ้าปากก็ไม่ขึ้น เคี้ยวอาหารก็ไม่ได้เพราะฟันบนกัดลงมาบนเหงือก
ที่คลุมฟันอยู่ ไม่ได้ต่างอะไรจากเอามือไปวางบนทั่งแล้วใช้ค้อนตี
แล้วพอเศษอาหารที่ไปติดกก็จะทำให้เหงือกอักเสบ ปากก็เหม็น และแล้วอาการบวมมันก็เริ่มจากตรงนี้ จากเหงือกที่บวมก่อน ลามไปถึงกระพุ้งแก้ม และลามไปจนทำให้หน้าบวม เนื่องจากหนองที่มาจากการอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้จะกินเวลาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเจ้าของฟัน ตัวฟันของแต่ละคน
นอกจากนี้ฟันคุดยังทำให้กระดูกขากรรไกรบางมีโอกาสหักง่าย ละลายรากฟันข้างเคียงจากการดันตัว ของมัน มีโอกาสกลายเป็นถุงน้ำ หรือเนื้องอก ทำให้ฟันผุได้ง่าย

แล้วหมอฟันจะทำอะไรกับฟัน
หมอฟันจะผ่าหรือถอนฟันคุดออก ขึ้นกับลักษณะการขึ้นของฟันและตำแหน่งของฟันที่ฝั่งอยู่ในกระดูก ถ้าหนักที่สุดก็ต้องทำการเปิดเหงือกที่คลุมฟันออก แลัวทำการกรอกระดูกที่คลุมฟันออก แล้วทำการแบ่งฟันเอา ทั้งตัวฟันและรากฟันออกมาให้หมด โดยในขั้นตอนการผ่าทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การระงับประสาทที่ดี อาการปวดของเจ้าของฟันจะเกิดหลังจากสิ้นฤทธฺิ์ยาชา จะมาจากการที่กรอกระดูก และการกระทบ กระเทือนเหงือกที่คลุมฟันอยู่ อาการบวมขึ้นกับปริมาณความกระทบกระเทือนต่อกระดูกและเหงือก ซึ่งจะเป็นไปตามลักษณะฟันของแต่ละคนโดยลักษณะการหายของแผลจะรวดเร็วและไม่มีอาการอักเสบอีกต่อไป

สรุป ตัดไฟแต่ต้นลม
ทำไมเราจะต้องรอให้บวมอักเสบก่อนแล้วถึงจะไปเอาออก ในเมื่อถึงอย่างไรก็ต้องเอามันออกอยู่แล้ว ซึ่งการเอาออกในแต่ละรายนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการวางตัวของฟัน โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าสามารถ เก็บไว้ได้หรือไม่ และถึงแม้จะต้องเอาออกทันตแพทย์ก็จะมีวิธีการผ่าเอาฟันคุดออกโดยการระงับประสาททำให้ ระหว่างการรักษาไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ หลังจากการรักษาก็จะมีการระบมของแผลเล็กน้อย โดยเพียงจะมีแค่ อาการบวม สามารถรับประทานอาหารได้ลำบาก เท่านั้น ประมาณ 2-3 วันอาการก็จะทุเลาลง

ทำอย่างไรจึงจะหายบวมเร็ว
อาการบวมมากหรือน้อยหลังจากการถอนฟัน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของฟันซี่นั้นๆ แต่ก็มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลดอาการบวม โดยทำการประคบน้ำเย็นหลังจากทำการผ่าฟันคุด 1-2 วัน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นประคบ ด้วยน้ำอุ่นต่อ อาการบวมที่เกิดขึ้นก็จะหายได้เร็วขึ้น

ทำไมผ่าฟันคุดจึงปวดมากๆ
เป็นเพราะมีการกรอกระดูกที่คลุมตัวฟันออกไป ทำให้เกิดอาการปวดหลังจากทำการผ่าโดยอาการปวด จะค่อยๆลดลงภายใน 1-2 วัน ส่วนมากจะเป็นความลำบากที่เกิดจากการบวมทำให้ อ้าปากได้ลำบาก มีการบวมบนใบหน้า แต่ในขณะผ่าจะไม่รู้สึกปวดใดใด เนื่องจากการระงับประสาท โดยไม่จำเป็นจะต้องทำการดมยาสลบ เพราะเพียงแค่ระงับประสาทในช่องปากอย่างเดียวก็เพียงพอ และการทำการดมยาสลบก็มีผลข้างเคียงต่อคนไข้ได้หลายอาการ

ควรจะผ่าฟันคุดเมื่อใด
การผ่าฟันคุดในวัยหนุ่มสาวไม่ค่อยมีปัญหา เพราะแผลหายเร็วกว่าปล่อยทิ้งไว้ ถ้าทำในผู้สูงอายุ ฟันจะติดแน่นกับกระดูกทำให้แผลหายช้า ผลแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดมีมากกว่า ความเสี่ยงก็ มีมากกว่า เนื่องจากโรคประจำตัว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาผ่าก็เมื่อมีอาการ ซึ่งในขณะนั้นมักอยู่ใน อาการอักเสบ ปวด เป็นหนอง และอ้าปากได้น้อย ทำให้การรักษาทำได้ยากและมีปัญหาได้มากกว่าเมื่อยังไม่มีอาการ อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ป่วยที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ หรือผู้สูงอายุที่ไม่มีอาการผิดปกติจากฟันคุด

ข้อปฏิบัติหลังการถอนฟันหรือผ่าตัดฟันคุด
ไม่ควรรบกวนบริเวณแผล
ห้ามบ้วนปากเพราะแผลจะขยับและเลือดออก
หากเลือดยังไม่หยุดให้กัดผ้าเพิ่มอีก 15 นาที
วันแรกควรทานยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง และประคบน้ำเย็น
วันแรกควรทานอาหารอ่อนป้องกันเศษอาหารไปติดบริเวณแผล
รับประทานยาแก้อักเสบตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
แปรงฟันตามปกติ แต่ควรระมัดระวังไปกระทบกระเทือนแผล
วันที่ 3 หลังการผ่าตัดให้อมน้ำอุ่นบ้วนปากบ่อยๆ จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
การบวมเป็นจ้ำเขียวเป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกาย แต่ถ้ามีอาการบวมมากให้ปรึกษาแพทย์
ไม่ควรสูบบุหรี่หรือดื่มอัลกอฮอลล์
ในวันแรกหลังการผ่าตัดควรนอนหมอนสูงเพื่อลดการบวม

รศ.ทพ.เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์

Download : ไฟล์ที่ 1
ผู้ประกาศ : webmaster
แก้ไขล่าสุด : 21 กรกฎาคม 2551