<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คลีนิกทันตแพทย์สมเกียรติ จัดฟัน,ดัดฟัน,รักษารากฟัน,อุดฟัน,ใส่ฟัน,ฟอกสีฟัน,ขูดหินปูน SKDentalclinic.com &#187; เสียวฟัน</title>
	<atom:link href="http://www.skdentalclinic.com/tag/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.skdentalclinic.com</link>
	<description>จัดฟัน,ทำฟัน,ดัดฟัน,รักษารากฟัน,อุดฟัน,ใส่ฟัน,ฟอกสีฟัน,ขูดหินปูน</description>
	<lastBuildDate>Thu, 26 Jan 2012 07:17:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>กลัวการทำฟัน !!!</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Jul 2011 07:02:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[กลัวทำฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ทันตแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เข็มฉีดยา]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องกรอฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[เสียวฟัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=139</guid>
		<description><![CDATA[เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี จากมุมสุขภาพ www.msn.co.th คนที่กลัวการทำฟันมีไม่น้อย หากคุณเป็นอีกคนก็ไม่ต้องอาย พอประมาณได้ว่าสามในสี่ของคนที่มาทำฟันก็มีอาการวิตก หรือหวาดๆ การทำฟัน จะมากน้อยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับมา มาสู้กับความกลัวกันดีกว่า ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า แม้จะผลัดผ่อนการพบหมอฟันไปได้ก็ เท่ากับหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็ต้องรักษาฟันจนได้ เพราะสถานการณ์บังคับเพราะ คุณจะปวดฟันมากจนทนไม่ไหวนั่นเอง ความปวดมีมากกว่าความกลัว คุณก็ต้องพึ่งพาทันตแพทย์แบบหลีเกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว ทันตแพทย์ส่วนใหญ่ต้องการให้คนไข้มาพบในสภาพฟันที่เป็นโรคน้อยที่สุด เพื่อรักษาแต่เนิ่นๆ มีวิธีการบางอย่างที่ช่วยคุณได้ ให้มีความรู้สึกผ่อนคลายและมีประสบการณ์ที่ดีต่อการทำฟัน ที่แน่ๆ ควรบอกความจริงกับทันตแทพย์ว่าคุณกลัวการทำฟัน หรือเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาก่อน ในการทำฟันคุณกลัวอะไร ? เข็มฉีดยา แล้วเสียวฟัน กลัวเสียงเครื่องกรอฟัน กลัวเครื่องมือรู้สึกสำลักทุกครั้งที่เครื่องมือเข้าปาก บอกเล่าให้หมดให้หมอของคุณทราบ เพื่อหาวิธีการรักษาที่รัดกุมเฉพาะคุณ เพื่อลดความกลัวนั้น และช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายความเครียดลง เพิ่มความมั่นใจในการทำฟันมากขึ้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำฟันอย่ารีรอที่จะถามคุณหมอให้อธิบายถึงวิธีการ ระยะเวลาการทำฟันให้ชัดเจน ยิ่งคุณรู้ถึงเหตุผลของการรักษารู้ว่าหมอกำลังจะทำอะไร ความรู้สึกวิตกกังวลของคุณจะลดลง อย่างน้อยก็ช่วยลดความคิด หรือจินตภาพอันน่ากลัวที่วาดมาก่อนจะเข้ามาทำฟันลงได้มากทีเดียว เตรียมตัวให้ดี นัดวันที่พร้อม ก่อนวันนัดทำฟันควรนอนหรือพักผ่อนให้พอ กินอาหารพออิ่ม งดพวก ชา กาแฟ น้ำดื่มที่มีคาเฟอีน ซึ่งจะกระตุ้นให้คุณตื่นเต้นมากกว่าปกติ หากคุณเครียดมาทั้งวันจากการทำงาน แล้วเย็นนั้นมีนัดกับทันตแพทย์ต้องทำฟันแล้วละก็ไม่ค่อยจะเหมาะนัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี<br />
จากมุมสุขภาพ www.msn.co.th<br />
คนที่กลัวการทำฟันมีไม่น้อย หากคุณเป็นอีกคนก็ไม่ต้องอาย พอประมาณได้ว่าสามในสี่ของคนที่มาทำฟันก็มีอาการวิตก หรือหวาดๆ การทำฟัน จะมากน้อยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับมา<br />
มาสู้กับความกลัวกันดีกว่า<br />
ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า แม้จะผลัดผ่อนการพบหมอฟันไปได้ก็ เท่ากับหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็ต้องรักษาฟันจนได้ เพราะสถานการณ์บังคับเพราะ คุณจะปวดฟันมากจนทนไม่ไหวนั่นเอง ความปวดมีมากกว่าความกลัว คุณก็ต้องพึ่งพาทันตแพทย์แบบหลีเกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว ทันตแพทย์ส่วนใหญ่ต้องการให้คนไข้มาพบในสภาพฟันที่เป็นโรคน้อยที่สุด เพื่อรักษาแต่เนิ่นๆ มีวิธีการบางอย่างที่ช่วยคุณได้ ให้มีความรู้สึกผ่อนคลายและมีประสบการณ์ที่ดีต่อการทำฟัน ที่แน่ๆ ควรบอกความจริงกับทันตแทพย์ว่าคุณกลัวการทำฟัน หรือเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาก่อน<br />
ในการทำฟันคุณกลัวอะไร ?<br />
เข็มฉีดยา แล้วเสียวฟัน กลัวเสียงเครื่องกรอฟัน กลัวเครื่องมือรู้สึกสำลักทุกครั้งที่เครื่องมือเข้าปาก บอกเล่าให้หมดให้หมอของคุณทราบ เพื่อหาวิธีการรักษาที่รัดกุมเฉพาะคุณ เพื่อลดความกลัวนั้น และช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายความเครียดลง เพิ่มความมั่นใจในการทำฟันมากขึ้น</p>
<p>หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำฟันอย่ารีรอที่จะถามคุณหมอให้อธิบายถึงวิธีการ ระยะเวลาการทำฟันให้ชัดเจน ยิ่งคุณรู้ถึงเหตุผลของการรักษารู้ว่าหมอกำลังจะทำอะไร ความรู้สึกวิตกกังวลของคุณจะลดลง อย่างน้อยก็ช่วยลดความคิด หรือจินตภาพอันน่ากลัวที่วาดมาก่อนจะเข้ามาทำฟันลงได้มากทีเดียว<br />
เตรียมตัวให้ดี นัดวันที่พร้อม<br />
ก่อนวันนัดทำฟันควรนอนหรือพักผ่อนให้พอ กินอาหารพออิ่ม งดพวก ชา กาแฟ น้ำดื่มที่มีคาเฟอีน ซึ่งจะกระตุ้นให้คุณตื่นเต้นมากกว่าปกติ<br />
หากคุณเครียดมาทั้งวันจากการทำงาน แล้วเย็นนั้นมีนัดกับทันตแพทย์ต้องทำฟันแล้วละก็ไม่ค่อยจะเหมาะนัก แต่ควรนัดในเวลาที่ว่างที่สุดไม่ใช่ต้องขับรถลุยจราจรติดขัดเพื่อมาให้ทันเวลา เพราะจะยิ่งทำให้เครียด ทั้งเครียดทั้งกลัว เครียดจากรถติดยังไม่ทันหายก็ต้องกระหือกระหอมมานั่งเก้าอี้ทำฟัน แล้วเวลาทำฟันก็มีจำกัด ทันตแพทย์ก็เครียดด้วยเช่นกัน วันที่ดีที่สุดน่าจะเป็นวันหยุด อาจจะเป็นตอนเช้าวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่คุณปลอดจากภาระกิจใดๆ<br />
กวิธีหนึ่งทีดีถ้าคุณกลัวมากๆ ก็น่าจะไปทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศของคลินิกฟันเสียก่อน ทำความคุ้นเคยกับเครื่องมือ กับทันตแพทย์ โดยเริ่มต้นจากการทำฟันที่ใช้เวลาสั้นๆ ไม่นานนักหรือไม่ต้องอ้าปากนาน เช่น การตรวจฟัน การจัดฟัน ถ้าหากคุณผ่านขั้นตอนนี้ไปด้วยดี แล้วความกลัวจะลดลง ความกล้าจะมากขึ้น ความมั่นใจจะตามมาอีกโขเลย<br />
ขณะทำฟันพยายาม เอาใจไปอยู่ที่อื่นให้ไกลๆ การทำฟัน เช่น อาจสวมหูฟังเพลงบรรเลงสบายๆ เพราะอย่างน้อยที่สุด หูคุณก็ไม่ได้ยินเสียงเครื่องกรอ คิดถึงสิ่งที่ชอบ เช่นทะเล ชายหาด เสียงคลื่นซัด คิดถึงทุ่งกว้างอันเขียวขจี<br />
คลายความเครียดด้วยการควบคุมการหายใจ หายใจเข้าช้าๆ นับ 1-7 พัก หายใจออกช้าๆ การควบคุมการหายใจแบบนี้ จะช่วยให้คุณคลี่คลายได้มากทีเดียว<br />
อันนี้สำคัญมาก คิดดี คิดให้เป็นบวกไว้ก่อน เช่น<br />
เราทำได้<br />
หมอฟันทำฟันไม่เจ็บหรอก<br />
หากเราคิดไปในทางลบตลอด ก็ยิ่งสร้างความรู้สึกไม่ดีแต่ต้น เช่น ต้องเจ็บแน่ หรือเริ่มไม่ไว้ใจหมอ ความคิดแบบนี้อย่าให้เกิดเลยครับไม่ช่วยอะไรเลย กลับจะทำให้กลัวทำฟันมากขึ้นเปล่าๆ<br />
ลองดูนะครับวิธีที่เล่ามา จะช่วยให้คุณที่กลัวการทำฟันรู้สึกมั่นใจและกล้าที่จะไปพบ ทันตแพทย์มากขึ้น เพื่อดูแลรักษาสุขภาพฟัน และช่องปากให้ดีตลอดไป<br />
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today</p>
<p>โรคฟันหรือโรคในช่องปาก เป็นเรื่องที่ทุกคนเลี่ยงไม่ได้ ฟันผุ มีหินปูน ต้องไปพบทันตแพทย์ให้รักษา บางคนทั้งๆ ที่รู้ว่าถึงเวลาต้องรักษาแล้ว แต่พอตั้งใจนัดทันตแพทย์ทีไร พอใกล้วันนัดมักจะเลื่อนนัดทุกที หรือผลัดผ่อนไปก่อน จริงๆ แล้วความรู้สึกลึกๆ ก็คือกลัวการทำฟัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟอกสีฟันดีมั้ย!!??</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Mar 2011 06:06:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[X-RAY]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟอกสีฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[หินปูน]]></category>
		<category><![CDATA[เสียวฟัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=114</guid>
		<description><![CDATA[มันมีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า ก่อนทำต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง มีคนรอบข้าง ถามว่า ฟันมีสีคล้ำ จะไปฟอกสีฟันดีมั้ย แล้ว ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลไปพร้อม ๆ กัน X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ ทันตแพทย์หญิงชนิดา ธรรมสุนทร สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข ทันตแพทย์หญิงชนิดา อธิบายว่า การฟอกสีฟัน เพื่อทำให้ฟันขาวขึ้น มีความปลอดภัย แต่ควรทำภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์ ดังนั้นคนที่ต้องการฟอกสีฟัน อันดับแรกเลย ควรไปพบทันตแพทย์ เพื่อวินิจฉัยว่า ฟันสีคล้ำมีสาเหตุจากอะไร เช่น ฟันผุ เป็นรู มีคราบสีหรือ หินปูน หรือฟันตาย ซึ่งทันต แพทย์จะแก้ไขให้ตามสาเหตุ เช่น ฟันผุ แก้ไขปัญหาด้วยการอุดฟัน หากมีคราบสีหรือหินปูน จะแก้ไขด้วยการขัดฟันหรือขูดหินปูน หากเป็นฟันตายก็ควรได้รับการรักษารากฟันก่อนการฟอกสีฟันหรือบูรณะฟันด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป หากไม่ได้มาจากสาเหตุข้างต้น และทันตแพทย์พิจารณาว่า สามารถฟอกสีฟันได้ ทันตแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ ซึ่งผลของการฟอกสีฟัน ความขาวของฟันจะไม่คงทนถาวร เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี สีฟันจะค่อย ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มันมีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า ก่อนทำต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง</p>
<p>มีคนรอบข้าง ถามว่า ฟันมีสีคล้ำ จะไปฟอกสีฟันดีมั้ย แล้ว</p>
<p>ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลไปพร้อม ๆ กัน X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ ทันตแพทย์หญิงชนิดา ธรรมสุนทร สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข</p>
<p>ทันตแพทย์หญิงชนิดา อธิบายว่า การฟอกสีฟัน เพื่อทำให้ฟันขาวขึ้น มีความปลอดภัย แต่ควรทำภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์ ดังนั้นคนที่ต้องการฟอกสีฟัน อันดับแรกเลย ควรไปพบทันตแพทย์ เพื่อวินิจฉัยว่า ฟันสีคล้ำมีสาเหตุจากอะไร เช่น ฟันผุ เป็นรู มีคราบสีหรือ หินปูน หรือฟันตาย ซึ่งทันต แพทย์จะแก้ไขให้ตามสาเหตุ เช่น ฟันผุ แก้ไขปัญหาด้วยการอุดฟัน หากมีคราบสีหรือหินปูน จะแก้ไขด้วยการขัดฟันหรือขูดหินปูน หากเป็นฟันตายก็ควรได้รับการรักษารากฟันก่อนการฟอกสีฟันหรือบูรณะฟันด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป</p>
<p>หากไม่ได้มาจากสาเหตุข้างต้น และทันตแพทย์พิจารณาว่า สามารถฟอกสีฟันได้ ทันตแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ ซึ่งผลของการฟอกสีฟัน ความขาวของฟันจะไม่คงทนถาวร เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี สีฟันจะค่อย ๆ คล้ำลงเล็กน้อย อาจต้องมาทำซ้ำเป็นระยะ</p>
<p>การฟอกสีฟันที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลและมีความปลอดภัยสูง ได้แก่ การฟอกสีฟันที่คนไข้สามารถทำด้วยตัวเองที่บ้าน โดยใช้สารฟอกสีฟันที่ความเข้มข้นต่ำ ๆ ภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์</p>
<p>วิธีการ คือ ก่อนที่จะทำการฟอกสีฟัน ทันตแพทย์จะให้ข้อมูลรอบด้านแก่คนไข้ และตรวจดูให้แน่ชัดว่า ฟันทุกซี่ไม่ผุ ไม่มีอาการเสียวฟันเนื่องจากภาวะเหงือกร่น คนไข้ ได้รับการขูดหินปูนหรือขัดคราบสีที่ปกคลุม ฟันออกเรียบร้อยแล้ว ส่วนฟันที่มีอาการอุด วัสดุอุดจะต้องไม่มีการรั่วซึม</p>
<p>จากนั้นทันตแพทย์ก็จะพิมพ์ปากคนไข้เพื่อสร้างแบบจำลองฟันและนำมาทำถาดฟอกสีฟัน ทันตแพทย์จะบันทึกสีของฟัน ก่อนเริ่มให้การรักษา จะนัดคนไข้มาลองถาดฟอกสีฟัน แนะนำวิธีใส่สารฟอกสีฟัน โดยส่วนใหญ่สารที่ใช้ฟอกสีฟันได้แก่ คาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้น 10% โดยคนไข้จะใส่ถาดฟอก สีฟันวันละประมาณ 4 ชั่วโมง หรือจะใส่ตลอดทั้งคืนเวลานอนก็ได้ โดยระหว่างใส่ถาดฟอกสีฟัน ห้ามรับประทาน อาหารทุกชนิด</p>
<p>สำหรับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฟอกสีฟัน คือ อาการเสียวฟัน การ ระคายเคืองเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เหงือก ดังนั้นระหว่างการฟอกสีฟัน ทันตแพทย์จะนัดมาติดตามผลเป็นระยะ เพื่อดูผลของการฟอกสีฟันและแก้ไขอาการข้างเคียง</p>
<p>ภายหลังเสร็จสิ้นการฟอกสีฟัน คนไข้ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภท ชา กาแฟ ไวน์ ซึ่งอาจทำให้มีคราบสีมาติดภายนอกฟันและทำให้ฟันดูคล้ำลงได้</p>
<p>ทั้งนี้ไม่แนะนำให้คนไข้ฟอกสีฟัน โดยซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีขายตามเคาน์เตอร์ในท้องตลาดมาทำเอง โดยไม่ได้ปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ เพราะ 1.ปัญหาฟันสีคล้ำที่คนไข้มี อาจไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด และเสียเงินโดยไม่จำเป็น 2.การฟอกสีฟันเอง มีโอกาสที่สารฟอกสีฟันจะไประคายเคืองเหงือก หรือเนื้อเยื่อภายในช่องปากได้มากกว่าวิธีที่ทำภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์ 3.อาจเสี่ยงต่อการเกิดอาการเสียวฟัน.</p>
<p>นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน</p>
<p><strong>ที่มาข้อมูล :</strong> หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาการเสียวฟันคืออะไร</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Dec 2010 04:32:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>
		<category><![CDATA[รากฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[สารเคลือบฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[เสียวฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นประสาทฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[เหงือกร่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเหงือก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=100</guid>
		<description><![CDATA[คัดลอกความรู้จากคอลเกตเวิลด์ออฟแคร์ http://www.colgate.co.th/app/Colgate/TH/TH/OC/Information/OralHealthBasics/CommonConcerns/Sensitivity/WhatisToothSensitivity.cvsp อาการเสียวฟันคืออะไร อาการเสียวฟันคือการปวดฟันอันเกิดจากการเสียผิวหน้าของฟันหรือเหงือก สาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการเสียวฟันในผู้ใหญ่คือการที่รากฟันถูกสัมผัสเนื่องจากเหงือกร่น ทั้งนี้รากฟันไม่มีสารเคลือบฟันทำให้เปิดโอกาสให้เส้นประสาทฟันถูกเปิด เมื่อมีความร้อน ความเย็นมาสัมผัส เราจึงรู้สึกปวด การละเลยความเสียวฟันสามารถนำไปสู่ปัญหาเรื่องเหงือกและฟันอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะถ้าความเจ็บปวดทำให้เราแปรงฟันอย่างไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้มีความเสี่ยงต่อฟันผุและโรคเหงือก เราจะรู้ว่ามีอาการเสียวฟันได้อย่างไร ถ้าคุณเคยรู้สึกปวดเวลาดื่ม/รับประทานน้ำ/อาหารที่ร้อนหรือเย็น คุณกำลังมีอาการเสียวฟัน แต่ไม่ได้เป็นเพียงแค่คุณคนเดียวเท่านั้น หนึ่งในสี่ของผู้ใหญ่จะพบอาการเสียวฟันซึ่งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราจะรักษาอาการเสียวฟันได้อย่างไร แรกสุดคือการพบทันตแพทย์ อาการเสียวฟันสามารถรักษาให้หายได้ ทันตแพทย์อาจจะสั่งเจลฟลูออไรด์สำหรับแปรงฟัน หรือน้ำยาบ้วนยาฟลูออไรด์ให้ คุณอาจจะลองใช้แปรงสีฟันที่ลดแรงเสียดทานสำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟันโดยเฉพาะ ควรปรึกษาทันตแพทย์ว่าผลิตภัณฑ์ลดการเสียวฟันชนิดไหนที่เหมาะกับคุณ ควรระวังในการแปรงฟันให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้ฟันเสียจนเกิดอาการเสียวฟัน การแปรงที่แรงเกิดไป การรัดของฟันปลอม และลวดดัดฟันสามารถทำให้เกิดการเสียดสีและทำลายผิวฟันได้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คัดลอกความรู้จากคอลเกตเวิลด์ออฟแคร์</p>
<p>http://www.colgate.co.th/app/Colgate/TH/TH/OC/Information/OralHealthBasics/CommonConcerns/Sensitivity/WhatisToothSensitivity.cvsp</p>
<p>อาการเสียวฟันคืออะไร<br />
อาการเสียวฟันคือการปวดฟันอันเกิดจากการเสียผิวหน้าของฟันหรือเหงือก สาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการเสียวฟันในผู้ใหญ่คือการที่รากฟันถูกสัมผัสเนื่องจากเหงือกร่น ทั้งนี้รากฟันไม่มีสารเคลือบฟันทำให้เปิดโอกาสให้เส้นประสาทฟันถูกเปิด เมื่อมีความร้อน ความเย็นมาสัมผัส เราจึงรู้สึกปวด<br />
การละเลยความเสียวฟันสามารถนำไปสู่ปัญหาเรื่องเหงือกและฟันอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะถ้าความเจ็บปวดทำให้เราแปรงฟันอย่างไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้มีความเสี่ยงต่อฟันผุและโรคเหงือก   </p>
<p>เราจะรู้ว่ามีอาการเสียวฟันได้อย่างไร<br />
ถ้าคุณเคยรู้สึกปวดเวลาดื่ม/รับประทานน้ำ/อาหารที่ร้อนหรือเย็น คุณกำลังมีอาการเสียวฟัน แต่ไม่ได้เป็นเพียงแค่คุณคนเดียวเท่านั้น หนึ่งในสี่ของผู้ใหญ่จะพบอาการเสียวฟันซึ่งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา   </p>
<p>เราจะรักษาอาการเสียวฟันได้อย่างไร<br />
แรกสุดคือการพบทันตแพทย์ </p>
<p>อาการเสียวฟันสามารถรักษาให้หายได้ ทันตแพทย์อาจจะสั่งเจลฟลูออไรด์สำหรับแปรงฟัน หรือน้ำยาบ้วนยาฟลูออไรด์ให้ คุณอาจจะลองใช้แปรงสีฟันที่ลดแรงเสียดทานสำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟันโดยเฉพาะ ควรปรึกษาทันตแพทย์ว่าผลิตภัณฑ์ลดการเสียวฟันชนิดไหนที่เหมาะกับคุณ<br />
ควรระวังในการแปรงฟันให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้ฟันเสียจนเกิดอาการเสียวฟัน การแปรงที่แรงเกิดไป การรัดของฟันปลอม และลวดดัดฟันสามารถทำให้เกิดการเสียดสีและทำลายผิวฟันได้ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคฟันผุ</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b8.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b8.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Oct 2009 06:01:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[plaque]]></category>
		<category><![CDATA[ฟลูออไรด์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>
		<category><![CDATA[เคลือบฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[เสียวฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นประสาท]]></category>
		<category><![CDATA[แบคทีเรีย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b8.html</guid>
		<description><![CDATA[การเกิดโรคฟันผุ มาจากปัจจัย 4 ประการ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ แผ่นคราบจุลินทรีย์ อาหารประเภทแป้งน้ำตาล ตัวฟัน และเวลา โดยแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติในช่องปากจะทำปฏิกิริยากับคราบ (Plaque) ที่ติดค้างอยู่ตามซอกฟัน และผิวเคลือบฟัน ซึ่งเราขจัดออกไปได้ไม่หมด เกิดเป็นกรดขึ้น ซึ่งกรดสามารถทำลายผิวเคลือบฟัน ก่อให้เกิดโรคฟันผุขึ้นได้หาก pH ในปากมีค่าต่ำกว่า 5.5 บ่อย ๆ และเป็นเวลานาน อาการ การผุของฟัน จะเริ่มขึ้นที่ชั้นผิวเคลือบฟันก่อน โดยจะเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ หรือเป็นเส้นดำตามร่องฟันด้านบดเคี้ยว หรือเนื้อฟันมีสีขาวขุ่นผิดปกติ ระยะนี้มักไม่พบอาการเสียวฟันหรือปวดฟันแต่อย่างใด ซึ่งการทำความสะอาดฟันที่ดี สามารถชลอการลุกลามของโรคฟันผุได้ แต่หากเราปล่อยไว้ไม่ดูแล ฟันผุลุกลามไปถึงขั้นเนื้อฟัน จะมีอาการเสียวฟันเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเมื่อกระทบของเย็น บางครั้งอาจมีอาการปวดได้ แต่หากเรายังปล่อยทิ้งไว้จนฟันผุลุกลามไปถึงขั้นโพรงประสาทฟัน ซึ่งมีเส้นเลือดและเส้นประสาท จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น อาจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี แม้ได้รับยาแก้ปวด บางครั้งก็อาจไม่ทุเลาอาการปวดได้ แลถ้าผุลุกลามมากอาจทำให้รากฟันอักเสบและเป็นหนอง เงือกบวม หรือแก้มบวมได้ ซึ่งระยะนี้ไม่สามารถอุดฟันด้วยวิธีปกติทั่วไปได้ ต้องรักษาครองรากฟัน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลารักษานาน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย บางครั้งอาจต้องสูยเสียฟัน เนื่องจากผุลุกลามมาก ไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>     การเกิดโรคฟันผุ มาจากปัจจัย 4 ประการ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ แผ่นคราบจุลินทรีย์ อาหารประเภทแป้งน้ำตาล ตัวฟัน และเวลา โดยแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติในช่องปากจะทำปฏิกิริยากับคราบ (Plaque) ที่ติดค้างอยู่ตามซอกฟัน และผิวเคลือบฟัน  ซึ่งเราขจัดออกไปได้ไม่หมด  เกิดเป็นกรดขึ้น  ซึ่งกรดสามารถทำลายผิวเคลือบฟัน ก่อให้เกิดโรคฟันผุขึ้นได้หาก pH ในปากมีค่าต่ำกว่า 5.5 บ่อย ๆ และเป็นเวลานาน</p>
<p>อาการ<br />
       การผุของฟัน จะเริ่มขึ้นที่ชั้นผิวเคลือบฟันก่อน โดยจะเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ หรือเป็นเส้นดำตามร่องฟันด้านบดเคี้ยว  หรือเนื้อฟันมีสีขาวขุ่นผิดปกติ  ระยะนี้มักไม่พบอาการเสียวฟันหรือปวดฟันแต่อย่างใด  ซึ่งการทำความสะอาดฟันที่ดี สามารถชลอการลุกลามของโรคฟันผุได้  แต่หากเราปล่อยไว้ไม่ดูแล ฟันผุลุกลามไปถึงขั้นเนื้อฟัน จะมีอาการเสียวฟันเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเมื่อกระทบของเย็น บางครั้งอาจมีอาการปวดได้ แต่หากเรายังปล่อยทิ้งไว้จนฟันผุลุกลามไปถึงขั้นโพรงประสาทฟัน ซึ่งมีเส้นเลือดและเส้นประสาท จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น อาจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี แม้ได้รับยาแก้ปวด บางครั้งก็อาจไม่ทุเลาอาการปวดได้  แลถ้าผุลุกลามมากอาจทำให้รากฟันอักเสบและเป็นหนอง เงือกบวม หรือแก้มบวมได้ ซึ่งระยะนี้ไม่สามารถอุดฟันด้วยวิธีปกติทั่วไปได้  ต้องรักษาครองรากฟัน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลารักษานาน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย บางครั้งอาจต้องสูยเสียฟัน เนื่องจากผุลุกลามมาก ไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้  ซึ่งจะมีผลกระทบด้านการบดเคี้ยวจะมีประสิทธิภาพลดลง และต้องใช้ฟันเทียม ซึ่งมีค้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น</p>
<p>การป้องกัน<br />
       โรคฟันผุ เป็นดรคที่ไม่สามารถรักษาและป้องกันได้โดยวิธีการกินยา เมื่อมีฟันผุก็ต้องรักษาด้วยการอุดฟัน หรือถอนฟันเท่านั้น  ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุเรามีวิธีปฏิบัติได้ด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ ดังนี้</p>
<p>     1. รักษาสุขภาพอนามัยช่องปากให้สะอาดด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน ควรแหรงฟันหลังรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง  หรือถ้าทำได้ไม่สะดวก ก็ใช้วิธีบ้วนน้ำแรง ๆ หลาย ๆ ครั้ง</p>
<p>     2. รับประทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์ต่อฟัน เช่น อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารที่ส่งเสริมให้ฟันผุได้ง่าย</p>
<p>     3. ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุก ๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง</p>
<p>     4. ใช้ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ และทำให้ฟันแข็งแรง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ร่วมกับการรับประทานยาน้ำ/ยาเม็ดฟลูออไรด์ (ในเด็ก) การอมน้ำยาฟลูออไรด์ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้</p>
<p>โดย ทพญ.โฉมไฉไล เอกจิตต์<br />
งานทันตกรรม   โรงพยาบาลศิริราช<br />
ได้รับข้อมูลจาก http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=99</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b8.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเคลือบฟัน</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Aug 2009 08:04:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[Sealant]]></category>
		<category><![CDATA[การเคลือบฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[การเคลือบแบบพลาสติกเรซิน]]></category>
		<category><![CDATA[การเคลือบแบบแก้วไอโอโนเมอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันกราม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันน้ำนม]]></category>
		<category><![CDATA[ร่องฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[เสียวฟัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</guid>
		<description><![CDATA[คัดลอก จากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2541 ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ] วิธีการป้องกันฟันผุที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดก็คือ การแปรงฟันให้สะอาด ปราศจากคราบอาหาร ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฟันผุดังคำที่ว่า รักฟันให้หมั่นแปรงนั่นเอง การแปรงฟันไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องรู้หลักการที่ถูกต้อง และฝึกความชำนาญจึงจะสามารถแปรงฟันได้สะอาดพอ การเกิดฟันผุมักจะเกิดขึ้นบริเวณผิวฟันที่ไม่เรียบ เช่นบริเวณที่เป็นหลุม หรือร่องฟัน เนื่องจากร่องฟันนี้มักจะแคบจนขนแปรงสีฟันไม่สามารถแทรกเข้าไปทำความสะอาดได้ ฉะนั้นเมื่อมีเศษอาหารตกค้างอยู่ก็จะทำให้ฟันซี่นั้นผุได้ เด็กในช่วงระหว่าง 3-7 ปี จะเป็นระยะที่ฟันน้ำนมขึ้นทั้ง 20 ซี่ และเริ่มมีฟันกรามถาวร ขึ้นมาในช่องปากแล้ว แต่เป็นช่วงอายุที่เด็กยังไม่สามารถใช้มือทำอะไรได้คล่องแคล่ว จึงมักจะแปรงฟันได้ไม่สะอาดพอ อีกทั้งฟันน้ำนมหรือฟันถาวรที่เพิ่งขึ้น นั้นมักจะมีหลุม หรือร่องฟันค่อนข้างลึก จึงเกิดฟันผุได้ง่าย จนทำให้ต้องสูญเสียฟันนั้นไปก่อนเวลา อันสมควร ฉะนั้นเพื่อช่วยป้องกันฟันผุ ทันตแพทย์จึงใช้วิธีการเคลือบฟันที่เรียกว่า ซีลแลนท์ (Sealant) ซึ่งมักจะทำบนด้านบดเคี้ยวของฟันกราม ทั้งฟันน้ำนมและฟันกรามถาวร สารซีลแลนท์มีลักษณะเป็นของเหลว เมื่อนำมาทาเคลือบฟันแล้วจะแข็งตัวได้เอง โดยขบวนการทางเคมี หรืออาจเป็นชนิดที่แข็งตัวโดยการถูกฉายแสงสีฟ้า ในปัจจุบันสารเคลือบฟันนี้มีใช้อยู่ 2 ชนิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คัดลอก จากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2541<br />
ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]</p>
<p>วิธีการป้องกันฟันผุที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดก็คือ การแปรงฟันให้สะอาด ปราศจากคราบอาหาร ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฟันผุดังคำที่ว่า รักฟันให้หมั่นแปรงนั่นเอง</p>
<p>การแปรงฟันไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องรู้หลักการที่ถูกต้อง และฝึกความชำนาญจึงจะสามารถแปรงฟันได้สะอาดพอ</p>
<p>การเกิดฟันผุมักจะเกิดขึ้นบริเวณผิวฟันที่ไม่เรียบ เช่นบริเวณที่เป็นหลุม หรือร่องฟัน เนื่องจากร่องฟันนี้มักจะแคบจนขนแปรงสีฟันไม่สามารถแทรกเข้าไปทำความสะอาดได้ ฉะนั้นเมื่อมีเศษอาหารตกค้างอยู่ก็จะทำให้ฟันซี่นั้นผุได้</p>
<p>เด็กในช่วงระหว่าง 3-7 ปี จะเป็นระยะที่ฟันน้ำนมขึ้นทั้ง 20 ซี่ และเริ่มมีฟันกรามถาวร ขึ้นมาในช่องปากแล้ว แต่เป็นช่วงอายุที่เด็กยังไม่สามารถใช้มือทำอะไรได้คล่องแคล่ว จึงมักจะแปรงฟันได้ไม่สะอาดพอ อีกทั้งฟันน้ำนมหรือฟันถาวรที่เพิ่งขึ้น นั้นมักจะมีหลุม หรือร่องฟันค่อนข้างลึก จึงเกิดฟันผุได้ง่าย จนทำให้ต้องสูญเสียฟันนั้นไปก่อนเวลา อันสมควร ฉะนั้นเพื่อช่วยป้องกันฟันผุ ทันตแพทย์จึงใช้วิธีการเคลือบฟันที่เรียกว่า ซีลแลนท์ (Sealant) ซึ่งมักจะทำบนด้านบดเคี้ยวของฟันกราม ทั้งฟันน้ำนมและฟันกรามถาวร </p>
<p>สารซีลแลนท์มีลักษณะเป็นของเหลว เมื่อนำมาทาเคลือบฟันแล้วจะแข็งตัวได้เอง โดยขบวนการทางเคมี หรืออาจเป็นชนิดที่แข็งตัวโดยการถูกฉายแสงสีฟ้า ในปัจจุบันสารเคลือบฟันนี้มีใช้อยู่ 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดพลาสติกเรซิน และชนิดแก้วไอโอโนเมอร์ มีให้เลือกใช้ตามความพอใจของทันตแพทย์แต่ละคน คือมีทั้งชนิดสีขาวขุ่น และชนิดใส ซึ่งชนิดมีสีขาวขุ่น จะทึบแสงแลดูไม่ค่อยสวย และจะบังไม่ให้เห็นรอยผุใต้สารซีลแลนท์ที่อาจเกิดได้หลังจากใช้งานไประยะหนึ่ง ส่วนชนิดใส จะแลดูสวยงามกว่า แต่จะมองเห็นขอบเขตไม่ชัดเจน ยากที่จะตรวจสอบ หากทามากหรือหนาเกินไป</p>
<p>ก่อนทำการเคลือบฟัน ทันตแพทย์จะตรวจให้แน่ใจว่าฟันซี่นั้นไม่ผุอยู่ก่อนแล้ว จึงขัดฟันให้สะอาดด้วยผงขัดฟัน หลังจากล้างแล้วเป่าให้แห้ง แล้วจึงทากรด สำหรับกัดผิวฟัน ทิ้งไว้สักครู่ล้างออก จากนั้นใช้พู่กันทาสารซีลแลนท์ตรงบริเวณที่ต้องการ ให้วัสดุแข็งตัว ติดแน่นกับผิวฟัน</p>
<p>สารเคลือบหลุมและร่องฟันนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี แต่อาจสึกกร่อนหรือหลุด ออกไปก่อนเนื่องจากการเคี้ยว จึงควรให้ทันตแพทย์ตรวจเป็นระยะอย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุก 6 เดือน ถ้าพบว่าชำรุดไปก็สามารถทำใหม่ได้ หรือถ้าเกิดฟันผุขึ้นก็ต้องอุดฟัน ด้วยวัสดุอุดฟัน ที่เหมาะสมต่อไป</p>
<p>อย่างไรก็ตามการเคลือบฟันนี้ ก็ยังไม่สามารถป้องกันฟันผุได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จำเป็นที่เราจะต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี รับประทานอาหารที่ช่วยในการทำความสะอาดฟัน เช่น ฝรั่ง หรือสับปะรด เป็นต้น เพื่อให้ปลอดจากโรคฟันผุได้นอกจากการเคลือบฟันเพื่อป้องกันฟันผุแล้ว การเคลือบฟันยังช่วยในการป้องกันอาการเสียวฟันได้อีกด้วย</p>
<p>การแปรงฟันที่ผิดวิธี เช่น การใช้แปรงสีฟันทีแข็ง หรือแปรงฟันแรงเกินไป การแปรงไปมาตามแนวขอบเหงือก ก็จะทำให้เหงือกร่น ฟันสึกบริเวณใกล้ขอบเหงือก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดอาการเสียวฟันขึ้นมาได้ เนื่องจากโดยปกติผิวฟันชั้นนอกจะปิดทับเนื้อฟันชั้นเดนทีนเอาไว้ เมื่อหายไปเนื้อฟันซึ่งไวต่อความรู้สึกจะถูกเปิดออก เมื่อสัมผัสกับน้ำลาย อาหารเปรี้ยว หรือหวานจัดก็เกิดเสียวฟันขึ้นมาได้ โดยปกติทันตแพทย์จะแนะนำให้ลดอาการเสียวฟันโดยการใช้ยาสีฟันเฉพาะที่มี ตัวยาลดการเสียวฟัน โดยต้องแปรงฟันให้สะอาดเพื่อตัวยาจะได้สัมผัสกับฟัน และออกฤทธิได้เต็มที่ ซึ่งต้องใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์</p>
<p>ถ้าฟันที่มีอาการเสียวนั้นมีการสึกเป็นร่องลึกด้วย ก็จะต้องอุดฟันบริเวณนั้นเสียก่อน แต่ในบางครั้งผู้ป่วยมีอาการเสียวฟันมากทันตแพทย์จำเป็นต้องบรรเทาอาการให้ก่อน โดยทายาเคลือบฟันให้ ยาเคลือบฟันนี้มีส่วนผสมของสารคลอเฮกซิดีน และสารอื่น นอกจากจะช่วยลดการเสียวฟันได้แล้วยังมีฤทธิในการยับยั้งการเจริญของเชื้อในช่องปาก ป้องกันการเกิดคราบอาหารเกาะติดฟันได้อีกด้วย</p>
<p>วิธีการเคลือบฟันในกรณีนี้ทำได้ง่าย โดยทันตแพทย์จะทายาที่ผิวฟัน ที่ได้ขัดทำความสะอาด ดีแล้ว หลังจากนั้นปล่อยให้แห้ง ประมาณ 15-30 วินาที แต่การทาเคลือบเพื่อลดอาการ เสียวฟันนี้จะได้ผลในระยะไม่นานนักเนื่องจากหลุดง่าย จำเป็นต้องทำซ้ำในกรณีที่ยังไม่ดีขึ้น จึงควรแก้ปัญหาด้วยการดูแลสุขภาพฟันให้ถูกต้องโดยการแปรงฟันให้สะอาด ถูกวิธี และใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เป็นประจำก็จะช่วยให้เรามีฟันและเหงือกที่แข็งแรง ไม่มีการเสียวฟัน และห่างไกลจากโรคฟันผุได้แน่นอน </p>
<p>ทญ.ฉวีวรรณ ภักดีธนากุล </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

