โรคฟันผุ

Thursday, October 15th, 2009

การเกิดโรคฟันผุ มาจากปัจจัย 4 ประการ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ แผ่นคราบจุลินทรีย์ อาหารประเภทแป้งน้ำตาล ตัวฟัน และเวลา โดยแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติในช่องปากจะทำปฏิกิริยากับคราบ (Plaque) ที่ติดค้างอยู่ตามซอกฟัน และผิวเคลือบฟัน ซึ่งเราขจัดออกไปได้ไม่หมด เกิดเป็นกรดขึ้น ซึ่งกรดสามารถทำลายผิวเคลือบฟัน ก่อให้เกิดโรคฟันผุขึ้นได้หาก pH ในปากมีค่าต่ำกว่า 5.5 บ่อย ๆ และเป็นเวลานาน

อาการ
การผุของฟัน จะเริ่มขึ้นที่ชั้นผิวเคลือบฟันก่อน โดยจะเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ หรือเป็นเส้นดำตามร่องฟันด้านบดเคี้ยว หรือเนื้อฟันมีสีขาวขุ่นผิดปกติ ระยะนี้มักไม่พบอาการเสียวฟันหรือปวดฟันแต่อย่างใด ซึ่งการทำความสะอาดฟันที่ดี สามารถชลอการลุกลามของโรคฟันผุได้ แต่หากเราปล่อยไว้ไม่ดูแล ฟันผุลุกลามไปถึงขั้นเนื้อฟัน จะมีอาการเสียวฟันเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเมื่อกระทบของเย็น บางครั้งอาจมีอาการปวดได้ แต่หากเรายังปล่อยทิ้งไว้จนฟันผุลุกลามไปถึงขั้นโพรงประสาทฟัน ซึ่งมีเส้นเลือดและเส้นประสาท จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น อาจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี แม้ได้รับยาแก้ปวด บางครั้งก็อาจไม่ทุเลาอาการปวดได้ แลถ้าผุลุกลามมากอาจทำให้รากฟันอักเสบและเป็นหนอง เงือกบวม หรือแก้มบวมได้ ซึ่งระยะนี้ไม่สามารถอุดฟันด้วยวิธีปกติทั่วไปได้ ต้องรักษาครองรากฟัน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลารักษานาน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย บางครั้งอาจต้องสูยเสียฟัน เนื่องจากผุลุกลามมาก ไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบด้านการบดเคี้ยวจะมีประสิทธิภาพลดลง และต้องใช้ฟันเทียม ซึ่งมีค้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

การป้องกัน
โรคฟันผุ เป็นดรคที่ไม่สามารถรักษาและป้องกันได้โดยวิธีการกินยา เมื่อมีฟันผุก็ต้องรักษาด้วยการอุดฟัน หรือถอนฟันเท่านั้น ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุเรามีวิธีปฏิบัติได้ด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ ดังนี้

1. รักษาสุขภาพอนามัยช่องปากให้สะอาดด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน ควรแหรงฟันหลังรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง หรือถ้าทำได้ไม่สะดวก ก็ใช้วิธีบ้วนน้ำแรง ๆ หลาย ๆ ครั้ง

2. รับประทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์ต่อฟัน เช่น อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารที่ส่งเสริมให้ฟันผุได้ง่าย

3. ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุก ๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง

4. ใช้ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ และทำให้ฟันแข็งแรง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ร่วมกับการรับประทานยาน้ำ/ยาเม็ดฟลูออไรด์ (ในเด็ก) การอมน้ำยาฟลูออไรด์ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

โดย ทพญ.โฉมไฉไล เอกจิตต์
งานทันตกรรม โรงพยาบาลศิริราช
ได้รับข้อมูลจาก http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=99

การเคลือบฟัน

Thursday, August 20th, 2009

คัดลอก จากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2541
ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

วิธีการป้องกันฟันผุที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดก็คือ การแปรงฟันให้สะอาด ปราศจากคราบอาหาร ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฟันผุดังคำที่ว่า รักฟันให้หมั่นแปรงนั่นเอง

การแปรงฟันไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องรู้หลักการที่ถูกต้อง และฝึกความชำนาญจึงจะสามารถแปรงฟันได้สะอาดพอ

การเกิดฟันผุมักจะเกิดขึ้นบริเวณผิวฟันที่ไม่เรียบ เช่นบริเวณที่เป็นหลุม หรือร่องฟัน เนื่องจากร่องฟันนี้มักจะแคบจนขนแปรงสีฟันไม่สามารถแทรกเข้าไปทำความสะอาดได้ ฉะนั้นเมื่อมีเศษอาหารตกค้างอยู่ก็จะทำให้ฟันซี่นั้นผุได้

เด็กในช่วงระหว่าง 3-7 ปี จะเป็นระยะที่ฟันน้ำนมขึ้นทั้ง 20 ซี่ และเริ่มมีฟันกรามถาวร ขึ้นมาในช่องปากแล้ว แต่เป็นช่วงอายุที่เด็กยังไม่สามารถใช้มือทำอะไรได้คล่องแคล่ว จึงมักจะแปรงฟันได้ไม่สะอาดพอ อีกทั้งฟันน้ำนมหรือฟันถาวรที่เพิ่งขึ้น นั้นมักจะมีหลุม หรือร่องฟันค่อนข้างลึก จึงเกิดฟันผุได้ง่าย จนทำให้ต้องสูญเสียฟันนั้นไปก่อนเวลา อันสมควร ฉะนั้นเพื่อช่วยป้องกันฟันผุ ทันตแพทย์จึงใช้วิธีการเคลือบฟันที่เรียกว่า ซีลแลนท์ (Sealant) ซึ่งมักจะทำบนด้านบดเคี้ยวของฟันกราม ทั้งฟันน้ำนมและฟันกรามถาวร

สารซีลแลนท์มีลักษณะเป็นของเหลว เมื่อนำมาทาเคลือบฟันแล้วจะแข็งตัวได้เอง โดยขบวนการทางเคมี หรืออาจเป็นชนิดที่แข็งตัวโดยการถูกฉายแสงสีฟ้า ในปัจจุบันสารเคลือบฟันนี้มีใช้อยู่ 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดพลาสติกเรซิน และชนิดแก้วไอโอโนเมอร์ มีให้เลือกใช้ตามความพอใจของทันตแพทย์แต่ละคน คือมีทั้งชนิดสีขาวขุ่น และชนิดใส ซึ่งชนิดมีสีขาวขุ่น จะทึบแสงแลดูไม่ค่อยสวย และจะบังไม่ให้เห็นรอยผุใต้สารซีลแลนท์ที่อาจเกิดได้หลังจากใช้งานไประยะหนึ่ง ส่วนชนิดใส จะแลดูสวยงามกว่า แต่จะมองเห็นขอบเขตไม่ชัดเจน ยากที่จะตรวจสอบ หากทามากหรือหนาเกินไป

ก่อนทำการเคลือบฟัน ทันตแพทย์จะตรวจให้แน่ใจว่าฟันซี่นั้นไม่ผุอยู่ก่อนแล้ว จึงขัดฟันให้สะอาดด้วยผงขัดฟัน หลังจากล้างแล้วเป่าให้แห้ง แล้วจึงทากรด สำหรับกัดผิวฟัน ทิ้งไว้สักครู่ล้างออก จากนั้นใช้พู่กันทาสารซีลแลนท์ตรงบริเวณที่ต้องการ ให้วัสดุแข็งตัว ติดแน่นกับผิวฟัน

สารเคลือบหลุมและร่องฟันนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี แต่อาจสึกกร่อนหรือหลุด ออกไปก่อนเนื่องจากการเคี้ยว จึงควรให้ทันตแพทย์ตรวจเป็นระยะอย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุก 6 เดือน ถ้าพบว่าชำรุดไปก็สามารถทำใหม่ได้ หรือถ้าเกิดฟันผุขึ้นก็ต้องอุดฟัน ด้วยวัสดุอุดฟัน ที่เหมาะสมต่อไป

อย่างไรก็ตามการเคลือบฟันนี้ ก็ยังไม่สามารถป้องกันฟันผุได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จำเป็นที่เราจะต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี รับประทานอาหารที่ช่วยในการทำความสะอาดฟัน เช่น ฝรั่ง หรือสับปะรด เป็นต้น เพื่อให้ปลอดจากโรคฟันผุได้นอกจากการเคลือบฟันเพื่อป้องกันฟันผุแล้ว การเคลือบฟันยังช่วยในการป้องกันอาการเสียวฟันได้อีกด้วย

การแปรงฟันที่ผิดวิธี เช่น การใช้แปรงสีฟันทีแข็ง หรือแปรงฟันแรงเกินไป การแปรงไปมาตามแนวขอบเหงือก ก็จะทำให้เหงือกร่น ฟันสึกบริเวณใกล้ขอบเหงือก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดอาการเสียวฟันขึ้นมาได้ เนื่องจากโดยปกติผิวฟันชั้นนอกจะปิดทับเนื้อฟันชั้นเดนทีนเอาไว้ เมื่อหายไปเนื้อฟันซึ่งไวต่อความรู้สึกจะถูกเปิดออก เมื่อสัมผัสกับน้ำลาย อาหารเปรี้ยว หรือหวานจัดก็เกิดเสียวฟันขึ้นมาได้ โดยปกติทันตแพทย์จะแนะนำให้ลดอาการเสียวฟันโดยการใช้ยาสีฟันเฉพาะที่มี ตัวยาลดการเสียวฟัน โดยต้องแปรงฟันให้สะอาดเพื่อตัวยาจะได้สัมผัสกับฟัน และออกฤทธิได้เต็มที่ ซึ่งต้องใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์

ถ้าฟันที่มีอาการเสียวนั้นมีการสึกเป็นร่องลึกด้วย ก็จะต้องอุดฟันบริเวณนั้นเสียก่อน แต่ในบางครั้งผู้ป่วยมีอาการเสียวฟันมากทันตแพทย์จำเป็นต้องบรรเทาอาการให้ก่อน โดยทายาเคลือบฟันให้ ยาเคลือบฟันนี้มีส่วนผสมของสารคลอเฮกซิดีน และสารอื่น นอกจากจะช่วยลดการเสียวฟันได้แล้วยังมีฤทธิในการยับยั้งการเจริญของเชื้อในช่องปาก ป้องกันการเกิดคราบอาหารเกาะติดฟันได้อีกด้วย

วิธีการเคลือบฟันในกรณีนี้ทำได้ง่าย โดยทันตแพทย์จะทายาที่ผิวฟัน ที่ได้ขัดทำความสะอาด ดีแล้ว หลังจากนั้นปล่อยให้แห้ง ประมาณ 15-30 วินาที แต่การทาเคลือบเพื่อลดอาการ เสียวฟันนี้จะได้ผลในระยะไม่นานนักเนื่องจากหลุดง่าย จำเป็นต้องทำซ้ำในกรณีที่ยังไม่ดีขึ้น จึงควรแก้ปัญหาด้วยการดูแลสุขภาพฟันให้ถูกต้องโดยการแปรงฟันให้สะอาด ถูกวิธี และใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เป็นประจำก็จะช่วยให้เรามีฟันและเหงือกที่แข็งแรง ไม่มีการเสียวฟัน และห่างไกลจากโรคฟันผุได้แน่นอน

ทญ.ฉวีวรรณ ภักดีธนากุล