เคี้ยวข้างเดียวนานๆ เป็นไรหรือไม่

Wednesday, March 23rd, 2011

การเคี้ยวข้างเดียวก็เป็นประเด็นหนึ่งที่โยงไปถึงการด้อยประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวและมีผลข้างเคียงหลายๆอย่าง …

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

การที่เรามีฟันครบอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ก็สามารถทำให้เราเคี้ยวอาหารได้ดีละเอียดขึ้น จะทานอะไรมันก็อร่อย ระบบบดเคี้ยวที่ดีต้องมีความสมดุล ซึ่งจะสัมพันธ์กันแค่ ฟัน ขากรรไกร และกล้ามเนื้อที่ขยับขับเคลื่อนขากรรไกร ถ้าอย่างหนึ่งอย่างใดผิดปกติ ระบบบดเคี้ยวก็เสียหายด้วย การเคี้ยวข้างเดียวก็เป็นประเด็นหนึ่งที่โยงไปถึงการด้อยประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวและมีผลข้างเคียงหลายๆอย่าง

ทำไมถึงเคี้ยวข้างเดียว
1. มีปัญหาที่ตัวฟันข้างนั้น เคี้ยวแล้วเศษอาหารติด,เคี้ยวแล้วเจ็บ จึงย้ายไปเคี้ยวอีกข้าง,ฟันผุที่ไม่ได้อุด,ฟันที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ,โยกคลอน,ฟันร้าว,ฟันแตก,ฟันเหลือแค่ราก ลักษณะอย่างนี้ที่ทำให้ฟันทำหน้าที่ไม่เต็มที่ คนใช้จึงโยกการเคี้ยวไปอีกข้าง

2. บริเวณข้างนั้นไม่มีฟัน หลังจากที่ถอนฟันไปแล้ว ทันตแพทย์มักแนะนำให้คนไข้ใส่ฟันเพื่อรักษาระบบการบดเคี้ยวให้เป็นไปเหมือนเดิม มีหลายท่านที่ถอนฟันแล้วไม่ใส่ก็ย้ายไปเคี้ยวฝั่งตรงข้ามที่มีฟันเต็มๆ

3. มีฟันครบแต่ประสิทธิภาพในการตัดอาหารของทั้งสองข้างไม่เท่ากัน เรามักจะไปเคี้ยวยังด้านที่บดอาหารได้ดีกว่า อาจเป็นเพราะยอดฟันสึกจากที่เคยอุดฟันหรือใส่ฟัน Procela..มานานๆ วัสดุอุดฟันอาจจะสึกแตก ความคมของยอดฟันสูญเสียไป ก็เคี้ยวไม่ถนัดเมื่อเทียบอีกข้าง

4. โดยนิสัยของแต่ละคนที่ถนัดเคี้ยวข้างเดียว

การเคี้ยวข้างเดียวมีผลอย่างไร?
1. เกิดความไม่สมดุลย์ต่อการบดเคี้ยว โดยปกติแล้วหัวต่อขากรรไกรจะมีทั้งซ้าย,ขวา ทำหน้าที่คล้ายบานพับ อ้าปากหุบปาก หากมีการเคี้ยวข้างเดียวนานๆ มีผลทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณหัวต่อขากรรไกรได้

2. การเคี้ยวข้างเดียว มีผลทำให้ฟันข้างนั้นทำงานหนักมากขึ้น โอกาสจะเสียหาย,ฟันสึก,แตกมีมากขึ้น

3. กล้ามเนื้อที่ใช้บดเคี้ยวด้านนั้นจะทำงานหนักมากขึ้น รูปขากรรไกรอาจดูไม่เท่ากัน กล้ามเนื้อด้านนั้นจะแข็งแรงและโตกว่าอีกข้าง
หากท่านเคี้ยวข้างเดียว จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ควรพบทันตแพทย์สาเหตุนั้นออก เพื่อให้ระบบบดเคี้ยวอยู่ในสภาพที่สมดุลย์ ลดการเสี่ยงต่อผลกระทบหรือสิ่งเสียหายที่มีต่อหัวต่อขากรรไกรและอวัยวะข้างเคียงได้ `

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551

สาเหตุการผุของฟันแท้ซี่แรก

Tuesday, November 17th, 2009

เนื่องจากผู้ปกครองเข้าใจคิดว่า ฟันซี่นี้เป็นฟันน้ำนม เพราะฟันแท้ซี่แรกนี้ ไม่ได้ขึ้นแทนที่ฟันน้ำนม แต่จะขึ้นต่อจากฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้าย จึงไม่ได้สนใจดูแล และนำเด็กไปรับการอุดฟันจากทันตแพทย์ ถึงแม้จะเห็นว่า ฟันของเด็กผุเป็นรูดำแล้วก็ตาม เพราะคิดว่า เป็นฟันน้ำนมถึงถูกถอนก็มีฟันแท้ ขึ้นมาแทนที่

ฟันน้ำนมผุอยู่ก่อนเป็นเหตุให้ฟันแท้ซี่แรกผุตามไปด้วย
ลักษณะบนด้านบดเคี้ยวของฟันซี่นี้มีร่องลึกทำให้เศษอาหารไปติดหมักหมม เกิดกรดทำลายเนื้อฟันได้ง่าย และด้านข้างที่ติดกระพุ้งแก้มก็มักจะผุ เนื่องจาก เศษอาหารเข้าไปติด ถึงแม้เด็กแปรงฟันบ้วนปากเองก็มักไม่ออก ต้องอาศัย ผู้ปกครองช่วยแปรงฟันให้เศษอาหารจึงออกมา เพราะตรงตำแหน่งนั้น กระพุ้งแก้มหนีบชิดกับฟันมาก

ในขณะเด็กอายุ 5-6 ปี เป็นระยะที่เด็กไปโรงเรียนเป็นวัยที่ชอบกินจุบกินจิบ โดยเฉพาะขนมหวาน ๆ เช่น ท๊อฟฟี่ ลูกกวาด ช็อคโกแลต น้ำหวาน ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดกรดทำลายฟันให้ผุ ซึ่งบางโรงเรียนจะเป็นแหล่งขายเสียเอง หรือมิฉะนั้น จะมีพ่อค้าหัวใสมาตั้งร้านขายขนมอยู่หน้าโรงเรียน เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเจ้าของโรงเรียนบางโรงเรียน ครูบางคนขาดความรู้ และไม่เห็นความสำคัญ ในเรื่องนี้ ซึ่งผู้เขียนคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ทั้งผู้ปกครอง เจ้าของโรงเรียน ตลอดจนครูต้องหันมาร่วมมือกัน เพื่อให้บุตรหลาน และนักเรียนของท่าน ไม่เป็นโรคฟันผุ และถูกถอนฟันซี่ที่สำคัญมากซี่นี้ไป โดยทุกคนต้องช่วยกระตุ้นให้เด็ก ดูแลความสะอาดในช่องปาก เลือกรับอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหาร ที่ทำลายฟัน ครูควรแนะนำให้เด็กแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนจะช่วยลด การเกิดฟันผุได้มาก มีหลายโรงเรียนที่เด็กแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน หลังจากเด็กปฏิบัติตัวเช่นนี้เป็นประจำ ครูได้บอกกับผู้เขียนเองว่าเด็กฟันสะอาดขึ้น โรคฟันผุน้อยลงและมีผลกระทบให้เด็กเป็นไข้หวัดน้อยลงด้วย

ฟันซี่นี้ขึ้นก่อนฟันแท้ซี่อื่น ๆ จึงทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารหนักที่สุด ประกอบกับ ตำแหน่งที่ขึ้นอยู่ติดโคนสุดของกระพุ้งแก้มยากต่อการที่เด็กจะทำความสะอาด เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป เศษอาหารจะติดหมักหมมอยู่ตรงนั้น ทำให้ฟันผุมากยิ่งขึ้น

เด็กขาดความรู้ในการดูแลรักษาความสะอาดในช่องปาก การเลือกรับประทานอาหารที่บำรุงฟัน และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายฟัน

ฟันคุดเจ้าปัญหา

Tuesday, August 11th, 2009

ที่มา ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
คัดลอก จากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ]
ฟันคุด คือ อะไร

คำว่า “คุด” เป็นคำกริยา มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า งอก งอ อยู่ในกระดูกไม่โผล่ออกมาตามปกติ เช่น หนวดคุด รากคุด

โดยธรรมชาติ ขากรรไกรจะมีขนาดพอเหมาะสำหรับฟัน 28 ซี่ แต่คนเรามีการสร้างฟันทั้งสิ้นจำนวน 32 ซี่ ฟันบางซี่จึงขึ้นไม่ได้ จะคุดอยู่ในกระดูก เป็นบางส่วน หรืออยู่ใต้กระดูกทั้งซี่ อาจอยู่ในลักษณะตั้งตรง เอียง หรือนอนในแนวระนาบ และมักจะอยู่ชิดกับฟันข้างเคียงเสมอ พบว่าบางซี่ อาจจะมีเหงือกปกคลุมอยู่บางส่วน และมีบางส่วนของฟันโผล่พ้นเหงือกขึ้นมา หรืออาจจะมีเหงือกคลุมฟันอยู่ทั้งซี่ โดยมองไม่เห็นฟันเลยก็มี

ฟันกรามซี่สุดท้ายมักขึ้นไม่ได้ เกิดเป็นฟันคุด

ฟันที่พบว่าเป็นฟันคุดบ่อยที่สุด คือ ฟันกรามซี่สุดท้าย ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ฟันวิสดอม
โดยปกติ ฟันกรามซี่นี้จะงอกขึ้นมาในช่องปากเป็นซี่สุดท้าย ในช่วง อายุก่อน 20 ปีและจะอยู่ในสุดของขากรรไกร มักจะขึ้นเอียง ๆ และโผล่พ้นเหงือกบางส่วน ซึ่งพบว่า 9 คนใน 10 คน จะมีฟันอย่างน้อย 1 ซี่ อยู่ใต้เหงือก และมีอาการผิดปกติ ซึ่งได้แก่ อาการปวดบวม มีการติดเชื้อของเหงือกและฟัน ตลอดจนอาจจะทำให้มีอาการปวดศรีษะ หรือปวดหูโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้ ฟันกรามน้อย และฟันเขี้ยว ก็อาจจะคุดได้เช่นกัน แต่มักจะคุดแบบฝังตัวอยู่ใต้กระดูกทั้งซี่ กรณีที่ว่านี้จะเรียกเฉพาะไปอีกว่า ฟันฝัง ฟันคุดทำให้เกิดปัญหาได้หลายประการ จึงควรถอนออก

การถอนฟันคุดมีวัตถุประสงค์หลายประการ ได้แก่

เพื่อป้องกันการอักเสบของเหงือกที่ปกคลุมฟัน เพราะจะมีเศษ อาหารเข้าไปติดอยู่ใต้เหงือก แล้วไม่สามารถทำความสะอาดได้ เชื้อแบคทีเรียที่มาสะสมอยู่จะทำให้เหงือกอักเสบ ปวดและเป็นหนอง ถ้าทิ้งไว้การอักเสบจะลุกลามไปใต้คาง หรือใต้ลิ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ง่าย นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเลยที่ต้องเข้านอนโรงพยาบาล เพื่อรักษาการติดเชื้อจากฟันคุดนี้
เพื่อป้องกันฟันข้างเคียงผุ ซอกฟันระหว่างฟันคุดกับฟันกรามซี่ ที่สองที่อยู่ชิดกันนั้น ทำความสะอาดได้ยาก เพราะเป็นซอกหลืบ เล็กและแคบ เศษอาหารจะติดค้างอยู่ทำให้เกิดฟันผุได้ทั้งสองซี่
เพื่อป้องกันการละลายตัวของกระดูก แรงดันจากฟันคุดที่ พยายามดันขึ้นมา จะทำให้กระดูกรอบรากฟัน หรือรากฟันข้างเคียงถูกทำลายไป
เพื่อป้องกันการเกิดถุงน้ำหรือเนื้องอก ฟันคุดที่ทิ้งไว้นานไปจะ ก่อปัญหา อาจเกิดเป็นถุงน้ำ แล้วโตขึ้นโดยไม่แสดงอาการเลย จนในที่สุดเกิดเป็นเนื้องอกทำลายฟันซี่ข้างเคียง และกระดูกรอบ ๆ บริเวณนั้น
เพื่อป้องกันกระดูกขากรรไกรหัก เนื่องด้วยการมีฟันคุดฝังอยู่ จะทำให้กระดูกบริเวณนั้นบางกว่าที่อื่น เกิดเป็นจุดอ่อน เมื่อเวลาได้รับอุบัติเหตุ หรือกระทบกระแทก กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นจะหักได้ง่าย
วัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่น ในการจัดฟัน ต้องถอนฟันกรามซี่ที่ สาม ออกเสียก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนฟันซี่อื่น ๆ

ควรถอนฟันคุดก่อนอายุ 25 ปี

พบว่าฟันคุดส่วนใหญ่ทำให้เกิดปัญหาได้ 3 ใน 4 ของฟันกรามซี่สุดท้ายที่โผล่บางส่วนขึ้นมาในช่องปาก จะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ฉะนั้นจึงควรถอนออกเสีย ช่วงอายุที่เหมาะสมคือ ก่อนอายุ 25 ปี เนื่องจากมีผู้ทำการศึกษาในต่างประเทศ โดยศึกษาผู้ป่วยจำนวน 9,500 คน มีอายุตั้งแต่ 12-83 ปี มีฟันคุดจำนวน 16,000 ซี่ พบว่า คนอายุ 24 ปี ขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนมากกว่าคนอายุน้อยกว่านี้ ถึง 4 เท่า เพราะคนอายุน้อย แผลถอนฟันจะหายได้เร็วกว่า และฟันคุดนั้นก็เจริญไม่เต็มที่ การถอนก็จะทำได้ง่ายกว่า

การถอนฟันคุดไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

คนส่วนใหญ่กลัวการถอนฟันอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อต้องถอนฟันคุด ซึ่งจำเป็นต้องเปิดเหงือก ให้เห็นฟันที่คุดอยู่ได้มากที่สุด และบางครั้งก็จำเป็นต้องกรอเอากระดูกที่อยู่เหนือฟันซี่นั้นออก เพื่อให้เอาฟันคุดออกได้ จากนั้นก็ทำความสะอาดแผล แล้วเย็บแผลไว้ด้วยเส้นไหมชนิดไม่ละลายเอง จึงต้องมาให้ทันตแพทย์ตัดเอาไหมออกหลังจากนั้น ประมาณ 7-10 วัน

ในการผ่าตัดทันตแพทย์จะใช้ยาชาฉีดเฉพาะที่ เพื่อไม่ให้มีความเจ็บปวด ขณะทำการผ่าตัด ส่วนใหญ่จะไม่ต้องใช้ยาสลบ จึงไม่จำเป็นต้องนอนพักหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติในวันเดียว

การถอนฟันคุดนี้ใช้เวลาไม่นาน

โดยปกติการถอนฟันคุดซี่หนึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับ

ความเอียง และตำแหน่งของฟันคุดซี่นั้น
ถ้าฟันเอียงและอยู่ลึกลงไปใต้กระดูกมากการเอาฟันนั้นออกจะยากขึ้น
ลักษณะรากฟัน รากฟันที่โค้ง หรือ งอจะเป็นปัญหาในการถอนฟัน
สภาพฟันคุดนั้น ถ้าปล่อยให้ฟันนั้นผุด้วย อาจจะเอาออกยากขึ้น เพราะฟันจะเปราะ
กระดูกรอบ ๆ รากฟัน ที่มีความหนาแน่นมาก จะเอาฟันออกได้ยาก
ลักษณะของฟันข้างเคียง ฟันข้างเคียงอาจจะบังฟันคุด เข้าไปถึงได้ยาก
การยึดแน่นของฟันกับกระดูก บางครั้งรากฟันคุดเกิดเชื่อมเข้ากับกระดูกขากรรไกร จะเอาฟันคุดออกได้ยากขึ้น

อันตรายจากการถอนฟันคุดอาจพบได้บ้าง

ระหว่างผ่าตัด อาจจะทำให้เลือดออกมาก หรือเกิดอันตรายต่อเส้นประสาทฟัน และฟันข้างเคียง
หลังการผ่าตัด อาจจะมีเลือดออกมา เกิดการติดเชื้อ หรือกระดูกเบ้าฟันที่ถอนอักเสบ ผู้ป่วยอาจจะอ้าปากไม่ขึ้น หรืออ้าปากได้น้อยกว่าปกติ
ทั้งนี้โอกาสที่จะเกิดอันตรายนั้นมีน้อยมาก ทันตแพทย์จะต้องใช้ความรู้ความสามารถในการป้องกัน และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ ผู้ป่วยก็ต้องปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัด ตามที่ทันตแพทย์แนะนำโดยเคร่งครัด

การป้องกันอันตรายจากการถอนฟันคุด

การให้ทันตแพทย์ตรวจเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ร่วมกับการเอกซเรย์ฟันกรามซี่ที่สาม จะบอกได้ว่ามีที่พอจะขึ้นหรือไม่ ถ้าเป็นฟันคุดก็จำเป็นต้องถอนออก มิฉะนั้นอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมากมาย ตามที่กล่าวมาแล้ว

ทญ.ฉวีวรรณ ภักดีธนากุล

ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

หลายคำถามกับยาสีฟัน

Friday, February 6th, 2009

ยาสีฟัน (Dentifrices) ทพญ. สาครรัตน์ คงขุนเทียน
ยาสีฟัน คือ สารที่ช่วยในการทำความสะอาดฟัน ใช้ร่วมกับการแปรงฟัน หากแปรงฟันโดยไม่ใช้ยาสีฟัน อาจทำให้ขาดความรู้สึกสดชื่นหลังการแปรงฟัน
วัตถุประสงค์ของการใช้ยาสีฟัน คือ ช่วยให้การทำความสะอาดฟันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยช่วยในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ เศษอาหาร และคราบสะสมต่าง ๆ บนตัวฟัน รวมทั้งบนลิ้นและเหงือกด้วย นอกจากนั้นยังสามารถป้องกันฟันผุ เหงือกอักเสบ ลดอาการเสียวฟัน หรือขัดคราบบุหรี่ ช่วยให้ฟันขาวได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับส่วนประกอบพิเศษที่เพิ่มเติมเข้าไปในในยาสีฟัน
องค์ประกอบหลักของยาสีฟัน ได้แก่
1. ผงขัด (abrasives) เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่ช่วยในการขัดผิวฟัน โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวฟัน แต่ทำให้เกิดพื้นผิวที่เรียบ ซึ่งจะช่วยทำให้การเกิดคราบสะสมบนตัวฟันช้าลง ปัจจัยที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับผงขัด ได้แก่ ความแข็งของผงขัด ขนาดของอนุภาค และรูปร่างของอนุภาค
2. สารที่ทำให้เกิดฟอง (detergents) เป็นสารที่ช่วยแรงตึงผิว สามารถแทรกซึมและทำให้สิ่งที่
3. เกาะบนผิวฟันหลุดลอกออก ง่ายต่อการกำจัดด้วยแปรงสีฟัน ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ทำปฏิกิริยาได้แม้ในสภาพที่เป็นกรดหรือด่าง และมีความคงตัว
4. สารที่ทำให้เกิดการรวมตัว (binder หรือ thickeners) เป็นสารที่ป้องกันการแยกตัวขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เป็นของแข็งออกจากของเหลว ในช่วงที่เก็บรักษา ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย มีความคงตัวและเข้ากันกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในยาสีฟันได้
5. สารรักษาความชื้น (humectant) เป็นสารที่ช่วยรักษาความอ่อนนุ่มของยาสีฟัน ป้องกันการแข็งตัวขณะที่สัมผัสอากาศ ช่วยในการคงตัวของยาสีฟัน ไม่มีพิษต่อร่างกาย
6. สารกันบูด (preservation) เป็นสารที่ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์
7. สารแต่งสี (coloring agents) เป็นสีที่เติมเข้าไปในยาสีฟัน ทำให้มีความน่าใช้ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดการติดสีบนตัวฟันและเนื้อเยื่อในช่องปาก และไม่ทำให้วัสดุบูรณะเปลี่ยนสีไป สารที่ใช้ ได้แก่ สีที่ได้จากพืช
8. สารแต่งกลิ่น (flavoring agents) เป็นสารที่ทำให้ยาสีฟันมีกลิ่นหอม เพิ่มความน่าใช้ และกลบกลิ่นของสารอื่นที่ไม่พึงประสงค์ในยาสีฟัน ไม่ควรมีกลิ่นเปลี่ยนไปในระหว่างขั้นตอนการผลิตและในขณะเก็บ รวมทั้งควรเข้ากันกับองค์ประกอบอื่น ๆ ของยาสีฟันได้
9. สารให้ความหวาน (sweeteners) เป็นสารที่ให้ยาสีฟันมีรสหวาน เพื่อให้ผู้ใช้พึงพอใจ ยาสีฟันส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟันสำหรับเด็กหรือผู้ใหญ่ จะถูกปรุงแต่งให้มีรสหวานแต่ไม่ก่อให้เกิดฟันผุ เนื่องจากสารที่ให้ความหวานที่ผสมลงไป มักเป็นสารสังเคราะห์ หรือสารที่ได้จากธรรมชาติที่ไม่ทำให้เกิดฟันผุ เช่น ซอร์บิทอล (sorbitol) กลีเซอรอล (glycerol) และไซลิทอล (xylitol) เป็นต้น

ปัจจุบันนี้แบ่งยาสีฟันออกเป็นหลายประเภท ตามวัตถุประสงค์ของการใช้ ได้แก่
1. ยาสีฟันสำหรับป้องกันฟันผุ ยาสีฟันประเภทนี้มีส่วนผสมที่สำคัญ คือ ฟลูออไรด์ ความเข้มข้นของฟลูออไรด์ที่สามารถยับยั้งฟันผุได้ดี คือ 1000 ส่วนในล้านส่วน (1000 ppm)
2. ยาสีฟันที่ลดการสะสมคราบจุลินทรีย์และลดการอักเสบของเหงือก ยาสีฟันชนิดนี้มักมีสารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพผสมอยู่ ได้แก่ สารสกัดจากพืชสมุนไพรหรือน้ำมันระเหยได้จากพืช (essential oil) และ ไตรโคลซาน (triclosan) เป็นต้น
3. ยาสีฟันที่ใช้ลดอาการเสียวฟัน ส่วนผสมที่สำคัญในยาสีฟันประเภทนี้ ได้แก่ โปแทสเซียม (potassium) สตรอนเทียม (strontium) และ ฟลูออไรด์ เป็นต้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟัน เนื่องจากผู้ที่มีอาการเสียวฟันมักจะละเว้นการแปรงฟันในบริเวณที่เสียวฟัน อันจะนำไปสู่การสะสมคราบจุลินทรีย์ และก่อให้เกิดโรคต่อไป
4. ยาสีฟันที่ช่วยยับยั้งการเกิดหินน้ำลายหรือหินปูน เป็นยาสีฟันที่มีสารที่ช่วยลดการสร้างผลึกแคลเซียมฟอสเฟตในคราบจุลินทรีย์ เช่น เกลือไพโรฟอสเฟต (pyrophosphate salt) เกลือของซิงค์ (zinc salt) เช่น ซิงค์คลอไรด์ (zinc chloride) หรือ ซิงค์ไนเตรท(zinc citrate) เป็นต้น
5. ยาสีฟันที่ช่วยให้ฟันขาว เป็นยาสีฟันที่ผสมสารที่ฟอกสีหรือขจัดคราบสีบนตัวฟันได้ เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) และ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (hydrogenperoxide) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสารพวกซิลิกา (silica) และเซอร์โคเนียม (zirconium) ซึ่งเป็นผงขัดที่หยาบช่วยขัดฟันได้ รวมทั้งสารพวกโพลีไวนิลไพโรลิโดน (polyvinyl pyrrolidone) หรือ พีวีพี คอมเพล็กซ์ (PVP complex) ที่ทำให้คราบต่าง ๆ เช่น คราบบุหรี่ ที่ติดบนตัวฟันละลายน้ำได้ดีขึ้น ทำให้ถูกกำจัดออกได้ง่าย
6. ยาสีฟันสมุนไพร เป็นยาสีฟันที่มีองค์ประกอบเป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาติ มักออกฤทธิ์ในการยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากได้ จึงลดอาการเหงือกอักเสบลงได้
ยาสีฟันที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด มีหลายรูปแบบ ได้แก่
1. ยาสีฟันชนิดผง ยาสีฟันแบบนี้มีขนาดของผงขัดที่ค่อนข้างหยาบ หากใช้ร่วมกับการแปรงฟันที่ผิดวิธี เช่น การแปรงแบบถูไปมาในแนวนอน อาจทำให้คอฟันสึกได้
2. ยาสีฟันชนิดครีม เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด มีขนาดของผงขัดที่พอดี สามารถขจัดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟันได้โดยไม่ก่อให้เกิดการสึกของเคลือบฟัน
3. ยาสีฟันชนิดเจล ยาสีฟันแบบนี้มีขนาดของผงขัดที่ละเอียดกว่าแบบครีม เหมาะกับผู้ที่มีภาวะเสียวฟัน
เรื่องน่ารู้จากโฆษณา
• ยาสีฟันช่วยลดอาการเสียวฟันได้ภายใน 7 วันจริงหรือ
คำตอบก็คือ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ยาสีฟันที่มีโปแทสเซียมเป็นส่วนผสมจะลดอาการเสียวได้ใน 7 วัน ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกที่ทำให้รู้สึกเสียวฟัน ว่าเกิดจากการที่ท่อของเนื้อฟันหรือรากฟันเปิดออกสู่สิ่งแวดล้อม (เช่น ภาวะที่มีเหงือกร่น รากฟันโผล่) เมื่อมีสิ่งเร้า เช่น ความร้อน ความเย็น หรือ การสัมผัส มากระตุ้น จะทำให้เกิดการเคลื่อนของของเหลวที่อยู่ในท่อเนื้อฟัน ซึ่งจะไปกระตุ้นประสาทรับสัมผัสในตัวฟันอีกที และเกิดการส่งกระแสประสาทไปยังสมองทำให้รู้สึกเสียวฟัน การใช้ยาสีฟันชนิดนี้สามารถลดอาการเสียวฟันลงได้ โดยโปแทสเซียมซึ่งเป็นสารที่มีประจุเป็นบวกจะทำให้การส่งกระแสประสาทลดลง ทำให้อาการเสียวลดลงตั้งแต่เริ่มใช้แต่ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกได้อย่างชัดเจนภายในเวลาประมาณ 7 วัน และอาการเสียวจะลดลงเกือบทั้งหมดหลังจากใช้เป็นประจำต่อเนื่องถึงสัปดาห์ที่ 4
• มียาสีฟันที่ช่วยระงับกลิ่นปากได้ตลอดคืนจริงหรือ ทำได้อย่างไร
เมื่อคนเราตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า มักรู้สึกว่ามีกลิ่นปาก ทั้ง ๆ ที่ก่อนนอนได้แปรงฟัน ทำความสะอาดฟันเป็นอย่างดีแล้ว สาเหตุที่มีกลิ่นปากนั้นเนื่องจากในช่องปากของมนุษย์มีแบคทีเรียเจริญอยู่ได้เป็นปกติ เรียกได้ว่าเป็นเชื้อประจำถิ่นในช่องปากนั่นเอง พบได้บนผิวฟัน รากฟัน ในร่องเหงือก บนวัสดุบูรณะฟัน ฟันปลอม เนื้อเยื่อในช่องปาก และลิ้น ดังนั้นแม้ว่าก่อนนอนได้แปรงฟันไปแล้ว แต่แบคทีเรียจะยังคงมีอยู่ในช่องปาก อาจอยู่ในคราบจุลินทรีย์ที่ตกค้างตามซอกฟันที่ทำความสะอาดไม่หมด หรือบนเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในช่องปาก รวมทั้งน้ำลาย ในขณะที่เรานอนหลับนั้น แบคทีเรียมิได้นอนหลับไปด้วย แต่จะเจริญเติบโตต่อไปและทำให้มีกลิ่นปาก โดยเฉพาะแบคทีเรียที่สามารถก่อให้เกิดก๊าซที่มีองค์ประกอบเป็นซัลเฟอร์ (กำมะถัน)ที่ระเหยได้ (volatile sulfur compounds) ดังนั้นยาสีฟันที่มีสารที่สามารถยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มดังกล่าวได้จะสามารถลดกลิ่นที่เกิดขึ้นหลังตื่นนอนได้ แต่การใช้ยาสีฟันชนิดนี้เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น หากผู้ป่วยมีสภาวะในช่องปากที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดกลิ่นปาก เช่น มีคราบจุลินทรีย์และหินน้ำลายมาก มีวัสดุบูรณะที่ไม่ดี หรือมีแหล่งสะสมแบคทีเรียในช่องปากที่ไม่ได้รับการแก้ไข เป็นต้น ก็จะไม่สามารถกำจัดกลิ่นปากได้อย่างถาวร
• ยาสีฟันป้องกันเกิดหินน้ำลายหรือหินปูนได้อย่างไร
สารที่ช่วยยับยั้งการเกิดหินน้ำลายที่ถูกผสมในยาสีฟัน เป็นสารที่ลดการเจริญของผลึกแคลเซียมฟอสเฟตในคราบจุลินทรีย์ที่อยู่เหนือเหงือก โดยไพโรฟอสเฟตที่มีประจุลบจะไปดึงดูดกับประจุบวกของแคลเซียม ทำให้รบกวนการสร้างหินน้ำลาย เพราะไม่เกิดการสร้างแคลเซียมฟอสเฟต (calcium phosphate) ขึ้น นอกจากนั้นยังมีซิงค์ (ธาตุสังกะสี) ที่มีประจุเป็นบวก ที่สามารถจับกับประจุลบของฟอสเฟตได้ ทำให้ลดการสร้างแคลเซียมฟอสเฟตที่เป็นองค์ประกอบของหินน้ำลายได้ ยาสีฟันประเภทนี้จึงลดการเกิดหินน้ำลายได้
• ยาสีฟันบางชนิดเสริมสร้างความแข็งแรงให้ฟันได้จริงหรือ
ความแข็งแรงของฟันนั้น เริ่มตั้งแต่คนเราเริ่มมีการสร้างหน่อฟันในวัยเด็ก มีการสะสมแคลเซียมในเนื้อฟันและเคลือบรากฟันจากภายใน มิใช่มีการเสริมสร้างเพิ่มเติมมาในภายหลัง ดังนั้นการใช้ยาสีฟันที่ทำให้มีการตกผลึกเป็นฟลูออโร-อะพาไทท์จึงไม่ได้ทำให้ฟันแข็งแรงจากเนื้อในของฟัน

ผู้ประกาศ : คณะทำงานการสื่อสารกับประชาชน
แก้ไขล่าสุด : 06 กุมภาพันธ์ 2552