<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คลีนิกทันตแพทย์สมเกียรติ จัดฟัน,ดัดฟัน,รักษารากฟัน,อุดฟัน,ใส่ฟัน,ฟอกสีฟัน,ขูดหินปูน SKDentalclinic.com &#187; ลิ้น</title>
	<atom:link href="http://www.skdentalclinic.com/tag/%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.skdentalclinic.com</link>
	<description>จัดฟัน,ทำฟัน,ดัดฟัน,รักษารากฟัน,อุดฟัน,ใส่ฟัน,ฟอกสีฟัน,ขูดหินปูน</description>
	<lastBuildDate>Thu, 26 Jan 2012 07:17:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>ฝึกเคี้ยว&#8230;เรื่องใหญ่ของวัย 6-12 เดือน</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Aug 2011 05:57:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[กระพุ้งแก้ม]]></category>
		<category><![CDATA[กราม]]></category>
		<category><![CDATA[กล้ามเนื้อคอ]]></category>
		<category><![CDATA[ขากรรไกร]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกเคี้ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ลิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเหลว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=148</guid>
		<description><![CDATA[จากเมเนเจอร์ออนไลน์ ชวนเจ้าตัวเล็กมาสนุกกับการเคี้ยวแต่เด็ก พอลูกเราโตได้ประมาณ 7 เดือน ฟันซี่แรกของเขาจะเริ่มขึ้น และนั่นก็เป็นสัญญาณว่าเขาจะเริ่มเคี้ยวอาหารได้แล้วนั่นเองค่ะ ถ้าเราฝึกให้ลูกกินอาหารอื่นๆ นอกจากนมบ้าง ก็จะเป็นการช่วยฝึกให้เขามีทักษะการเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้นด้วย พอลูกอายุครบ 1 ขวบไปแล้วเท่านั้นล่ะค่ะ เขาก็จะทานอาหารได้แบบผู้ใหญ่อย่างเราเลย แต่ก่อนจะเคี้ยวอาหารได้เก่งขนาดนั้น เด็กๆ มีปัญหาให้แม่อย่างเราปวดหัวเล็กน้อยค่ะ อย่างเช่น &#160; ลูกไม่ยอมเคี้ยวข้าวเป็นเม็ดๆ &#160; ชอบกินอาหารเหลวๆ &#160; ถ้าถูกบังคับให้กินลูกก็มักจะบ้วนทิ้ง หรือไม่ก็อมไว้ไม่ยอมเคี้ยวไม่ยอมกลืน &#160; ไม่กินอาหารแข็ง อาหารเป็นชิ้น &#160; เด็กบางคน 2 ขวบไปแล้ว ยังกินแต่อาหารปั่นๆ เหลวๆ อยู่เลยค่ะ ถ้า ลูกเรามีปัญหาแบบนี้ล่ะก็ แสดงว่าเขาอาจไม่ได้ถูกฝึกให้กินตามวัยมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง แต่ไม่เป็นไรค่ะ สอนช้าดีกว่าไม่สอนเขาเลยนะคะ การเคี้ยว..สำคัญกับลูกแค่ไหน จริงๆ แล้วต้องบอกว่าการเคี้ยวหงับๆ ที่ดูเหมือนง่ายกับเรา แต่อาจยากสำหรับลูกในตอนแรกๆ นั้น สำคัญกับการเจริญเติบโตของลูกเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะการเคี้ยวเป็นจุดเริ่มต้นของการย่อยอาหาร และการนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ถ้าลูกเราเคี้ยวไม่เป็น ก็เท่ากับว่า เขาจะไม่มีการเจริญเติบโตตามวัยที่ดี พออายุครบ 1 ขวบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #666666;"><span style="color: #666666;"><span style="color: #77c40e;">จากเมเนเจอร์ออนไลน์</span></span></span></p>
<p><span style="color: #666666;"><span style="color: #666666;"><span style="color: #77c40e;"><strong>ชวนเจ้าตัวเล็กมาสนุกกับการเคี้ยวแต่เด็ก</strong></span></p>
<p>พอลูกเราโตได้ประมาณ 7 เดือน ฟันซี่แรกของเขาจะเริ่มขึ้น และนั่นก็เป็นสัญญาณว่าเขาจะเริ่มเคี้ยวอาหารได้แล้วนั่นเองค่ะ ถ้าเราฝึกให้ลูกกินอาหารอื่นๆ นอกจากนมบ้าง ก็จะเป็นการช่วยฝึกให้เขามีทักษะการเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้นด้วย พอลูกอายุครบ 1 ขวบไปแล้วเท่านั้นล่ะค่ะ เขาก็จะทานอาหารได้แบบผู้ใหญ่อย่างเราเลย แต่ก่อนจะเคี้ยวอาหารได้เก่งขนาดนั้น เด็กๆ มีปัญหาให้แม่อย่างเราปวดหัวเล็กน้อยค่ะ อย่างเช่น</p>
<p></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<ul>
<li>ลูกไม่ยอมเคี้ยวข้าวเป็นเม็ดๆ</li>
</ul>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<ul>
<li>ชอบกินอาหารเหลวๆ</li>
</ul>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<ul>
<li>ถ้าถูกบังคับให้กินลูกก็มักจะบ้วนทิ้ง หรือไม่ก็อมไว้ไม่ยอมเคี้ยวไม่ยอมกลืน</li>
</ul>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<ul>
<li>ไม่กินอาหารแข็ง อาหารเป็นชิ้น</li>
</ul>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>เด็กบางคน 2 ขวบไปแล้ว ยังกินแต่อาหารปั่นๆ เหลวๆ อยู่เลยค่ะ</li>
</ul>
<p><span style="color: #666666;">ถ้า ลูกเรามีปัญหาแบบนี้ล่ะก็ แสดงว่าเขาอาจไม่ได้ถูกฝึกให้กินตามวัยมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง แต่ไม่เป็นไรค่ะ สอนช้าดีกว่าไม่สอนเขาเลยนะคะ</p>
<p><span style="color: #77c40e;"><strong>การเคี้ยว..สำคัญกับลูกแค่ไหน</strong></span></p>
<p>จริงๆ แล้วต้องบอกว่าการเคี้ยวหงับๆ ที่ดูเหมือนง่ายกับเรา แต่อาจยากสำหรับลูกในตอนแรกๆ นั้น สำคัญกับการเจริญเติบโตของลูกเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะการเคี้ยวเป็นจุดเริ่มต้นของการย่อยอาหาร และการนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ถ้าลูกเราเคี้ยวไม่เป็น ก็เท่ากับว่า เขาจะไม่มีการเจริญเติบโตตามวัยที่ดี พออายุครบ 1 ขวบ นมที่เคยเป็นอาหารหลักของลูก ก็จะกลายเป็นอาหารเสริมไปโดยปริยาย ซึ่งก็แปลว่าอาหารหลักที่เข้ามาแทนที่นมก็จะเป็นอาหาร ที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ด้วยค่ะ </span></p>
<p><span style="color: #666666;"><span style="color: #666666;"><span style="color: #77c40e;"><strong>Do you know?</strong></span></p>
<p>การเคี้ยวจะช่วยฝึกการเคลื่อนไหวของขากรรไกร เป็นการบริหารกล้ามเนื้อที่กระพุ้งแก้ม กล้าม เนื้อคอฝึกการใช้ลิ้นในการตวัด และดุนอาหาร ฯลฯ นอกจากฝึกบ่อยๆ จะทำให้เขาเคี้ยวได้ถูกต้องแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้กรามและฟันโตสมวัยด้วยค่ะ</p>
<p>หลัง 1 ขวบขึ้นไป เด็กจะเข้าสู่วัยแห่งการเรียนรู้ เขาจะไม่ชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ แต่จะดุ๊กดิ๊กเคลื่อนไหวไปมา และเริ่มไม่สนใจกินอาหารแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นเด็กวัยนี้เลยต้องให้ทานอาหารแข็งๆ เข้าไว้เพราะเขาจะได้อิ่มท้องนานขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะกินอาหารแข็งๆ เป็น ก็ต้องผ่านการฝึกการเคี้ยวอาหารแข็งและเหนียวให้ได้มากกว่าเดิมเสียก่อน เพราะถ้าเขายังเคี้ยวไม่เป็น เขาก็จะไม่อยากกินอะไร และอาจทำให้พัฒนาการเรียนรู้หยุดชะงักได้ค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกมีปัญหา เราก็ต้องฝึกให้ลูกเคี้ยวอาหารให้เป็นให้ได้นะคะ แต่ถ้าเจ้าตัวเล็กเลยหนึ่งขวบไปแล้ว แล้วยังไม่ได้ฝึก เราก็ต้องใจแข็งหัดให้เขาเคี้ยวให้ได้ ไม่ว่าเจ้าตัวเล็กจะดื้อแค่ไหน เราก็ต้องใจแข็งเข้าไว้นะคะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ดีกับตัวเขาเองนั่นล่ะค่ะ คุณแม่อย่างเราอาจลองเริ่มต้นด้วยการให้ลูกค่อยๆ กินอาหารแข็งขึ้น เขาจะได้ฝึกเคี้ยวบ้าง ถ้าลูกเป็นคนกินยากล่ะก็ อาจทำอาหารสีสันสดใสน่าทานเข้าไว้ หรือไม่ก็คุยไปกินไปเล่นไปก็ได้ เจ้าตัวเล็กของเราจะได้ไม่รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้กิน และถ้าลูกไม่ยอมเคี้ยวเราก็ลองเคี้ยวให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือชวนลูกพูด <span style="color: #cc0000;">&#8220;หม่ำ หม่ำ&#8221; </span>ก่อน กินอาหาร เขาจะได้รู้สึกว่าเคี้ยวอาหารสนุกยังไงเคี้ยวแล้วทำให้อาหารอร่อยขึ้นแค่ไหน อาจทำให้เขารู้สึกอยากเคี้ยวเพิ่มขึ้นบ้างค่ะ</p>
<p>และถ้าเป็นไปได้เราก็ต้องเลือกอาหารที่เหมาะกับวัยของลูกเราด้วยนะคะ อย่างตอน 4 เดือน ก็ให้เขาเริ่มกินอาหารเสริมได้บ้าง แต่อาจเป็นอาหารอ่อนๆ ก่อนนะคะ คือเริ่มจากบดให้ละเอียด แล้วค่อยๆ บดให้หยาบขึ้น เปลี่ยนเป็นสับละเอียด สับหยาบขึ้นตามพัฒนาการของลูกค่ะ พอลูกอายุ 8-9 เดือนแล้ว ลองสังเกตดูนะคะว่าลูกเราหยิบของเข้าปากบ้างรึเปล่า แล้วคุณแม่อย่างเราก็ลองเตรียมอาหารที่เป็นชิ้นๆ ให้หยิบกินง่ายๆ อย่าง ผักผลไม้หั่นเป็นแท่งๆ ขนมขาไก่แท่งใหญ่ๆ ฯลฯ ลูกเราจะได้หยิบกินและฝึกเคี้ยวได้มากขึ้นค่ะ</span></span></p>
<p><span style="color: #666666;">ที่มาข้อมูล : http://www2.enfababy.com<br />
</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลายคำถามกับยาสีฟัน</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Feb 2009 07:26:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[abrasives]]></category>
		<category><![CDATA[Dentifrices]]></category>
		<category><![CDATA[detergents]]></category>
		<category><![CDATA[essential oil]]></category>
		<category><![CDATA[flavoring agents]]></category>
		<category><![CDATA[glycerol]]></category>
		<category><![CDATA[humectant]]></category>
		<category><![CDATA[potassium]]></category>
		<category><![CDATA[preservation]]></category>
		<category><![CDATA[pyrophosphate salt]]></category>
		<category><![CDATA[sorbitol]]></category>
		<category><![CDATA[sweeteners]]></category>
		<category><![CDATA[thickeners]]></category>
		<category><![CDATA[triclosan]]></category>
		<category><![CDATA[xylitol]]></category>
		<category><![CDATA[zinc chloride]]></category>
		<category><![CDATA[zinc salt]]></category>
		<category><![CDATA[ขัดคราบบุหรี่]]></category>
		<category><![CDATA[คราบจุลินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ยาสีฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ระงับกลิ่นปาก]]></category>
		<category><![CDATA[ลดอาการเสียวฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ลิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[หินปูน]]></category>
		<category><![CDATA[เศษอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เหงือก]]></category>
		<category><![CDATA[แคลเซียมฟอสเฟต]]></category>
		<category><![CDATA[แปรงสีฟัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</guid>
		<description><![CDATA[ยาสีฟัน (Dentifrices) ทพญ. สาครรัตน์ คงขุนเทียน ยาสีฟัน คือ สารที่ช่วยในการทำความสะอาดฟัน ใช้ร่วมกับการแปรงฟัน หากแปรงฟันโดยไม่ใช้ยาสีฟัน อาจทำให้ขาดความรู้สึกสดชื่นหลังการแปรงฟัน วัตถุประสงค์ของการใช้ยาสีฟัน คือ ช่วยให้การทำความสะอาดฟันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยช่วยในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ เศษอาหาร และคราบสะสมต่าง ๆ บนตัวฟัน รวมทั้งบนลิ้นและเหงือกด้วย นอกจากนั้นยังสามารถป้องกันฟันผุ เหงือกอักเสบ ลดอาการเสียวฟัน หรือขัดคราบบุหรี่ ช่วยให้ฟันขาวได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับส่วนประกอบพิเศษที่เพิ่มเติมเข้าไปในในยาสีฟัน องค์ประกอบหลักของยาสีฟัน ได้แก่ 1. ผงขัด (abrasives) เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่ช่วยในการขัดผิวฟัน โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวฟัน แต่ทำให้เกิดพื้นผิวที่เรียบ ซึ่งจะช่วยทำให้การเกิดคราบสะสมบนตัวฟันช้าลง ปัจจัยที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับผงขัด ได้แก่ ความแข็งของผงขัด ขนาดของอนุภาค และรูปร่างของอนุภาค 2. สารที่ทำให้เกิดฟอง (detergents) เป็นสารที่ช่วยแรงตึงผิว สามารถแทรกซึมและทำให้สิ่งที่ 3. เกาะบนผิวฟันหลุดลอกออก ง่ายต่อการกำจัดด้วยแปรงสีฟัน ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ทำปฏิกิริยาได้แม้ในสภาพที่เป็นกรดหรือด่าง และมีความคงตัว 4. สารที่ทำให้เกิดการรวมตัว (binder หรือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ยาสีฟัน (Dentifrices) ทพญ. สาครรัตน์ คงขุนเทียน<br />
ยาสีฟัน คือ สารที่ช่วยในการทำความสะอาดฟัน ใช้ร่วมกับการแปรงฟัน หากแปรงฟันโดยไม่ใช้ยาสีฟัน อาจทำให้ขาดความรู้สึกสดชื่นหลังการแปรงฟัน<br />
วัตถุประสงค์ของการใช้ยาสีฟัน คือ ช่วยให้การทำความสะอาดฟันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยช่วยในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ เศษอาหาร และคราบสะสมต่าง ๆ บนตัวฟัน รวมทั้งบนลิ้นและเหงือกด้วย นอกจากนั้นยังสามารถป้องกันฟันผุ เหงือกอักเสบ ลดอาการเสียวฟัน หรือขัดคราบบุหรี่ ช่วยให้ฟันขาวได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับส่วนประกอบพิเศษที่เพิ่มเติมเข้าไปในในยาสีฟัน<br />
องค์ประกอบหลักของยาสีฟัน ได้แก่<br />
1. ผงขัด (abrasives) เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่ช่วยในการขัดผิวฟัน โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวฟัน แต่ทำให้เกิดพื้นผิวที่เรียบ ซึ่งจะช่วยทำให้การเกิดคราบสะสมบนตัวฟันช้าลง ปัจจัยที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับผงขัด ได้แก่ ความแข็งของผงขัด ขนาดของอนุภาค และรูปร่างของอนุภาค<br />
2. สารที่ทำให้เกิดฟอง (detergents) เป็นสารที่ช่วยแรงตึงผิว สามารถแทรกซึมและทำให้สิ่งที่<br />
3. เกาะบนผิวฟันหลุดลอกออก ง่ายต่อการกำจัดด้วยแปรงสีฟัน ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ทำปฏิกิริยาได้แม้ในสภาพที่เป็นกรดหรือด่าง และมีความคงตัว<br />
4. สารที่ทำให้เกิดการรวมตัว (binder หรือ thickeners) เป็นสารที่ป้องกันการแยกตัวขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เป็นของแข็งออกจากของเหลว ในช่วงที่เก็บรักษา ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย มีความคงตัวและเข้ากันกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในยาสีฟันได้<br />
5. สารรักษาความชื้น (humectant) เป็นสารที่ช่วยรักษาความอ่อนนุ่มของยาสีฟัน ป้องกันการแข็งตัวขณะที่สัมผัสอากาศ ช่วยในการคงตัวของยาสีฟัน ไม่มีพิษต่อร่างกาย<br />
6. สารกันบูด (preservation) เป็นสารที่ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์<br />
7. สารแต่งสี (coloring agents) เป็นสีที่เติมเข้าไปในยาสีฟัน ทำให้มีความน่าใช้ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดการติดสีบนตัวฟันและเนื้อเยื่อในช่องปาก และไม่ทำให้วัสดุบูรณะเปลี่ยนสีไป สารที่ใช้ ได้แก่ สีที่ได้จากพืช<br />
8. สารแต่งกลิ่น (flavoring agents) เป็นสารที่ทำให้ยาสีฟันมีกลิ่นหอม เพิ่มความน่าใช้ และกลบกลิ่นของสารอื่นที่ไม่พึงประสงค์ในยาสีฟัน ไม่ควรมีกลิ่นเปลี่ยนไปในระหว่างขั้นตอนการผลิตและในขณะเก็บ รวมทั้งควรเข้ากันกับองค์ประกอบอื่น ๆ ของยาสีฟันได้<br />
9. สารให้ความหวาน (sweeteners) เป็นสารที่ให้ยาสีฟันมีรสหวาน เพื่อให้ผู้ใช้พึงพอใจ ยาสีฟันส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟันสำหรับเด็กหรือผู้ใหญ่ จะถูกปรุงแต่งให้มีรสหวานแต่ไม่ก่อให้เกิดฟันผุ เนื่องจากสารที่ให้ความหวานที่ผสมลงไป มักเป็นสารสังเคราะห์ หรือสารที่ได้จากธรรมชาติที่ไม่ทำให้เกิดฟันผุ เช่น ซอร์บิทอล (sorbitol) กลีเซอรอล (glycerol) และไซลิทอล (xylitol) เป็นต้น</p>
<p>ปัจจุบันนี้แบ่งยาสีฟันออกเป็นหลายประเภท ตามวัตถุประสงค์ของการใช้ ได้แก่<br />
1. ยาสีฟันสำหรับป้องกันฟันผุ ยาสีฟันประเภทนี้มีส่วนผสมที่สำคัญ คือ ฟลูออไรด์ ความเข้มข้นของฟลูออไรด์ที่สามารถยับยั้งฟันผุได้ดี คือ 1000 ส่วนในล้านส่วน (1000 ppm)<br />
2. ยาสีฟันที่ลดการสะสมคราบจุลินทรีย์และลดการอักเสบของเหงือก ยาสีฟันชนิดนี้มักมีสารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพผสมอยู่ ได้แก่ สารสกัดจากพืชสมุนไพรหรือน้ำมันระเหยได้จากพืช (essential oil) และ ไตรโคลซาน (triclosan) เป็นต้น<br />
3. ยาสีฟันที่ใช้ลดอาการเสียวฟัน ส่วนผสมที่สำคัญในยาสีฟันประเภทนี้ ได้แก่ โปแทสเซียม (potassium) สตรอนเทียม (strontium) และ ฟลูออไรด์ เป็นต้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟัน เนื่องจากผู้ที่มีอาการเสียวฟันมักจะละเว้นการแปรงฟันในบริเวณที่เสียวฟัน อันจะนำไปสู่การสะสมคราบจุลินทรีย์ และก่อให้เกิดโรคต่อไป<br />
4. ยาสีฟันที่ช่วยยับยั้งการเกิดหินน้ำลายหรือหินปูน เป็นยาสีฟันที่มีสารที่ช่วยลดการสร้างผลึกแคลเซียมฟอสเฟตในคราบจุลินทรีย์ เช่น เกลือไพโรฟอสเฟต (pyrophosphate salt) เกลือของซิงค์ (zinc salt) เช่น ซิงค์คลอไรด์ (zinc chloride) หรือ ซิงค์ไนเตรท(zinc citrate) เป็นต้น<br />
5. ยาสีฟันที่ช่วยให้ฟันขาว เป็นยาสีฟันที่ผสมสารที่ฟอกสีหรือขจัดคราบสีบนตัวฟันได้ เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) และ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (hydrogenperoxide) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสารพวกซิลิกา (silica) และเซอร์โคเนียม (zirconium) ซึ่งเป็นผงขัดที่หยาบช่วยขัดฟันได้ รวมทั้งสารพวกโพลีไวนิลไพโรลิโดน (polyvinyl pyrrolidone) หรือ พีวีพี คอมเพล็กซ์ (PVP complex) ที่ทำให้คราบต่าง ๆ เช่น คราบบุหรี่ ที่ติดบนตัวฟันละลายน้ำได้ดีขึ้น ทำให้ถูกกำจัดออกได้ง่าย<br />
6. ยาสีฟันสมุนไพร เป็นยาสีฟันที่มีองค์ประกอบเป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาติ มักออกฤทธิ์ในการยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากได้ จึงลดอาการเหงือกอักเสบลงได้<br />
ยาสีฟันที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด มีหลายรูปแบบ ได้แก่<br />
1. ยาสีฟันชนิดผง ยาสีฟันแบบนี้มีขนาดของผงขัดที่ค่อนข้างหยาบ หากใช้ร่วมกับการแปรงฟันที่ผิดวิธี เช่น การแปรงแบบถูไปมาในแนวนอน อาจทำให้คอฟันสึกได้<br />
2. ยาสีฟันชนิดครีม เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด มีขนาดของผงขัดที่พอดี สามารถขจัดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟันได้โดยไม่ก่อให้เกิดการสึกของเคลือบฟัน<br />
3. ยาสีฟันชนิดเจล ยาสีฟันแบบนี้มีขนาดของผงขัดที่ละเอียดกว่าแบบครีม เหมาะกับผู้ที่มีภาวะเสียวฟัน<br />
เรื่องน่ารู้จากโฆษณา<br />
• ยาสีฟันช่วยลดอาการเสียวฟันได้ภายใน 7 วันจริงหรือ<br />
คำตอบก็คือ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ยาสีฟันที่มีโปแทสเซียมเป็นส่วนผสมจะลดอาการเสียวได้ใน 7 วัน ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกที่ทำให้รู้สึกเสียวฟัน ว่าเกิดจากการที่ท่อของเนื้อฟันหรือรากฟันเปิดออกสู่สิ่งแวดล้อม (เช่น ภาวะที่มีเหงือกร่น รากฟันโผล่) เมื่อมีสิ่งเร้า เช่น ความร้อน ความเย็น หรือ การสัมผัส มากระตุ้น จะทำให้เกิดการเคลื่อนของของเหลวที่อยู่ในท่อเนื้อฟัน ซึ่งจะไปกระตุ้นประสาทรับสัมผัสในตัวฟันอีกที และเกิดการส่งกระแสประสาทไปยังสมองทำให้รู้สึกเสียวฟัน การใช้ยาสีฟันชนิดนี้สามารถลดอาการเสียวฟันลงได้ โดยโปแทสเซียมซึ่งเป็นสารที่มีประจุเป็นบวกจะทำให้การส่งกระแสประสาทลดลง ทำให้อาการเสียวลดลงตั้งแต่เริ่มใช้แต่ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกได้อย่างชัดเจนภายในเวลาประมาณ 7 วัน และอาการเสียวจะลดลงเกือบทั้งหมดหลังจากใช้เป็นประจำต่อเนื่องถึงสัปดาห์ที่ 4<br />
• มียาสีฟันที่ช่วยระงับกลิ่นปากได้ตลอดคืนจริงหรือ ทำได้อย่างไร<br />
เมื่อคนเราตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า มักรู้สึกว่ามีกลิ่นปาก ทั้ง ๆ ที่ก่อนนอนได้แปรงฟัน ทำความสะอาดฟันเป็นอย่างดีแล้ว สาเหตุที่มีกลิ่นปากนั้นเนื่องจากในช่องปากของมนุษย์มีแบคทีเรียเจริญอยู่ได้เป็นปกติ เรียกได้ว่าเป็นเชื้อประจำถิ่นในช่องปากนั่นเอง พบได้บนผิวฟัน รากฟัน ในร่องเหงือก บนวัสดุบูรณะฟัน ฟันปลอม เนื้อเยื่อในช่องปาก และลิ้น ดังนั้นแม้ว่าก่อนนอนได้แปรงฟันไปแล้ว แต่แบคทีเรียจะยังคงมีอยู่ในช่องปาก อาจอยู่ในคราบจุลินทรีย์ที่ตกค้างตามซอกฟันที่ทำความสะอาดไม่หมด หรือบนเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในช่องปาก รวมทั้งน้ำลาย ในขณะที่เรานอนหลับนั้น แบคทีเรียมิได้นอนหลับไปด้วย แต่จะเจริญเติบโตต่อไปและทำให้มีกลิ่นปาก โดยเฉพาะแบคทีเรียที่สามารถก่อให้เกิดก๊าซที่มีองค์ประกอบเป็นซัลเฟอร์ (กำมะถัน)ที่ระเหยได้ (volatile sulfur compounds) ดังนั้นยาสีฟันที่มีสารที่สามารถยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มดังกล่าวได้จะสามารถลดกลิ่นที่เกิดขึ้นหลังตื่นนอนได้ แต่การใช้ยาสีฟันชนิดนี้เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น หากผู้ป่วยมีสภาวะในช่องปากที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดกลิ่นปาก เช่น มีคราบจุลินทรีย์และหินน้ำลายมาก มีวัสดุบูรณะที่ไม่ดี หรือมีแหล่งสะสมแบคทีเรียในช่องปากที่ไม่ได้รับการแก้ไข เป็นต้น ก็จะไม่สามารถกำจัดกลิ่นปากได้อย่างถาวร<br />
• ยาสีฟันป้องกันเกิดหินน้ำลายหรือหินปูนได้อย่างไร<br />
สารที่ช่วยยับยั้งการเกิดหินน้ำลายที่ถูกผสมในยาสีฟัน เป็นสารที่ลดการเจริญของผลึกแคลเซียมฟอสเฟตในคราบจุลินทรีย์ที่อยู่เหนือเหงือก โดยไพโรฟอสเฟตที่มีประจุลบจะไปดึงดูดกับประจุบวกของแคลเซียม ทำให้รบกวนการสร้างหินน้ำลาย เพราะไม่เกิดการสร้างแคลเซียมฟอสเฟต (calcium phosphate) ขึ้น นอกจากนั้นยังมีซิงค์ (ธาตุสังกะสี) ที่มีประจุเป็นบวก ที่สามารถจับกับประจุลบของฟอสเฟตได้ ทำให้ลดการสร้างแคลเซียมฟอสเฟตที่เป็นองค์ประกอบของหินน้ำลายได้ ยาสีฟันประเภทนี้จึงลดการเกิดหินน้ำลายได้<br />
• ยาสีฟันบางชนิดเสริมสร้างความแข็งแรงให้ฟันได้จริงหรือ<br />
ความแข็งแรงของฟันนั้น เริ่มตั้งแต่คนเราเริ่มมีการสร้างหน่อฟันในวัยเด็ก มีการสะสมแคลเซียมในเนื้อฟันและเคลือบรากฟันจากภายใน มิใช่มีการเสริมสร้างเพิ่มเติมมาในภายหลัง ดังนั้นการใช้ยาสีฟันที่ทำให้มีการตกผลึกเป็นฟลูออโร-อะพาไทท์จึงไม่ได้ทำให้ฟันแข็งแรงจากเนื้อในของฟัน</p>
<p>ผู้ประกาศ : คณะทำงานการสื่อสารกับประชาชน<br />
แก้ไขล่าสุด : 06 กุมภาพันธ์ 2552</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

