โรคฟันผุ

Thursday, October 15th, 2009

การเกิดโรคฟันผุ มาจากปัจจัย 4 ประการ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ แผ่นคราบจุลินทรีย์ อาหารประเภทแป้งน้ำตาล ตัวฟัน และเวลา โดยแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติในช่องปากจะทำปฏิกิริยากับคราบ (Plaque) ที่ติดค้างอยู่ตามซอกฟัน และผิวเคลือบฟัน ซึ่งเราขจัดออกไปได้ไม่หมด เกิดเป็นกรดขึ้น ซึ่งกรดสามารถทำลายผิวเคลือบฟัน ก่อให้เกิดโรคฟันผุขึ้นได้หาก pH ในปากมีค่าต่ำกว่า 5.5 บ่อย ๆ และเป็นเวลานาน

อาการ
การผุของฟัน จะเริ่มขึ้นที่ชั้นผิวเคลือบฟันก่อน โดยจะเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ หรือเป็นเส้นดำตามร่องฟันด้านบดเคี้ยว หรือเนื้อฟันมีสีขาวขุ่นผิดปกติ ระยะนี้มักไม่พบอาการเสียวฟันหรือปวดฟันแต่อย่างใด ซึ่งการทำความสะอาดฟันที่ดี สามารถชลอการลุกลามของโรคฟันผุได้ แต่หากเราปล่อยไว้ไม่ดูแล ฟันผุลุกลามไปถึงขั้นเนื้อฟัน จะมีอาการเสียวฟันเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเมื่อกระทบของเย็น บางครั้งอาจมีอาการปวดได้ แต่หากเรายังปล่อยทิ้งไว้จนฟันผุลุกลามไปถึงขั้นโพรงประสาทฟัน ซึ่งมีเส้นเลือดและเส้นประสาท จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น อาจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี แม้ได้รับยาแก้ปวด บางครั้งก็อาจไม่ทุเลาอาการปวดได้ แลถ้าผุลุกลามมากอาจทำให้รากฟันอักเสบและเป็นหนอง เงือกบวม หรือแก้มบวมได้ ซึ่งระยะนี้ไม่สามารถอุดฟันด้วยวิธีปกติทั่วไปได้ ต้องรักษาครองรากฟัน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลารักษานาน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย บางครั้งอาจต้องสูยเสียฟัน เนื่องจากผุลุกลามมาก ไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบด้านการบดเคี้ยวจะมีประสิทธิภาพลดลง และต้องใช้ฟันเทียม ซึ่งมีค้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

การป้องกัน
โรคฟันผุ เป็นดรคที่ไม่สามารถรักษาและป้องกันได้โดยวิธีการกินยา เมื่อมีฟันผุก็ต้องรักษาด้วยการอุดฟัน หรือถอนฟันเท่านั้น ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุเรามีวิธีปฏิบัติได้ด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ ดังนี้

1. รักษาสุขภาพอนามัยช่องปากให้สะอาดด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน ควรแหรงฟันหลังรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง หรือถ้าทำได้ไม่สะดวก ก็ใช้วิธีบ้วนน้ำแรง ๆ หลาย ๆ ครั้ง

2. รับประทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์ต่อฟัน เช่น อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารที่ส่งเสริมให้ฟันผุได้ง่าย

3. ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุก ๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง

4. ใช้ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ และทำให้ฟันแข็งแรง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ร่วมกับการรับประทานยาน้ำ/ยาเม็ดฟลูออไรด์ (ในเด็ก) การอมน้ำยาฟลูออไรด์ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

โดย ทพญ.โฉมไฉไล เอกจิตต์
งานทันตกรรม โรงพยาบาลศิริราช
ได้รับข้อมูลจาก http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=99

ฟันคุด

Thursday, June 4th, 2009

ข้อมูลความรู้จาก http://www.dentalcouncil.or.th/content/people/detail.php?type=6&id=173

เวลาฟันคุดอักเสบจะทรมานมาก นึกในใจว่าฟันซี่เดียว แถม่ไม่ได้ขึ้นมาให้เราใช้งาน จะทรมานเจ้าของได้เพียงนี้ ทานยาแก้ปวดธรรมดาก็เอาไม่อยู่ อักเสบเร็วมาก หน้าก็บวม ระบมไปทั้งหน้า ทานข้าวก็ไม่ได้ เพราะปวดแผล และอ้าปากไม่ขึ้น ต้องทานยาแก้ปวดชนิดแรงๆ และยาแก้อักเสบ พอหายปวดก็ดีใจมาก แต่ก็ไม่กล้าไปผ่าออก เพราะกลัวเข็ม และที่สำคัญหมอฟันช่างน่ากลัวเหลือเกิน ช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมากมากๆ และแล้วอีกไม่น่านมันก็ปวดขึ้นมาอีก
เหล่านี้คงเป็นความคิดของหลายๆคนต่อฟันขี้เกียจซี่นี้ ที่ทำกับเจ้าของได้อย่างเจ็บแสบ

จะรอจนทรมานเอง หรือให้หมอทำให้ทรมานดี คงเป็นคำถามที่หลายคนอยากได้คำตอบมาก เพื่อใช้ในการชั่งน้ำหนักกัน ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องทราบว่าความทรมานของทั้งสองวิธีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ฟันคุดมันทรยศ
ฟันคุดเป็นฟันที่ไม่ได้ขึ้นตรงๆตามฟันปกติทั่วไปโดยฟันจะขึ้นตั้งแต่อายุ 15-23 ปี อาจจะขึ้นแบบนอน ขึ้นแบบเอียง ขึ้นแบบปริ่มๆเหงือก หรือขึ้นแบบขี้เกียจสุดๆก็คือไม่ยอมขึ้นมาให้เห็นเลย
ก็จะไปดันฟันที่ติดกัน เวลาทานอาหารเศษอาหารก็จะไปติดเต็มไปหมด ยิ่งซี่ที่ขึ้นปริ่มๆเหงือก เหงือกก็จะอักเสบบวมแดง หน้าก็บวม อ้าปากก็ไม่ขึ้น เคี้ยวอาหารก็ไม่ได้เพราะฟันบนกัดลงมาบนเหงือก
ที่คลุมฟันอยู่ ไม่ได้ต่างอะไรจากเอามือไปวางบนทั่งแล้วใช้ค้อนตี
แล้วพอเศษอาหารที่ไปติดกก็จะทำให้เหงือกอักเสบ ปากก็เหม็น และแล้วอาการบวมมันก็เริ่มจากตรงนี้ จากเหงือกที่บวมก่อน ลามไปถึงกระพุ้งแก้ม และลามไปจนทำให้หน้าบวม เนื่องจากหนองที่มาจากการอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้จะกินเวลาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเจ้าของฟัน ตัวฟันของแต่ละคน
นอกจากนี้ฟันคุดยังทำให้กระดูกขากรรไกรบางมีโอกาสหักง่าย ละลายรากฟันข้างเคียงจากการดันตัว ของมัน มีโอกาสกลายเป็นถุงน้ำ หรือเนื้องอก ทำให้ฟันผุได้ง่าย

แล้วหมอฟันจะทำอะไรกับฟัน
หมอฟันจะผ่าหรือถอนฟันคุดออก ขึ้นกับลักษณะการขึ้นของฟันและตำแหน่งของฟันที่ฝั่งอยู่ในกระดูก ถ้าหนักที่สุดก็ต้องทำการเปิดเหงือกที่คลุมฟันออก แลัวทำการกรอกระดูกที่คลุมฟันออก แล้วทำการแบ่งฟันเอา ทั้งตัวฟันและรากฟันออกมาให้หมด โดยในขั้นตอนการผ่าทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การระงับประสาทที่ดี อาการปวดของเจ้าของฟันจะเกิดหลังจากสิ้นฤทธฺิ์ยาชา จะมาจากการที่กรอกระดูก และการกระทบ กระเทือนเหงือกที่คลุมฟันอยู่ อาการบวมขึ้นกับปริมาณความกระทบกระเทือนต่อกระดูกและเหงือก ซึ่งจะเป็นไปตามลักษณะฟันของแต่ละคนโดยลักษณะการหายของแผลจะรวดเร็วและไม่มีอาการอักเสบอีกต่อไป

สรุป ตัดไฟแต่ต้นลม
ทำไมเราจะต้องรอให้บวมอักเสบก่อนแล้วถึงจะไปเอาออก ในเมื่อถึงอย่างไรก็ต้องเอามันออกอยู่แล้ว ซึ่งการเอาออกในแต่ละรายนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการวางตัวของฟัน โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าสามารถ เก็บไว้ได้หรือไม่ และถึงแม้จะต้องเอาออกทันตแพทย์ก็จะมีวิธีการผ่าเอาฟันคุดออกโดยการระงับประสาททำให้ ระหว่างการรักษาไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ หลังจากการรักษาก็จะมีการระบมของแผลเล็กน้อย โดยเพียงจะมีแค่ อาการบวม สามารถรับประทานอาหารได้ลำบาก เท่านั้น ประมาณ 2-3 วันอาการก็จะทุเลาลง

ทำอย่างไรจึงจะหายบวมเร็ว
อาการบวมมากหรือน้อยหลังจากการถอนฟัน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของฟันซี่นั้นๆ แต่ก็มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลดอาการบวม โดยทำการประคบน้ำเย็นหลังจากทำการผ่าฟันคุด 1-2 วัน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นประคบ ด้วยน้ำอุ่นต่อ อาการบวมที่เกิดขึ้นก็จะหายได้เร็วขึ้น

ทำไมผ่าฟันคุดจึงปวดมากๆ
เป็นเพราะมีการกรอกระดูกที่คลุมตัวฟันออกไป ทำให้เกิดอาการปวดหลังจากทำการผ่าโดยอาการปวด จะค่อยๆลดลงภายใน 1-2 วัน ส่วนมากจะเป็นความลำบากที่เกิดจากการบวมทำให้ อ้าปากได้ลำบาก มีการบวมบนใบหน้า แต่ในขณะผ่าจะไม่รู้สึกปวดใดใด เนื่องจากการระงับประสาท โดยไม่จำเป็นจะต้องทำการดมยาสลบ เพราะเพียงแค่ระงับประสาทในช่องปากอย่างเดียวก็เพียงพอ และการทำการดมยาสลบก็มีผลข้างเคียงต่อคนไข้ได้หลายอาการ

ควรจะผ่าฟันคุดเมื่อใด
การผ่าฟันคุดในวัยหนุ่มสาวไม่ค่อยมีปัญหา เพราะแผลหายเร็วกว่าปล่อยทิ้งไว้ ถ้าทำในผู้สูงอายุ ฟันจะติดแน่นกับกระดูกทำให้แผลหายช้า ผลแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดมีมากกว่า ความเสี่ยงก็ มีมากกว่า เนื่องจากโรคประจำตัว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาผ่าก็เมื่อมีอาการ ซึ่งในขณะนั้นมักอยู่ใน อาการอักเสบ ปวด เป็นหนอง และอ้าปากได้น้อย ทำให้การรักษาทำได้ยากและมีปัญหาได้มากกว่าเมื่อยังไม่มีอาการ อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ป่วยที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ หรือผู้สูงอายุที่ไม่มีอาการผิดปกติจากฟันคุด

ข้อปฏิบัติหลังการถอนฟันหรือผ่าตัดฟันคุด
ไม่ควรรบกวนบริเวณแผล
ห้ามบ้วนปากเพราะแผลจะขยับและเลือดออก
หากเลือดยังไม่หยุดให้กัดผ้าเพิ่มอีก 15 นาที
วันแรกควรทานยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง และประคบน้ำเย็น
วันแรกควรทานอาหารอ่อนป้องกันเศษอาหารไปติดบริเวณแผล
รับประทานยาแก้อักเสบตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
แปรงฟันตามปกติ แต่ควรระมัดระวังไปกระทบกระเทือนแผล
วันที่ 3 หลังการผ่าตัดให้อมน้ำอุ่นบ้วนปากบ่อยๆ จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
การบวมเป็นจ้ำเขียวเป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกาย แต่ถ้ามีอาการบวมมากให้ปรึกษาแพทย์
ไม่ควรสูบบุหรี่หรือดื่มอัลกอฮอลล์
ในวันแรกหลังการผ่าตัดควรนอนหมอนสูงเพื่อลดการบวม

รศ.ทพ.เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์

Download : ไฟล์ที่ 1
ผู้ประกาศ : webmaster
แก้ไขล่าสุด : 21 กรกฎาคม 2551

ลูกรักฟันดี เริ่มที่ซี่แรก

Friday, February 6th, 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 มกราคม 2552 08:34 น.

ยังมีผู้เข้าใจว่าการดูแลรักษาฟันเริ่มที่ฟันแท้ ความจริงแล้วฟันแท้จะดีได้ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาฟันน้ำนมด้วย

แต่น่าเป็นห่วงเมื่อเห็นผลการสำรวจเด็กไทยกลุ่มอายุ 3 ปี เมื่อปี 2548 พบว่า เด็กไทยมีปัญหาฟันน้ำนมผุถึงร้อยละ 60 และเฉพาะในพื้นที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี จากการสำรวจของ ทันตแพทย์วสันต์ สายเสวีกุล และคณะ พบว่าฟันน้ำนมผุถึงร้อยละ 52 และเมื่อปี 2550 พบว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 69.7 นอกจากนี้ในเด็กแต่ละคนมีฟันผุเฉลี่ยถึง 2 ซี่

สาเหตุหลักมาจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่ปล่อยให้เด็กดื่มนมจนหลับคาขวด รวมถึงการดื่มนมชนิดหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ขาดการทำความสะอาดในช่องปาก เด็กไม่แปรงฟัน หรือเด็กแปรงฟันเอง แต่ไม่สะอาด รวมไปจนถึงการเสริมฟลูออไรด์ที่ไม่ต่อเนื่อง นำมาสู่ผลที่ทำให้เด็กอายุ 0-3 ปี เกิดฟันผุขึ้นมาได้ และอาจส่งผลไปถึงฟันแท้ในอนาคตได้

ดังนั้นเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ให้การสนับสนุนดำเนินโครงการสร้างเสริมทันตสุขภาพในเด็ก 0-3 ปี อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2551 และจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 มี.ค. 2552 เพื่อที่จะลดอัตราฟันผุของเด็กกลุ่มนี้ในพื้นที่ให้น้อยลง และให้ความรู้ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูลูก และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญในการดูแลช่องปากของลูกน้อย รวมถึงการให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)ในพื้นที่เพื่อกระจายความรู้ไปสู่ชุมชนให้มากขึ้นด้วย

ทพ.วสันต์ ทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพานทอง จ.ชลบุรี ผู้รับผิดชอบโครงการนี้ เล่าถึงการดำเนินโครงการที่ผ่านมากว่า 9 เดือนว่า โครงการมีพื้นที่เป้าหมาย 4 ตำบลคือ ต.พานทอง ต.หนองตำลึง ต.บ้านเก่า และ ต.บางนาง การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ อสม. ในพื้นที่ร่วมกับสถานีอนามัย องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบลพานทอง และคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเป็นวิทยากร นอกจากนี้ยังลงพื้นที่สถานีอนามัยเพื่อให้ความรู้ผู้ปกครองที่มีลูกเล็กเป็นการกระตุ้นให้เห็นความสำคัญ และให้ฟลูออไรด์วานิช (เคลือบฟัน) กับเด็กที่เริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นแล้ว

ในการลงพื้นที่ครั้งล่าสุดที่สถานีอนามัยหนองตำลึง เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง และให้ฟลูออไรด์วานิชกับเด็ก ผู้ปกครองหลายคนพาลูกหลานมาร่วมอบรม พร้อมทั้งซักถามด้วยความสนใจ เพื่อที่ความรู้เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ เมื่อกลับไปถึงบ้าน

หนึ่งในผู้เข้าอบรม ชนกานต์ ยาปัญ คุณแม่ที่มีลูกน้อยวัย 4 เดือนเศษ เธอเป็นแม่บ้านจึงมีเวลามากพอที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง บอกว่าทุกครั้งที่มีการอบรมเรื่องการดูแลสุขภาพเด็กเธอจะสนใจเข้าร่วม และความรู้ที่ได้ก็นำไปใช้กับลูก แม้ว่าลูกจะดื่มนมตัวเอง แต่ทุกครั้งเธอจะทำความสะอาดโดยใช้ผ้าเช็ดปากเพื่อล้างคราบนม หรือป้อนน้ำตาม รวมถึงพาลูกมารับฟลูออไรด์ตามที่แพทย์กำหนด

การเอาใจใส่สุขภาพช่องปากของลูกเช่นที่ชนกานต์ทำอยู่นี้ มีผลให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน เมื่อเธอบอกว่าลูกคนแรกของเธอที่ตอนนี้อายุ 6 ขวบแล้ว ฟันแท้เริ่มขึ้น แต่พบว่าไม่มีฟันผุเลย เนื่องจากเธอปฏิบัติเช่นนี้กับลูกคนแรกเช่นกัน

ส่วน รัชนี กรรณีวงษ์ คุณแม่ที่มีลูกวัย 6 เดือน บอกว่า ฟันน้ำนมของลูกขึ้นตั้งแต่อายุ 4 เดือนแล้ว จึงพาลูกมารับฟลูออไรด์ เธอบอกว่า “น้องแทน” เป็นลูกคนที่สอง ซึ่งเธอมีโอกาสได้เลี้ยงเอง จึงนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปใช้ ด้วยการทำความสะอาดช่องปากให้ลูกทุกวันๆละ 2 ครั้ง

“โชคดีที่ลูกคนนี้ได้มีโอกาสเลี้ยงเอง ลูกจึงได้ดื่มนมแม่ ไม่ต้องดื่มนมจากขวด ทำให้ดูแลได้ง่ายขึ้น ลูกคนแรกตอนนี้อายุ 8 ขวบแล้วไม่ได้เลี้ยงดูเอง ไม่ได้ดูแลเขาแบบนี้ ตอนนี้ฟันแท้ขึ้นแล้วเขามีฟันผุทั้งปากเลย เพราะชอบกินขนมหวาน ลูกอม ตอนนี้ต้องพาไปหาหมอฟันอยู่บ่อยๆ” รัชนีเล่าถึงผลของการไม่มีเวลาดูแลสุขภาพช่องปากลูกคนแรกที่ผ่านมา จึงทำให้วันนี้เธอนำความรู้ที่ได้จากการอบรมมาดูแลลูกเล็กคนถัดมา

แม้โครงการนี้จะทำในพื้นที่เพียงแค่ 4 ตำบลของจังหวัดชลบุรีก็ตาม แต่ ทพ.วสันต์ กล่าวว่า โครงการลักษณะนี้เป็นการส่งเสริมมากกว่าการรักษา เกิดผลเป็นรูปธรรมพิสูจน์ได้จากสถิติปัญหาฟันผุในเด็กปฐมวัยเขตอำเภอพานทองลดลงจาก 69.7 เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ 38 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการประเมินผลอีกครั้งหนึ่งถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีการส่งเสริม เราจะวนอยู่กับการรักษา ซึ่งต้องทำอยู่ตลอดไปไม่รู้เมื่อใดจะแก้ปัญหาได้ ประกอบกับปัจจัยในเรื่องของค่ารักษาก็เป็นอุปสรรคสำหรับประชาชนต่อการเข้าถึงการรักษาด้วย

“ถ้าเราไม่ทำเรื่องของการเสริมสร้างป้องกัน เรื่องของฟันผุในเด็กจะต้องเพิ่มมากขึ้น และจะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องของการรักษามากขึ้นด้วย ซึ่งถ้าหากเด็กรุ่นต่อๆ ไปมีการป้องกันมากขึ้น มีฟันผุน้อยลงการรักษาก็จะต้องน้อยลงด้วยในอนาคต” นี่คือเป้าหมายของโครงการที่ ทพ.วสันต์ อยากให้เกิดขึ้น

อย่าลืมว่า ปัญหาสุขภาพฟันเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ฟันมีหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร ถ้าฟันมีปัญหาอาจจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ รวมถึงปัญหาการเจ็บป่วยด้วยโรคบางโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากช่องปากและฟัน ไปจนถึงเรื่องของสภาพจิตใจของเด็กเมื่อโตขึ้น

เริ่มดูแลฟันลูกน้อยตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้พูดได้อย่างเต็มปากว่า “ยิ้มสดใส เด็กไทยฟันดี”

ฟัน SUPPERMAN ของน้องอาร์ม

Tuesday, September 23rd, 2008

 

 

หมอเปียยังจำได้ดี บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง คุณแม่น้องอาร์มพาลูกชายมาทำฟันเป็นครั้งแรกในชีวิต 6ขวบของแก น้องอาร์มแต่งชุดนักเรียนชั้นอนุบาล สะพายเป้ใบเล็กไว้ กลางหลัง พูดจาซ้ำๆ อยู่ว่า “ไปลีโอแลนด์ ไปลีโอแลนด์” เมื่อหมอเปียชวนคุยถึงเพื่อนที่ โรงเรียน เด็กน้อยตอบเป็นประโยคสั้นๆ ซ้ำๆ “มีเพื่อน มีเพื่อน”

น้องอาร์มยอมขึ้นนอนบนเตียงทำฟันโดยดี อ้าปากกว้างยอมให้หมอตรวจฟัน พบว่าไม่มีฟันผุ จึงแนะนำให้เคลือบร่องฟันกราม คุณแม่ขอให้หมอเคลือบร่องฟันลูกชาในวันนั้นเลย

หนูเป็นคนพิเศษนะลูก” คุณแม่เปรยขึ้นแล้วบอกกับหมอว่า “น้องอาร์มเป็นเด็ก AUTSTIC ค่ะ”

ฟังแล้วหมดเปียนึกร้อง อ๋อ ในใจ มิน่าเล่า เด็กน้อยถึงพูดเพียงประโยคสั้นๆ ซ้ำๆ รู้เช่นนี้แล้วยิ่งต้องใส่ใจพูดคุย ทำความรู้จักแกให้มากขึ้น

น้องอาร์มมีความสามารถพิเศษทางด้านไหนคะ” หมอถามคุณแม่ “เด็ก AUTSTIC คนหนึ่งที่หมอรู้จักเก่งทางคำนวณ”

อาร์มเก่งภาษาอังกฤษ และ คอมพิวเตอร์ ค่ะ” คุณแม่เล่าอย่างภูมิใจ

หลังจากทำความสนิทสนมพักใหญ่ หมออธิบายถึงวิธีเคลือบร่องฟัน 2 ให้แกฟังว่าก่อนอื่น หมอจะขัดฟันหนูจนสะอาดแล้าเอาภู่กันป้ายน้ำมะนาวสีเขียวไปทาที่ฟันหนู ตอนนี้ต้องอยู่นิ่งๆ นะคะ อย่าให้ลิ้นมาโดนฟัน เพราะน้ำมะนาวเปรี้ยวมาก เสร็จแล้วหมอจะล้างฟันหนูจนสะอาดเอื่ยม ฟันจะขาวสวย ทีนี้จะเอาน้ำนมมาหยอดบนฟัน เอาไฟฉายส่อง เมื่อเสร็จเรียบร้อย ฟันหนูจะแข็งแรงกลายเป็นฟัน SUPERMAN

 

น้องอาร์มมีทีท่าเข้าอกเข้าใจเป็นอันดี แต่เมื่อหมอเริ่มทำงานจริง ๆ เด็กน้อยจะผลุดลุกขึ้นนั่งอย่างหวาด ๆ เป็นเช่นนี้ห้าหกครั้ง มิใยที่หมอ และ ผู้ช่วยจะทั้งปลอบ ทั้งคุณแม่จะยื่นคำขาดไม่พาไปเที่ยว ลีโอแลนด์ถ้าไม่ทำฟัน

หมอเปียเชื่อในหลัก “ไม่บังคับฝืนใจเด็ก” ทั้งนี้เพราะการรักษาฟันไม่เหมือนการตรวจรักษาโรคทั่ว ๆ ไปที่ใช้เวลาเพียงประเดี๋ยวเดียว หรือถ้าเด็กไม่ให้ความร่วมมือ หมอก็ยังสามารถตรวจ และรักษาให้หายด้วยยา แต่การรักษาฟันเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้เวลา จึงต้องการความร่วมมืออย่างสูง ดังนั้นถ้าหมอคิดจะรักษาฟันให้เด็กที่ไม่พร้อมมีทางเดียวคือ จับแกตรึงเข้ากับอุปกรณ์มัดเด็ก ลักษณะเป็นแผ่นไม้กระดาน มีแถบรัดตัว, รัดขา, รัดมือ และรัดหัว แล้วใช้ยางกัดค้ำขากรรไกรให้อ้าไว้ เด็กที่ไม่ยอมให้หมอทำฟันเพราะความดื้อรั้น มักจะไม่รู้สึกกระไรนักที่ถูกพันธนาการเช่นนี้ แต่เด็กน้อยที่กลัวจริงๆ อาจฝังใจกลัวการทำฟันจนกระทั่งแกโตเป็นผู้ใหญ่เลยทีเดียว

อ้าว ! แล้วจะทำอย่างไร คำตอบคือ เด็กจะให้ความร่วมมือกับคนที่แกรู้สึกไว้ใจ คนที่ใส่ใจความรู้สึกของแกว่า หนูกลัวไอเครื่องเสียงดัง ๆ หนูเมื่อยปากขอหนูพักซักหน่อยเถิด อย่าทำหนูเจ็บนะ อ้อ ! แล้วให้รางวัลหนูด้วย เด็ก ๆ ที่ไม่เคยปวดฟันมักไม่ทราบหรอกว่า ทำไมแกจะต้องมานอนให้หมออุดฟัน, เคลือบร่องฟัน หรืออื่น ๆ หมอต้องโยงเรื่องฟันไปยังเรื่องที่แกเข้าใจง่าย ๆ เช่น แจ็ค ฟันหนูเน่าแล้วนะ ถ้าหนูไม่รีบให้หมอรับหนอนออก ปากจะเหม็นจนเพื่อน ๆ ไม่เล่นด้วย ไม่มีใครอยากคุยกับคนที่มีหนอนในปากหรอก กลัวมันกระโดดเข้าไปในปากของเรา ขนาดหมอจะล้างฟันให้หนูยังต้องเอาผ้าปิดปากไว้เลย

เมื่อน้องอาร์มไม่พร้อม หมอจึงไม่บังคับ คุณแม่บอกลูกชายว่า “หนูไม่ทำฟัน แม่ไม่พาไปเที่ยวลีโอแลนด์แล้ว” น้องอาร์มฮึดฮัด พูดซ้ำคำเดิม “จะไปลีโอแลนด์”

หมอเปียฟังวลีนั้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จนพอจะเข้าใจเจ้าหนูได้ลาง ๆ บางทีชีวิตของแกซึ่งสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างยากลำบาก สวนสนุก ลีโอแลนด์ อาจเป็นสถานที่เดียวที่แกจะสนุกสนานได้ อย่างอิสระและสะดวกใจ

น้องอาร์มคะ หนูรู้มั้ยที่ประตูทางเข้าลีโอแลนด์ พี่ยามที่เก็บตั๋วน่ะ จะขอดูฟันเด็กทุกคนว่า ได้เคลือบฟันเป็นฟัน SUPERMAN รึยัง” หมอเปียใช้กลอุบายใหม่ มุสาวาจากับเด็กน้อย “เด็กที่ยังไม่ได้เคลือบร่องฟัน ถึงมีตั๋วยามก็ไม่ให้เข้าไปเล่นหรอกค่ะ”

น้องอาร์มหน้าเหลอ แกไม่เคยได้ยินกติกานี้มาก่อน จึงตั้งใจฟังอย่างจริงจังยิ่งกว่าครั้งใด ๆ “เพราะอะไรทราบมั้ยคะ” เจ้าหนูนิ่ง หมอรีบรุก เข้าประเด็นสำคัญทันที “ถ้าฟันเด็กไม่เป็นฟัน SUPERMAN จะเล่นเครื่องเล่นบางอย่างไม่ไหวหรอกค่ะ อันตราย”

เหตุผลของหมอ คงฟังสมเหตุสมผลน่าดู น้องอาร์มจึงยอมให้เคลือบร่องฟัน ในคราวแรกถึง 3 ซี่ ก่อนกลับบ้าน หมอแอบกระซิบย้ำกับคุณแม่ ให้บอกยามที่ประตูสวนสนุกช่วยตรวจฟันแกก่อนผ่านเข้าไปเล่น

คุณแม่ยิ้ม หมอก็ยิ้ม น้องอาร์มยิ้มกว้างที่สุด พึมพำกับตัวเองเหมือนเดิม “ไปลีโอแลนด์ ไปลีโอแลนด์”

 

ขนนก

************************************************************************

โดย ทญ มนูญ ดุจหนึ่งคุณากร

460 รามคำแหง 39

วังทองหลาง บางกะปิ

กรุงเทพฯ 10310

โทร. 02-530-1004, 02-934-6612

 

 

_______________________________________________________

 

1เด็ก AUTISTIC ไม่สามารถรับรู้หรือติดต่อ กับโลกภายนอกตนได้ จึงจำต้องอยู่ลำพังในโลกของตน เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนที่รับรู้และสื่อสาร โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความเข้าใจและการใช้ภาษา เด็กดังกล่าวจำนวนหนึ่งเป็นเด็กที่มีสติปัญญาปกติ และจำนวนมิใช่น้อยที่มีสติปัญญาสูงกว่าเด็กธรรมดา

ปัจจุบันแพทย์และนักการศึกษาเข้าใจลักษณะของเด็ก AUTISTIC มากขึ้น เด็กดังกล่าวจึงได้รับการรักษาตั้งแต่เยาว์วัย โอกาสที่จะหายขาดจึงมีมาก

2 การเคลือบร่องฟันเป็นวิธีป้องกันไม่ให้ฟันผุ โดยจะใช้กรดอ่อนทาบนด้านบดเคี้ยวของฟันกราม แล้วล้างให้สะอาด จากนั้นหยดพลาสติกเหลวให้ไหลเข้าไปในร่องบดเคี้ยว ฉายแสงเพื่อให้พลาสติกแข็ง คราบอาหารจึงไม่สามารถสัมผัสร่องฟันซึ่งเป็นจุดที่ผุง่ายที่สุดได้

อยากรู้จังทำไมฟันสีแปลกๆ ไม่สวยเลย

Sunday, July 20th, 2008

ความผิดปกติของสีฟันแบ่งได้ เป็น สองแบบใหญ่ๆ

  1. สีฟันผิดปกติตั้งแต่เกิด
    • ฟันเตตร้า มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลหรือเหลืองอมน้ำตาล  เนื่องจากสีของเชื้อราที่สกัดทำยาเตตร้าไซคลีนเข้าไปสะสมในเนื้อฟันขณะที่กำลังสร้างฟัน   เมื่อโดนแสงแดดนานๆเข้า สีฟันจะเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีน้ำตาลหรือสีเทาในที่สุด
    • ฟันตกกระ  ฟันมีสีขาวมากเกินไป มักเป็นสีขาวแต้มๆเป็นจุดหรือด่างขาวทั่วไปบนตัวฟัน เกิดจากการได้รับสาร ฟลูออไรด์ มากเกินไป   พบมากในกลุ่มประชากรที่ยังใช้น้ำบาดาลที่มีฟลูออไรด์ปริมาณสูง
  2. สีฟันเปลี่ยนไปในภายหลัง
    • ฟันถูกกระแทกอย่างแรงจนเลือดออกภายในฟัน เลือดจะถูกอัดเข้าไปในเนื้อฟันซึ่งมีรูพรุนอยู่มากมาย เมื่อเลือดแข็งตัวก็จะเห็นเป็นสีแดงคล้ำจากภายนอก เมื่อเวลาผ่านไปจะค่อยๆดำขึ้น
    • ฟันมีรอยสีดำจากการผุ หรือฟันที่ตายแล้วหลังการรักษารากฟัน
    • ฟันเปลี่ยนสีจากสารพัดคราบ เช่น คราบน้ำชากาแฟ คราบบุหรี่ สีจากอาหารบางชนิด
    • ฟันสีเข้มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น

 

เราทราบสาเหตุของการผิดปกติของสีกันแล้วนะค่ะ พรุ่งนี้หมอจะมาตอบคำถามว่าจะมีวิธีทำให้ฟันสีสวยขึ้นไหม พบกันพรุ่งนี้ค่ะ

 

น้ำยาบ้วนปากจำเป็นแค่ไหน

Monday, July 7th, 2008

น้ำยาบ้วนปากมีอยู่ 3 ประเภท

  1. น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพื่อช่วยให้เนื้อฟันมีความแข้งแรงขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ฟันผุง่าย สามารถใช้ได้เป็นประจำ
  2. น้ำยาบ้วนปากที่มีโปตัสเซียมไนเตรทเพื่อแก้เสียวฟัน เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาเหงือกร่นจนรากฟันโผล่ทำให้เสียวฟันง่าย
  3. น้ำยาบ้วนปากชนิดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  เหมาะสำหรับใช้ชั่วคราวเวลาที่แปรงฟันไม่ได้หลังผ่าตัดในช่องปาก  การใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปากจนหมด  เกิดการเสียสมดุลย์อาจเกิดการติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น