ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้จริงหรือ?

Thursday, November 24th, 2011

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 27/02/2008

เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

 

โรคฟันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับทุกคน หากจะรักษาโรคฟันผุโดยวิธีการแก้ไข
คืออุดฟันให้ฟันดีทุกๆ ซี่ ในทุกๆ คน โดยปราศจากการคิดหาวิธีป้องกันควบคู่ไปด้วย
คงไม่สามารถไล่ทันหรือพิชิตฟันผุให้ลดลงได้
อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณอย่างมากมากมหาศาลชนิดที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม

 

เราจะต้องผลิตทันตแพทย์เท่าไหร่ จึงจะพอกับประชากร 60 ล้านคน

เราจะต้องสูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ในการซื้ออุปกรณ์วัสดุทางทันตกรรม

 

ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากยิ่งที่เน้นไปที่การแก้ไขให้ตรงจุด

 

มีหลายประเทศที่เน้นการป้องกัน เพื่อสู้กับโรคฟันผุโดยใช้สารฟลูออไรด์(fluoride)
ไม่ว่าจะเติมลงในน้ำประปา น้ำดื่ม หรือใช้ในรูปของยาเม็ดและน้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ

การใช้ฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุทั่วโลกใช้มานานกว่า 50 ปี แล้ว
โดยนักวิจัยทางทันตแพทย์ศาสตร์ ได้ศึกษาทดลอง และติดตามผลของฟลูออไรด์จากธรรมชาติ
การใช้ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ ในห้องทดลอง และคลีนิกพบว่า

 

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้อย่างไร?

 

การใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ เราใช้ได้ 2 รูปแบบ คือ

 

  • แบบรับประทาน
    พวกที่ผลิตมาสำหรับรับประทานนั้น
    มาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ ผสมกับน้ำดื่ม ได้จากน้ำธรรมชาติ และในอาหารทะเล ผักต่างๆ
  • แบบสัมผัสโดยตรง
    พวกที่ใช้สัมผัสหรือใช้ทาเฉพาะที่ผิวฟันก็มีในรูปของวุ้นข้นๆ
    หรือเจล และที่เรามักเห็นคุ้นตาก็คือ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก

 

การใช้ฟลูออไรด์สำหรับป้องกันฟันผุให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดนั้นต้องใช้ทั้งกินและทาที่ผิวฟันโดยตรง
และอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม คือในแต่ละอายุให้ปริมาณไม่เท่ากัน
และวิธีใช้ที่แตกต่างกัน
ผู้ปกครองควรที่จะรับรู้วิธีการใช้ฟลูออไรด์อย่างถูกต้องและเหมาะสมจากทันตแพทย์

 

ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ

 

  • ฟลูออไรด์ในน้ำประปา
    ความคิดที่จะใช้ระบบป้องกันฟันผุในชุมชนใหญ่ๆ ให้ได้ผลมีประสิทธิภาพ
    และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดนั้นได้มีการศึกษาและทดลองกันอย่างแพร่หลาย
    และมาสรุปตรงว่าถ้าเราใช้ฟลูออไรด์เติมในน้ำประปาให้มีปริมาณ 1 ส่วน
    ในล้านส่วนแล้วจะช่วยลดฟันผุได้ถึง 50-60 %
    ข้อเท็จจริงเหล่านี้จะเห็นได้จากความสำเร็จในหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ
    นิวซีแลนด์
    และสิงคโปร์

    สำหรับประเทศไทยเราได้ศึกษาการใช้ฟลูออไรด์ในน้ำประปามาเป็นระยะเวลาพอสมควร
    และน่าจะได้รับการพิจารณาเป็นโครงการระดับชาติ ที่จะช่วยลดอัตราฟันผุ
    เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างยิ่ง

  • ฟลูออไรด์ชนิดเม็ดและน้ำ
    เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะให้เด็กรับประทานฟลูออไรด์
    สำหรับชนิดน้ำใช้หยดให้เด็กทารกรับประทานตั้งแต่เกิดจนกระทั่งฟันขึ้น
    พอรู้จักเคี้ยวอาหารจึงเปลี่ยนมาเป็นชนิดเม็ดในเด็กอายุ 2-3 ขวบขึ้นไป
    หากรับประทานตั้งแต่เกิดจนอายุ 14 ปี
    จะทำให้ฟลูออไรด์มีประสิทธิภาพสูงสุดไปเสริมให้ฟันเข็งแรงสมบูรณ์
  • น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์ช่วยลดฟันผุได้ 20-25 %
  • ยาสีฟันฟลูออไรด์ช่วยลดฟันผุได้ 20 %
  • ฟลูออไรด์เจล ที่ใช้ในคลีนิกทันตกรรม
    เป็นฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง ใช้ในการเคลือบหรือทาที่ฟันโดยตรงโดยทันตแพทย์
    ทำทุกๆ 6 เดือน จะช่วยลดฟันผุได้ 20-30 %

 

สำหรับผู้สูงอายุฟลูออไรด์ก็มีบทบาทในการป้องกันรากฟันผุในกรณีที่มีเหงือกร่น
คนที่ได้รับฟลูออไรด์ปริมาณที่เหมาะสมจะมีการผุของรากฟันต่ำกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์
และในกรณีที่เป็นผู้ที่ต้องได้รับการฉายแสงจากการรักษามะเร็งในช่องปาก การใช้
ฟลูออไรด์ เข้มข้นเคลือบฟันให้เนื้อฟันแข็งแรงขึ้น
และก็ช่วยลดอัตราการผุของฟันได้อย่างดี

 

ในกรณีที่มีการเสียวฟันจากคอฟันสึก
การใช้ฟลูออไรด์เข้มข้นก็จะช่วยลดอาการเสียวฟันได้เช่นกัน

 

เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่นักวิจัยทางทันตแพทย์ค้นคว้าจนสามารถนำฟลูออไรด์มาช่วยป้องกันฟันผุจนให้ผลที่น่าพอใจ
แต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยเสริมให้สุขภาพช่องปากสมบูรณ์ขึ้น คือ
การสร้างอุปนิสัยในการดูแลฟัน และเหงือกโดยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี
การใช้เส้นใยไนล่อนขัดฟัน การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง
ตลอดจนพบทันตแพทย์ตรวรจฟันทุกครึ่งปี
ถ้าทำได้เช่นนี้ก็เชื่อว่าคุณคงจะมีสุขภาพช่องปากที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดไป

 

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

กินอาหารเพื่อสุขภาพฟัน

Monday, August 1st, 2011

มื่อเรารับประทานอาหารผ่านเข้าไปในช่องปาก แบคทีเรีย ซึ่งอยู่ในรูปของแผ่นบางๆ เหนียว ที่เรียกว่า Plaque (แผ่นคราบ) จะเปลี่ยนอาหารเหล่านั้นให้เป็นกรดทำลายฟันและเหงือก

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

 อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่อีกด้านหนึ่งการกินไม่เลือก ไม่ระมัดระวังก็มีโทษสำหรับร่างกายเช่นกัน ตอนนี้เรารณรงค์ในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่รับประทานแล้วน้ำหนักไม่เพิ่ม ไม่อ้วน อาหารที่กินแล้วไม่ก่อให้เกิดโรค เช่น ไขมันอุดตันในเลือด โรคหัวใจ ทางทันตกรรมก็เช่นกัน เราให้ความสำคัญในเรื่องอาหารอย่างมากในการป้องกันโรคฟันผุ โรคเหงือก

แบคทีเรียเหล่านี้ชอบอาหารหวาน อาหารที่เป็นแป้งมาก หลังรับประทานอาหารหากยังไม่แปรงฟันทันที แบคทีเรียเหล่านี้ก็ทำหน้าที่สร้างกรดไปเรื่อยๆ ดังนั้นยิ่งรับประทานอาหารบ่อยๆ 3 มื้อหลักแล้วยังมีแทรกระหว่างมื้อ อาหารก็สัมผัสกับฟันมากขึ้นโอกาสที่ฟันและเหงือกก็ถูกทำลายมากขึ้น

อะไรบ้างที่ ควร หรือ ไม่ควร ในการดูแลรักษาสุขภาพฟัน
DO (ควรปฏิบัติ)

  • ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ให้เกิดความสมดุล
  • - ขนมปัง ข้าว Cereal อาหารที่มีกากใย
    - ผลไม้
    - ผัก
    - เนื้อปลา ถั่ว
    - นม ชีส โยเกิต
  • ถ้าหากจะทานอาหารว่างลดอาหารพวกแป้ง น้ำตาล ให้ทาน ผัก ผลไม้แทน
  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
  • ทำความสะอาดซอกฟันด้วยไหมขัดฟัน Dental Floss
  • พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน

 DONT (ไม่ควร)

  •  ไม่ควรให้น้ำตาลสัมผัสฟันนานๆ
  • - ลดการอมลูกอม
    - ขนมกรอบๆ เหนียวๆ ติดฟัน
  • น้ำอัดลม (Soft drink) มีน้ำตาลเยอะมาก 1 กระป๋อง บางยี่ห้อมีน้ำตาล 11 ช้อนกาแฟ ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม อย่าดื่มน้ำอัดลมทุกมื้ออาหาร
  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อ- ฟันเปลี่ยนสี
    - เสี่ยงต่อโรคเหงือก
    - เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปาก ลำคอ

 กุญแจสำคัญในการเลือกรับประทานอาหารอย่างชาญฉลาดไม่ใช่จะไม่กินพวกแป้ง น้ำตาลเลย แต่ต้องระวังในการกินและคิดก่อนกินทุกครั้ง เพราะอาหารมีผลต่อสุขภาพของเรา ถ้าเราสามารถควบคุมและผักให้เป็นนิสัยก็จะส่งให้สุขภาพของเราดี และยิ้มได้อย่างสวยงาม

 

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

สธ.รณรงค์เด็กไทยดื่มนมฟลูออไรด์ทุกคนทุกวันป้องกันฟันผุ

Friday, May 20th, 2011

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันที่ 12 พฤษภาคม 2554
สธ.รณรงค์ให้เด็กนักเรียนดื่มนมฟลูออไรด์ทุกคน ทุกวัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา ซึ่งทรงห่วงใยเด็กไทย เพื่อให้เด็กไทยแข็งแรง ฟันไม่ผุ

วันนี้ (12พ.ค.) ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติพบว่า เด็กอายุ 6 ปี เป็นโรคฟันผุร้อยละ 87.4 สำหรับเด็กอายุ 12 ปี เป็นโรคฟันผุร้อยละ 57.3 และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กในเขตกรุงเทพมหานครและเขตชนบท กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ร่วมกับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในประเทศไทยขึ้น ภายใต้การสนับสนุนด้านวิชาการจากองค์การอนามัยโลก และงบประมาณสนับสนุนบางส่วนจากมูลนิธิ The Borrow Foundation ประเทศอังกฤษ ด้วยการผลิตนมเสริมฟลูออไรด์ในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ตั้งแต่ปี 2543 นำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ดร.นพ.สมยศ กล่าวต่อว่า โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เป็นโครงการแรกที่ริเริ่มการผลิตนมฟลูออไรด์ในประเทศไทย มีเด็กนักเรียนเข้าร่วมโครงการจำนวน 35,000 คน ทดลองดื่มนมฟลูออไรด์พาสเจอร์ไรด์ขนาด 200 มิลลิตร/ถุง และมีปริมาณฟลูออไรด์ 0.5 มิลลิกรัม/ถุง ซึ่งเป็นขนาดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เฉลี่ย 160-170 วันต่อ 1 ปีการศึกษา และผลการประเมินพบว่า เด็กที่เริ่มดื่มนมฟลูออไรด์ตั้งแต่ชั้นอนุบาลและประถมศึกษาปีที่ 1 ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปีนั้น สามารถลดโรคฟันผุในฟันแท้ได้มากกว่าเด็กที่ไม่ได้ดื่มนมฟลูออไรด์ถึงร้อยละ 34.4 นอกจากนี้ ผลการศึกษาปริมาณฟลูออไรด์โดยรวมที่ได้รับในแต่ละวันของเด็กที่ดื่มนมฟลูออไรด์พบว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติ ปลอดภัยและไม่จำเป็นต้องรับประทานฟลูออไรด์เสริมรูปแบบอื่น แต่ควรให้เด็กแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ตามปกติ

ดร.นพ.สมยศ กล่าวอีกว่า กรมอนามัยยังได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดทำโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 50 พรรษาขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 โดยขยายความครอบคลุมให้เด็กทั้งหมดในกรุงเทพมหานครได้ดื่มนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ และกรมอนามัยยังได้ขยายโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในต่างจังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี สระแก้วและชลบุรี ส่งผลให้ขณะนี้มีเด็กนักเรียนรวมกว่า 700,000 คน ได้ดื่มนมฟลูออไรด์ ที่ผลิตจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และโรงนมอื่นที่มีการพัฒนาโรงนมเพื่อผลิตฟลูออไรด์ ซึ่งได้การรับรองระบบ GMP Codex ตามมาตรฐานสากล มีนักวิทยาศาสตร์การอาหาร มีชุดตรวจฟลูออไรด์จาก The Borrow Foundation มีการฝึกอบรมจากโครงการสวนจิตรลดา ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และได้รับการติดตามในการผลิตทั้งก่อนและระหว่างการผลิตทุกปี ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 16 แห่งทั่วประเทศ และจากผลการประเมินพบว่า นมฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมสามารถลดฟันผุในเด็กที่ดื่มต่อเนื่อง 2 ปี ขึ้นไป ทั้งในฟันแท้และฟันน้ำนมโดยไม่พบผลเสียในเรื่องฟันตกกระ และในปี 2554 นี้ โครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ จะเริ่มดำเนินการในจังหวัดกระบี่ รวมถึงจะสนับสนุนการขยายการดำเนินงานในพื้นที่ซึ่งที่มีปัญหาฟันผุสูงและมีฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคต่ำกว่ามาตรฐาน 17 จังหวัด ที่มีความพร้อมโดยเฉพาะในภาคใต้และภาคอีสาน

“ทั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมายุครบ 84 พรรษา และทรงห่วงใยสุขภาพเด็กไทย กรมอนามัยจะรณรงค์ให้เด็กนักเรียนทุกพื้นที่ได้ดื่มนมทุกคน ทุกวัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และฟันไม่ผุต่อไป”อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

Do’s Don’ts เคี้ยวให้ฟันปลอดภัย

Monday, May 9th, 2011

หากถามว่าอวัยวะอะไรที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย ฟันที่ใช้เคี้ยวอาหาร นี่แหละ แต่ถึงจะแข็งอย่างไรก็มีโอกาสสูญเสียจากโรคฟันผุโรคเหงือกได้

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
หากถามว่าอวัยวะอะไรที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย ฟันที่ใช้เคี้ยวอาหาร นี่แหละ แต่ถึงจะแข็งอย่างไรก็มีโอกาสสูญเสียจากโรคฟันผุโรคเหงือกได้ มีอีกอย่างที่บางท่านคิดไม่ถึงหรือไม่ค่อยระวัง คือการใช้ฟันผิดประเภทมากกว่าการใช้เคี้ยวอาหารเพียงอย่างเดียว เราสามารถยืดอายุฟันออกไปได้ ถ้าระมัดระวังว่าอะไร ควรกัดควรเคี้ยวมีอะไร?

Don’ t
ถึงแม้ว่าฟันจะแข็งมาก แต่มีโอกาสแตกหักขึ้นได้ เพราะการที่ไปกัดของแข็งมากๆ เช่น ใช้ฟันแทนที่เปิดฝาเบียร์ ฝาน้ำอัดลม อย่าทำครับ
อย่าใช้ฟันขบกัดของแข็งจนเป็นนิสัยประจำ เช่น กัดก้านแว่นตา ปากกา กัดเข็มเย็บผ้า หรือคาบไปค์นานๆ ฟันจะสึกโค้งตามวัสดุที่กัด
อย่าเคี้ยวหรือใช้ฟันกัดของที่เหนียวมากๆ
อย่าใช้ฟันกัดเปลือกผลไม้ที่แข็งมากๆ เช่น เมล็ดเกาลัก หรือขบแตงโมจนเป็นนิสัยเมล็ด
อย่าใช้ฟันกัดก้ามปู แทะกระดูก

หากคุณที่มีฟันที่เคยอุดไว้ เนื้อฟันที่เหลือจะน้อยลง พึ่งระลึกเสมอว่า ความแข็งแรงลดลงไปด้วยเช่นกัน บางท่านต้องมาพบหมอฟันอย่างฉุกเฉินด้วยฟันหน้าหักเพราะไปใช้ฟันกัดก้ามปู การใช้ฟันหากเราระมัดระวังรู้จักสภาพฟันของเราดีก็จะช่วยลดอุบัติเหตุหรือหลีกเลี่ยงอันตรายกับฟันได้

ถ้าอยากให้ฟันแข็งแรงอยู่กับเรานานๆ ต้องทำอย่างนี้

Dos
เคี้ยวอาหารที่นุ่มและไม่เหนียว
ห้ามใช้ฟันเป็นเครื่องมือในการกัด แทะ หรือเปิดสิ่งของต่างๆ
อย่าเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของน้ำตาล
รับประทานอาหารที่เป็นกากใย เช่น ผลไม้ ช่วยขัดกวาดทำความสะอาดฟัน แทนอาหารที่มีน้ำตาลเหนียวๆ

ที่สำคัญอย่าลืมว่า หลังการเคี้ยวมื้อหลักๆ แล้วควรทำความสะอาดฟันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้ไหมขัดซอกฟันทำความสะอาดด้านข้างของฟัน และอมน้ำยาบ้วนปาก หรือใช้ฟลูออไรด์เสริมความแข็งแรงให้ฟัน

การดูแลสุขภาพฟันอย่างจริงจัง เลือกอาหาร พบทันตแพทย์เป็นประจำหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ในการใช้ฟันบดเคี้ยว คุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง มีรอยยิ้มที่ประทับใจ ปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้น เพิ่มความแข็งแรงให้ฟัน และความสะอาดในช่องปากตลอดไป

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

กินต้องเลือกเพื่อ เหงือกและฟัน

Wednesday, April 20th, 2011

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 06/03/2008
อาหารทุกชนิดที่เราทานจะผ่านทางปาก คราบอาหารที่หลงเหลือจากการบดเคี้ยว จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดทำลายฟันโดยแบคทีเรีย…
การเลือกรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่เหล่า มีผลต่อการเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ในมุมกลับกัน การกินไม่เลือก ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ การได้สารอาหารครบมีความจำเป็นต่อสุขภาพฟันและเหงือก เราพบว่าถ้าขาดอาหารโรคเหงือกอักเสบจะลุกลามเร็วมาก แรงต้านทานต่อการอักเสบจะลดน้อยลง
สารอาหารที่เพียงพอจะมีผลดีต่อการเจริญเติบโตของฟันในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับอาหารครบทุกหมู่เหล่าที่มีผลต่อการสร้างฟัน โดยเฉพาะธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และ ฟลูออไรด์ โปรตีน วิตามิน ต่างๆ จริงๆ แล้วฟันของเด็กเริ่มเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ อาหารที่คุณแม่ทานย่อมมีผลต่อฟันลูกอย่างแน่นอน

อาหารทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ
อาหารทุกชนิดที่เราทานจะผ่านทางปาก โดยมีการบดเคี้ยวสัมผัสกับเหงือกเป็นด่านแรก คราบอาหารที่หลงเหลือจากการบดเคี้ยว จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดทำลายฟันโดยแบคทีเรีย

อาหารที่ช่วยส่งเสริมทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ

น้ำตาล ที่ใช้ในการปรุงอาหาร ขนม น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลที่อยู่ในนม น้ำตาลที่ผสมในอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงต่างๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด น้ำผึ้งที่ผสมในขนม น้ำตาลเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้ฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดรับประทานทั้งหมด เพราะร่างกายยังต้องการสารอาหาร ที่มีในนม ผลไม้ ผัก

แป้ง เป็นอาหารที่ทำให้เกิดพลังงาน (มีอยู่ใน ข้าว ขนมปัง ขนม ฯลฯ) ในมุมกลับกันก็ทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่ายเช่นกัน

กินต้องเลือก เพื่อให้สุขภาพฟันดีเราต้องปรับวิธีการกิน และรูปแบบการกินเสียใหม่ ผมขอแนะนำว่า

ลดการทานอาหารระหว่างมื้อ ยิ่งกินบ่อย เพิ่มความถี่ในการกิน จำนวนกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย ก็มีโอกาสสัมผัสกับผิวฟันมากขึ้น ฟันผุ เหงือกอักเสบง่ายขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ ในเด็กที่หลับคาขวดนม มักจะมีฟันผุทั้งปากก่อนฟันแท้ขึ้น หรือคนที่ทานอาหารว่างอยู่เรื่อย จะมีฟันผุและเหงือกอักเสบมากกว่าคนที่ทานอาหารตามมื้อ

ลดทานอาหารหวานเหนียวๆ ติดฟันง่าย เช่น ท้อฟฟี่ น้ำเชื่อมที่มากับขนม น้ำอัดลม อาหารพวกแป้งที่แปรรูป เช่น ขนมปังกรอบ อาหารหวานสำเร็จรูปบางอย่าง เราควรดูฉลากเพื่อตรวจปริมาณน้ำตาล คงต้องเลือกและลดเสีย ไม่ควรทานบ่อยๆ เลือกทานผลไม้เป็นอาหารว่างแทนขนม สุขภาพฟันดี อย่าลืม กินต้องเลือก และแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้ยาสีฟันที่มีฟูลออไรด์ ป้องกันฟันผุ ใช้ไหมขัดฟัน ทำความสะอาดตามซอกฟัน พบทันตแพทย์ ปี 2 ครั้ง

ถ้าคุณระวังเรื่องอาหารสักหน่อยและทำความสำอาดทุกครั้งหลงรับประทานเป็นประจำ เชื่อแน่ว่าคุณจะมีสุขภาพฟันและเหงือกดีตลอดไป

โรคฟันผุ

Thursday, October 15th, 2009

การเกิดโรคฟันผุ มาจากปัจจัย 4 ประการ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ แผ่นคราบจุลินทรีย์ อาหารประเภทแป้งน้ำตาล ตัวฟัน และเวลา โดยแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติในช่องปากจะทำปฏิกิริยากับคราบ (Plaque) ที่ติดค้างอยู่ตามซอกฟัน และผิวเคลือบฟัน ซึ่งเราขจัดออกไปได้ไม่หมด เกิดเป็นกรดขึ้น ซึ่งกรดสามารถทำลายผิวเคลือบฟัน ก่อให้เกิดโรคฟันผุขึ้นได้หาก pH ในปากมีค่าต่ำกว่า 5.5 บ่อย ๆ และเป็นเวลานาน

อาการ
การผุของฟัน จะเริ่มขึ้นที่ชั้นผิวเคลือบฟันก่อน โดยจะเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ หรือเป็นเส้นดำตามร่องฟันด้านบดเคี้ยว หรือเนื้อฟันมีสีขาวขุ่นผิดปกติ ระยะนี้มักไม่พบอาการเสียวฟันหรือปวดฟันแต่อย่างใด ซึ่งการทำความสะอาดฟันที่ดี สามารถชลอการลุกลามของโรคฟันผุได้ แต่หากเราปล่อยไว้ไม่ดูแล ฟันผุลุกลามไปถึงขั้นเนื้อฟัน จะมีอาการเสียวฟันเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเมื่อกระทบของเย็น บางครั้งอาจมีอาการปวดได้ แต่หากเรายังปล่อยทิ้งไว้จนฟันผุลุกลามไปถึงขั้นโพรงประสาทฟัน ซึ่งมีเส้นเลือดและเส้นประสาท จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น อาจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี แม้ได้รับยาแก้ปวด บางครั้งก็อาจไม่ทุเลาอาการปวดได้ แลถ้าผุลุกลามมากอาจทำให้รากฟันอักเสบและเป็นหนอง เงือกบวม หรือแก้มบวมได้ ซึ่งระยะนี้ไม่สามารถอุดฟันด้วยวิธีปกติทั่วไปได้ ต้องรักษาครองรากฟัน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลารักษานาน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย บางครั้งอาจต้องสูยเสียฟัน เนื่องจากผุลุกลามมาก ไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบด้านการบดเคี้ยวจะมีประสิทธิภาพลดลง และต้องใช้ฟันเทียม ซึ่งมีค้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

การป้องกัน
โรคฟันผุ เป็นดรคที่ไม่สามารถรักษาและป้องกันได้โดยวิธีการกินยา เมื่อมีฟันผุก็ต้องรักษาด้วยการอุดฟัน หรือถอนฟันเท่านั้น ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุเรามีวิธีปฏิบัติได้ด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ ดังนี้

1. รักษาสุขภาพอนามัยช่องปากให้สะอาดด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน ควรแหรงฟันหลังรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง หรือถ้าทำได้ไม่สะดวก ก็ใช้วิธีบ้วนน้ำแรง ๆ หลาย ๆ ครั้ง

2. รับประทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์ต่อฟัน เช่น อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารที่ส่งเสริมให้ฟันผุได้ง่าย

3. ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุก ๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง

4. ใช้ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ และทำให้ฟันแข็งแรง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ร่วมกับการรับประทานยาน้ำ/ยาเม็ดฟลูออไรด์ (ในเด็ก) การอมน้ำยาฟลูออไรด์ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

โดย ทพญ.โฉมไฉไล เอกจิตต์
งานทันตกรรม โรงพยาบาลศิริราช
ได้รับข้อมูลจาก http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=99

การดูแลฟันทารกน้อย

Tuesday, September 8th, 2009

ได้รับข้อมูลจาก www.thaiparents.com

สำหรับการเลี้ยงลูกนั้น นมแม่จะมีผลดีต่อสุขภาพในช่องปากของทารก โอกาสเกิดฝ้าขาวในปากจะน้อยกว่าการเลี้ยงด้วยนมขวด แต่หากจำเป็น ต้องเลี้ยงด้วยนมขวด ควรปฏิบัติดังนี้

1 ให้ทารกดูดน้ำตามหลังดูดนมขวด เพื่อชะล้างคราบนมที่ตกค้างในปาก โอกาสเกิดฝ้าขาวในปากจะลดลง

2 ไม่ปล่อยให้เด็กหลับคาขวดนม เพราะจะทำให้เกิดปัญหาฟันผุลุกลาม อย่างรวดเร็ว

การทำความช่องปากทารก

ทารกอายุ 6 – 7 เดือน ฟันหน้าเริ่มขึ้น ควรใช้ผ้านุ่มสะอาดพันปลายนิ้วชุบ น้ำต้มสุกเช็ดเหงือกและฟัน เช้า – เย็น เพื่อทำความสะอาดและเป็นการฝึก ให้เด็กคุ้นเคยกับการทำความสะอาดช่องปาก ต่อไปเด็กจะยอมรับการ แปรงฟันได้ดี เด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป อาจให้รับประทานฟลูออไรด์เสริมเพื่อ ให้ฟันแข็งแรง แต่จะต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์เท่านั้น

เด็กวัยขวบครึ่ง ฟันกรามน้ำนมเริ่มขึ้น ควรใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม แปรงฟันให้เด็ก โดยยังไม่ต้องใช้ยาสีฟัน

น้ำยาบ้วนปากจำเป็นแค่ไหน

Monday, July 7th, 2008

น้ำยาบ้วนปากมีอยู่ 3 ประเภท

  1. น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพื่อช่วยให้เนื้อฟันมีความแข้งแรงขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ฟันผุง่าย สามารถใช้ได้เป็นประจำ
  2. น้ำยาบ้วนปากที่มีโปตัสเซียมไนเตรทเพื่อแก้เสียวฟัน เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาเหงือกร่นจนรากฟันโผล่ทำให้เสียวฟันง่าย
  3. น้ำยาบ้วนปากชนิดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  เหมาะสำหรับใช้ชั่วคราวเวลาที่แปรงฟันไม่ได้หลังผ่าตัดในช่องปาก  การใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปากจนหมด  เกิดการเสียสมดุลย์อาจเกิดการติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น