<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คลินิกทันตแพทย์สมเกียรติ จัดฟัน,ดัดฟัน,รักษารากฟัน,อุดฟัน,ใส่ฟัน,ฟอกสีฟัน,ขูดหินปูน &#187; ขากรรไกร</title>
	<atom:link href="http://www.skdentalclinic.com/tag/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a3/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.skdentalclinic.com</link>
	<description>จัดฟัน,ทำฟัน,ดัดฟัน,รักษารากฟัน,อุดฟัน,ใส่ฟัน,ฟอกสีฟัน,ขูดหินปูน</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Sep 2010 04:40:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>การดูดนมขวดกับผลเสียต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Sep 2010 04:14:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[domino]]></category>
		<category><![CDATA[Open bite]]></category>
		<category><![CDATA[Tongue thrust]]></category>
		<category><![CDATA[ขวดนม]]></category>
		<category><![CDATA[ขากรรไกร]]></category>
		<category><![CDATA[ดูดนิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[นมแม่]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันเหยิน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างใบหน้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=84</guid>
		<description><![CDATA[เขียนบทความโดย ทพ.สมเกียรติ ดุจหนึ่งคุณากร  เมื่อเร็วๆ นี้คุณหมอ ยุพยง  แห่งเชาวนิช ซึ่งท่านเป็นเลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่ แห่งประเทศไทย ได้ตั้งคำถามกับผมว่า  “การเลี้ยงทารกด้วยนมขวด จะส่งผลเสียอย่างไรต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร”   จำได้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ในตำราจัดฟัน เมื่อครั้งพยายามสอบเข้าเรียนจัดฟัน เมื่อเกือบ 20 ปี มาแล้ว หลังจากจบทำงานเป็นหมอจัดฟันในเวลาต่อมา ผมได้สังเกตเห็นว่า คนไข้จัดฟันทั้งเด็กและวัยรุ่นเกือบทั้งหมด รวมทั้งคนไข้ผู้ใหญ่จำนวนมากมีพฤติกรรมของลิ้นผิดปกติคล้าย ๆ กัน โดยทุกคนจะดันลิ้นมาจุกอยู่หลังฟันหน้าทั้งบนและล่าง ขณะกำลังกลืนน้ำลายแทบทุกครั้ง พฤติกรรมเช่นนี้ของลิ้น เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการจัดฟัน เมื่อสอบถามจากพ่อแม่ของคนไข้จัดฟันเหล่านี้ คำตอบจะเหมือนๆ กันว่าลูกของเธอเติบโตมากับนมขวดแทบทุกคน ซึ่งตรงกับสิ่งที่เคยอ่านพบในตำราจัดฟันหลายๆ เล่ม  Graber( 1 )  ครูคนสำคัญของหมอจัดฟัน ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อแรกเกิด   ริมฝีปากของทารกเป็นอวัยวะรับความรู้สึก ที่มีพัฒนาการค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ทารกสามารถ ดูดนมแม่ได้เอง โดยไม่ต้องสอน ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงทารกด้วยนมขวด คือ ทารกจำเป็นต้องได้รับอาหาร 2 อย่าง เพื่อให้มีพัฒนาการต่อไป อาหารอย่างแรก อาหารกาย คือน้ำนม ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำหรับทารก  อาหารอย่างที่สองคือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เขียนบทความโดย ทพ.สมเกียรติ ดุจหนึ่งคุณากร</p>
<p> เมื่อเร็วๆ นี้คุณหมอ ยุพยง  แห่งเชาวนิช ซึ่งท่านเป็นเลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่ แห่งประเทศไทย ได้ตั้งคำถามกับผมว่า  “การเลี้ยงทารกด้วยนมขวด จะส่งผลเสียอย่างไรต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร”   จำได้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ในตำราจัดฟัน เมื่อครั้งพยายามสอบเข้าเรียนจัดฟัน เมื่อเกือบ 20 ปี มาแล้ว หลังจากจบทำงานเป็นหมอจัดฟันในเวลาต่อมา ผมได้สังเกตเห็นว่า คนไข้จัดฟันทั้งเด็กและวัยรุ่นเกือบทั้งหมด รวมทั้งคนไข้ผู้ใหญ่จำนวนมากมีพฤติกรรมของลิ้นผิดปกติคล้าย ๆ กัน โดยทุกคนจะดันลิ้นมาจุกอยู่หลังฟันหน้าทั้งบนและล่าง ขณะกำลังกลืนน้ำลายแทบทุกครั้ง พฤติกรรมเช่นนี้ของลิ้น เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการจัดฟัน เมื่อสอบถามจากพ่อแม่ของคนไข้จัดฟันเหล่านี้ คำตอบจะเหมือนๆ กันว่าลูกของเธอเติบโตมากับนมขวดแทบทุกคน ซึ่งตรงกับสิ่งที่เคยอ่านพบในตำราจัดฟันหลายๆ เล่ม<br />
 Graber( 1 )  ครูคนสำคัญของหมอจัดฟัน ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อแรกเกิด   ริมฝีปากของทารกเป็นอวัยวะรับความรู้สึก ที่มีพัฒนาการค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ทารกสามารถ ดูดนมแม่ได้เอง โดยไม่ต้องสอน ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงทารกด้วยนมขวด คือ ทารกจำเป็นต้องได้รับอาหาร 2 อย่าง เพื่อให้มีพัฒนาการต่อไป อาหารอย่างแรก อาหารกาย คือน้ำนม ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำหรับทารก  อาหารอย่างที่สองคือ อาหารใจ  ทารกยังบอกเราไม่ได้ว่า   ทั้ง 2 สิ่งนี้ สำคัญกับเขาแค่ไหน อย่างไหนที่สำคัญกว่ากัน  ขณะที่ทารกดูดนมแม่ จากเต้านมของแม่ในอ้อมอกของแม่ ทารกย่อมซึมซับความรัก ความทะนุถนอมและไออุ่น ผ่านทางริมฝีปาก และอิ่มท้องในขณะเดียวกัน แต่ทารกที่ดูดนมขวดจนอิ่มท้อง จะได้รับความอิ่มเอมใจไม่เท่าเทียม คุณแม่บางคนไม่เข้าใจเรื่องนี้  ถึงขนาดช่วยบีบขวดนมเพื่อให้ลูกน้อย อิ่มไวๆ  เมื่อทารกได้รับความสุขจากริมฝีปากไม่เพียงพอ จึงดูดนิ้วเพื่อทดแทนความสุขที่ขาดหายไป ขณะเดียวกัน พัฒนาการของลิ้น กระพุ้งแก้มและริมฝีปากในทารกทั้งสองกลุ่มนี้จะแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะการดูดนมแม่ แท้จริงแล้วทารกไม่ต้องออกแรงดูดแต่อย่างไร ทารกเพียงใช้ริมฝีปากเม้มเบา ๆ ที่หัวนมแม่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ในเต้านมแม่จะบีบน้ำนมป้อนให้กับลิ้นที่ห่อตัวรองรับน้ำนมไหลสู่ท้องลูกน้อยในที่สุด ผิดกับทารกที่ดูดนมขวด เธอต้องใช้แรงดูดของทั้งริมฝีปากและกระพุ้งแก้ม การทำงานของลิ้น ริมฝีปาก และกระพุ้งแก้ม จึงแตกต่างกันในทารกทั้งสองกลุ่มนี้  เมื่อทารกอายุได้ 1 ขวบถึงขวบครึ่ง ฟันกรามน้ำนมเริ่มขึ้น และเริ่มหย่านมแล้ว พัฒนาการในช่วงนี้ ทารกไม่จำเป็นต้องดุนลิ้นมารองรับน้ำนมแม่แล้ว แต่จะเริ่มเปลี่ยนวิธีการกลืนไปเป็นแบบผู้ใหญ่ ซึ่งขณะกลืนลิ้นจะไม่ดุนมาข้างหน้าและริมฝีปาก จะปิดสนิทได้โดยไม่ต้องเม้มเข้าหากัน แต่เด็กที่เคยดูดนิ้ว จนเป็นนิสัยทดแทนความสุขจากการดูดนมแม่ จะยังคงมีพฤติกรรมการกลืนแบบทารกต่อไปอีกนาน บางคนติดนิสัยกลืนแบบทารกน้อยจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พัฒนาการในส่วนนี้ ของเด็กสองกลุ่มจึงแตกต่างกันชัดเจน มีงานวิจัยหลายชิ้นรองรับข้อสังเกตนี้<br />
 Proffit (2)ได้กล่าวถึงงานวิจัยที่พบว่าเด็กในสังคมดั้งเดิมที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่จนค่อนข้างโต ไม่ค่อยพบการติดนิสัยดูดนิ้วหรือสิ่งของอื่น ๆ ดังนั้น เมื่อนมขวดชักนำให้เด็กติดนิสัยดูดนิ้ว เด็กเหล่านี้จะพัฒนานิสัยผิด ๆ ต่อไปอีกขั้น ด้วยการดุนลิ้น(Tongue thrust) มาแตะหลังริมฝีปากบนและล่างแทนนิ้ว  ในเวลาที่ไม่มีนิ้วอยู่ในปาก เมื่อเวลาผ่านไปฟันหน้าบนและล่างจึงงอกมาสบกันไม่สนิท เพราะมีนิ้ว หรือลิ้นขวางอยู่เป็นประจำ เมื่อให้เด็กเหล่านี้ กัดฟันเข้าหากัน จึงเห็นรอยโหว่ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ระหว่างฟันหน้าบน และล่าง (Open bite) เด็กบางคน จะพบมีฟันหน้าบนยื่นล้ำหน้าฟันหน้าล่าง (ฟันเหยิน)จากแรงงัดของนิ้วที่ดูดเล่นเป็นประจำ หากนิสัยที่ผิดปกติเหล่านี้ไม่ถูกแก้ไขให้ถูกต้อง พัฒนาการของเด็กทั้งสองกลุ่มนี้จะยิ่งแตกต่างกันออกไปทุกที ขณะที่เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่มีการกลืนที่ถูกวิธี    จนสามารถกลืนแบบผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบในที่สุด แต่เด็กที่ชอบดูดนิ้วจากการเลี้ยงด้วยนมขวด แล้วเกิดการพัฒนาไปในทางที่ผิดยิ่งขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง แรงจากกล้ามเนื้อมัดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมากกว่า จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการสบของฟันทั้งปากแล้วซ้ำเติมให้เกิดความผิดปกติ อย่างร้ายแรง จนคนไข้จะไม่สามารถสบฟันได้เลยถ้าไม่เยื้องคางไปข้างใดข้างหนึ่ง  เมื่อฟันเลือกที่จะสบกันได้ในท่าที่คางเบี้ยวไป จะส่งผลให้กระดูกขากรรไกรเจริญเติบโตแบบผิดรูป และส่งผลให้รูปหน้าของคนไข้เบี้ยวไป อย่างเห็นได้ชัด ถึงจุดนี้แล้ว การแก้ไขโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกที่ผิดรูปจะยุ่งยากและสิ้นเปลืองอย่างมาก แต่หากปล่อยไว้ไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ระบบการบดเคี้ยวทั้งหมดจะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วและปัญหาอื่น ๆ จะตามมาอีกมาก ไม่มีคุณแม่คนใดอยากเห็นลูกน้อยของเธอ ต้องประสบกับชะตากรรมแบบนี้ เราจะเห็นได้ว่าพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งคล้ายกับการล้มของ Domino ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ เมื่อ Domino แห่งความหายนะตัวแรกถูกผลักให้ล้มลง หากไม่หาทางหยุดยั้ง Domino ตัวอื่น ๆ ในที่สุด Domino แห่งความหายนะตัวสุดท้ายก็จะล้มลง ทางที่ดีเราสามารถเลือกที่จะไม่ผลักให้ Domino แห่งความหายนะตัวแรกล้มลงได้ โดยเลี้ยงทารกด้วยความรักและเสียสละทั้งหมดที่เรามี ทารกน้อยควรได้กินนมแม่อย่างเพียงพอ หากพลาดไปแล้ว จนทารกมีนิสัยดูดนิ้ว เกิดขึ้นโดยเฉพาะหลัง 3 ขวบครึ่งไปแล้วยังไม่เลิกนิสัยดังกล่าว คุณแม่ หมอเด็ก อาจรวมถึงหมอจัดฟัน คงต้องร่วมมือกันหาวิธียับยั้งไม่ให้ Domino ตัวต่อๆ ไปล้มก่อนที่ Domino ตัวสุดท้ายจะล้มลงในที่สุด</p>
<p>  <sup><span style="font-size: medium">1 )</span></sup> <span style="font-size: small">Graber T.M. : Orthodontics Principles and Practice. 3</span><sup><span style="font-size: small">rd</span></sup><span style="font-size: small"> Ed. Philadelphia, W.B. Saunders Company, 1972</span></p>
<p>  <sup><span style="font-size: medium">2)</span></sup> <span style="font-size: small">William R. Proffit : (contemporary Orthodontics. 2</span><sup><span style="font-size: small">nd</span></sup><span style="font-size: small"> Ed. St.Louis, Mosby Year Book, Inc., 1993.</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การจัดฟัน ตอนที่ 1</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Dec 2009 03:10:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[จัดฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[การสบฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ขากรรไกร]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เศษอาหารติด]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเหงือก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1.html</guid>
		<description><![CDATA[ในปัจจุบันนี้เรามักจะพบว่ามีผู้นิยมจัดฟันเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นแฟชั่นในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งจะเน้นไปทางด้านความสวยงามมากกว่าความจำเป็นในการรักษาทั้งๆ ที่การจัดฟันจะทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ คือ มีเศษอาหารติดง่ายทำความสะอาดยาก ทำให้เกิดฟันผุและโรคเหงือกได้ อีกทั้งวัสดุที่ใช้ยังไม่ได้มาตรฐาน ณ ปัจจุบันการจัดฟันหรือการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน จำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา 2. กลุ่มที่ควรได้รับการรักษา 3. กลุ่มที่ต้องการได้รับการรักษาเพื่อความสวยงาม ในตอนที่ 1 นี้ เราจะบอกถึง กลุ่มแรกคือผู้ที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันก่อนนะคะ กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อการแก้ไขโครงสร้างใบหน้าหรือการสบฟันที่ผิดปกติโดยด่วน เพื่อให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร ตลอดจนการสบฟันที่ถูกต้อง ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในลักษณะดังต่อไปนี้ &#8211; โครงสร้างใบหน้าผิดปกติ &#8211; ในเด็กรักษาโดยการจัดฟัน &#8211; ในผู้ใหญ่รักษาโดยการจัดฟันร่วมกับการทำศัลยกรรม &#8211; ฟันล่างสบคร่อมฟันบน ลักษณะฟันหน้าสบคร่อมฟันหน้าบนคือ ลักษณะที่ฟันหน้าล่างซี่เดียว หรือหลายซี่สบคร่อมฟันหน้าบน ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรเจริญผิดปกติ เช่น ขากรรไกรบนถูกจำกัดการเจริญเติบโตในขณะที่ขากรรไกรล่างเติบโตได้ ทำให้เกิดลักษณะใบหน้าเว้า และอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกรได้ &#8211; ฟันสบลึก ลักษณะฟันหน้าบนสบคร่อมฟันหน้าล่างมากกว่าปกติ ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรล่างเจริญน้อยกว่าปกติ และเกิดการบาดเจ็บที่เหงือกด้านเพดานของฟันหน้าบน เนื่องจากฟันหน้าล่างสบกระแทก &#8211; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบันนี้เรามักจะพบว่ามีผู้นิยมจัดฟันเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นแฟชั่นในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งจะเน้นไปทางด้านความสวยงามมากกว่าความจำเป็นในการรักษาทั้งๆ ที่การจัดฟันจะทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ คือ มีเศษอาหารติดง่ายทำความสะอาดยาก ทำให้เกิดฟันผุและโรคเหงือกได้ อีกทั้งวัสดุที่ใช้ยังไม่ได้มาตรฐาน ณ ปัจจุบันการจัดฟันหรือการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน จำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ<br />
        1. กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา<br />
        2. กลุ่มที่ควรได้รับการรักษา<br />
        3. กลุ่มที่ต้องการได้รับการรักษาเพื่อความสวยงาม<br />
ในตอนที่ 1 นี้ เราจะบอกถึง กลุ่มแรกคือผู้ที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันก่อนนะคะ<br />
กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อการแก้ไขโครงสร้างใบหน้าหรือการสบฟันที่ผิดปกติโดยด่วน เพื่อให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร ตลอดจนการสบฟันที่ถูกต้อง ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในลักษณะดังต่อไปนี้<br />
        &#8211; โครงสร้างใบหน้าผิดปกติ<br />
        &#8211; ในเด็กรักษาโดยการจัดฟัน<br />
        &#8211; ในผู้ใหญ่รักษาโดยการจัดฟันร่วมกับการทำศัลยกรรม<br />
        &#8211; ฟันล่างสบคร่อมฟันบน ลักษณะฟันหน้าสบคร่อมฟันหน้าบนคือ ลักษณะที่ฟันหน้าล่างซี่เดียว หรือหลายซี่สบคร่อมฟันหน้าบน ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรเจริญผิดปกติ เช่น ขากรรไกรบนถูกจำกัดการเจริญเติบโตในขณะที่ขากรรไกรล่างเติบโตได้ ทำให้เกิดลักษณะใบหน้าเว้า และอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกรได้<br />
        &#8211; ฟันสบลึก ลักษณะฟันหน้าบนสบคร่อมฟันหน้าล่างมากกว่าปกติ ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรล่างเจริญน้อยกว่าปกติ และเกิดการบาดเจ็บที่เหงือกด้านเพดานของฟันหน้าบน เนื่องจากฟันหน้าล่างสบกระแทก<br />
        &#8211; ฟันสบเปิด ลักษณะฟันหน้าบนและล่างเปิดห่างจากกันขณะสบฟัน ถ้าไม่ทำการรักษาอาจทำให้การตัดอาหารมาขาด ออกเสียงไม่ชัดเจน มีลักษณะการกลืนที่ผิดปกติ และเกิดการพัฒนาใบหน้าในแนวดิ่งมากกว่าปกติ<br />
        &#8211; นิสัยที่ผิดปกติ การดูดนิ้วเป็นลักษณะปกติจากความต้องการทางร่างกายของเด็ก การดูดนิ้วจะช่วยให้เด็กสบายใจผ่อนคลายความเหนื่อย ความหิว ความไม่สบายต่าง ๆ ดูดนิ้วน้อยลงจนเลิกในที่สุด เมื่อเด็กเริ่มเข้าโรงเรียนหรืออายุ 3-4 ปี แต่ถ้ายังไม่เลิกนิสัยดังกล่าว จะทำให้เกิดการสบฟันหน้าเปิด ฟันหน้าบนยื่น เกิดลักษณะการกลืนที่ผิดปกติ ฯลฯ ถ้าความผิดปกติไม่รุนแรง และเด็กเลิกดูดนิ้วได้เร็วลักษณะผิดปกติ อาจจะดีขึ้นเองจนถึงหายได้เอง การพยายามให้เด็กเลิกดูดนิ้วอาจเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ใช้มือจับของ เล่นแทนการเอานิ้วมือใส่ปาก ไม่ควรตำหนิ ดุ ว่า หรือทำให้เกิดความอาย ถ้าเด็กพอเข้าใจเหตุผลได้ควรใช้วิธีพูดคุยทำความเข้าใจ ให้เด็กรู้สึกอยากเลิกนิสัยดังกล่าวเอง กรณีเด็กยังเผลอเอานิ้วมือเข้าปาก โดยเฉพาะเมื่อเด็กง่วงนอนหรือจะเคลิ้มหลับ อาจแนะนำให้ใช้พลาสเตอร์พันนิ้วไว้ ถ้าเด็กไม่สามารถเลิกได้เองให้ปรึกษาทันตแพทย์<br />
        &#8211; การกัดหรือดูดริมฝีปาก พบในผู้ป่วยที่มีนิสัยขี้อาย ขาดความมั่นใจ ขลาดกลัว อาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวพันกับอวัยวะในช่องปากได้ เช่น ฟันหน้าบนยื่น ฟันหน้าล่างซ้อนเก กล้ามเนื้อคางเกร็งผิดปกติ การแก้ไขควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงผลเสีย และปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับการรักษา<br />
        &#8211; การกลืนที่ผิดปกติและตำแหน่งของลิ้นที่ผิดปกติ ในขณะกลืนผู้ป่วยจะยื่นลิ้นออกมาอยู่ระหว่างปลายฟันหน้าบนและล่าง ต้องพิจารณาจากขนาดของลิ้น โดยลิ้นอาจมีขนาดใหญ่ผิดปกติ เนื่องจากโรคทางระบบและตำแหน่งของลิ้นในขณะพักตำแหน่งของลิ้นที่ปกติอาจเป็นผลจากขบวนการปรับตัว มักพบในคนไข้ภูมิแพ้ มีการอุดตันของช่องจมูก ขากรรไกรบนแคบมาก ความสูงของใบหน้ามากผิดปกติควรมาพบทันตแพทย์เพื่อทำการแก้ไข ฟันหน้าห่าง การสบฟันหลังคร่อม การพูดออกเสียงไม่ชัด และเกิดการพัฒนาใบหน้าแนวดิ่งมากกว่าปกติ<br />
        &#8211; การหายใจทางปาก มักพบเมื่อมีการรบกวนระบบทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ ต่อมทอลซินอักเสบ เป็นต้น มักพบว่าผู้ป่วยมีอาการปากแห้งเสมอ ๆ นอนกรน ผลเสียที่เกิดขึ้นคือ ความสูงของใบหน้าด้านล่างมีค่ามากกว่าปกติ การสบฟันหน้าเปิด ขากรรไกรบนแคบกว่าปกติ การแก้ไขต้องพิจารณาสาเหตุที่มีความจำเป็นต้องหายใจทางปากอยู่เพราะความเคยชิน ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อใส่เครื่องมือแก้ไข<br />
        &#8211; คางเบี้ยว ขากรรไกรล่างผิดไปจากแนวกลางใบหน้า เนื่องจากตำแหน่งฟันผิดปกติ การสูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนกำหนด จะมีผลทำให้กระดูกเบ้าฟันบริเวณนั้นเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ และมีการเคลื่อนที่ของฟันข้างเคียงเข้าสู่ช่องว่างนั้นแคบลง ไม่มีที่เพียงพอสำหรับการขึ้นของฟันแท้ที่จะขึ้นมาแทนที่</p>
<p>ได้รับเอื้อเฟื้อข้อมูลจาก<br />
Siriraj E-Public Library<br />
 ทพญ.วรรณดี พลานุภาพ<br />
งานทันตกรรม  โรงพยาบาลศิริราช<br />
Faculty of Medicine Siriraj Hospital<br />
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟันคุด</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%94.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%94.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2009 05:45:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ขากรรไกร]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันคุด]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>
		<category><![CDATA[ยาแก้ปวด]]></category>
		<category><![CDATA[หมอฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[เหงือกอักเสบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=35</guid>
		<description><![CDATA[ข้อมูลความรู้จาก http://www.dentalcouncil.or.th/content/people/detail.php?type=6&#38;id=173 เวลาฟันคุดอักเสบจะทรมานมาก นึกในใจว่าฟันซี่เดียว แถม่ไม่ได้ขึ้นมาให้เราใช้งาน จะทรมานเจ้าของได้เพียงนี้ ทานยาแก้ปวดธรรมดาก็เอาไม่อยู่ อักเสบเร็วมาก หน้าก็บวม ระบมไปทั้งหน้า ทานข้าวก็ไม่ได้ เพราะปวดแผล และอ้าปากไม่ขึ้น ต้องทานยาแก้ปวดชนิดแรงๆ และยาแก้อักเสบ พอหายปวดก็ดีใจมาก แต่ก็ไม่กล้าไปผ่าออก เพราะกลัวเข็ม และที่สำคัญหมอฟันช่างน่ากลัวเหลือเกิน ช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมากมากๆ และแล้วอีกไม่น่านมันก็ปวดขึ้นมาอีก เหล่านี้คงเป็นความคิดของหลายๆคนต่อฟันขี้เกียจซี่นี้ ที่ทำกับเจ้าของได้อย่างเจ็บแสบ จะรอจนทรมานเอง หรือให้หมอทำให้ทรมานดี คงเป็นคำถามที่หลายคนอยากได้คำตอบมาก เพื่อใช้ในการชั่งน้ำหนักกัน ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องทราบว่าความทรมานของทั้งสองวิธีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ฟันคุดมันทรยศ ฟันคุดเป็นฟันที่ไม่ได้ขึ้นตรงๆตามฟันปกติทั่วไปโดยฟันจะขึ้นตั้งแต่อายุ 15-23 ปี อาจจะขึ้นแบบนอน ขึ้นแบบเอียง ขึ้นแบบปริ่มๆเหงือก หรือขึ้นแบบขี้เกียจสุดๆก็คือไม่ยอมขึ้นมาให้เห็นเลย ก็จะไปดันฟันที่ติดกัน เวลาทานอาหารเศษอาหารก็จะไปติดเต็มไปหมด ยิ่งซี่ที่ขึ้นปริ่มๆเหงือก เหงือกก็จะอักเสบบวมแดง หน้าก็บวม อ้าปากก็ไม่ขึ้น เคี้ยวอาหารก็ไม่ได้เพราะฟันบนกัดลงมาบนเหงือก ที่คลุมฟันอยู่ ไม่ได้ต่างอะไรจากเอามือไปวางบนทั่งแล้วใช้ค้อนตี แล้วพอเศษอาหารที่ไปติดกก็จะทำให้เหงือกอักเสบ ปากก็เหม็น และแล้วอาการบวมมันก็เริ่มจากตรงนี้ จากเหงือกที่บวมก่อน ลามไปถึงกระพุ้งแก้ม และลามไปจนทำให้หน้าบวม เนื่องจากหนองที่มาจากการอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้จะกินเวลาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเจ้าของฟัน ตัวฟันของแต่ละคน นอกจากนี้ฟันคุดยังทำให้กระดูกขากรรไกรบางมีโอกาสหักง่าย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อมูลความรู้จาก http://www.dentalcouncil.or.th/content/people/detail.php?type=6&amp;id=173</p>
<p>เวลาฟันคุดอักเสบจะทรมานมาก นึกในใจว่าฟันซี่เดียว แถม่ไม่ได้ขึ้นมาให้เราใช้งาน จะทรมานเจ้าของได้เพียงนี้ ทานยาแก้ปวดธรรมดาก็เอาไม่อยู่ อักเสบเร็วมาก หน้าก็บวม ระบมไปทั้งหน้า ทานข้าวก็ไม่ได้ เพราะปวดแผล และอ้าปากไม่ขึ้น ต้องทานยาแก้ปวดชนิดแรงๆ และยาแก้อักเสบ พอหายปวดก็ดีใจมาก แต่ก็ไม่กล้าไปผ่าออก เพราะกลัวเข็ม และที่สำคัญหมอฟันช่างน่ากลัวเหลือเกิน ช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมากมากๆ และแล้วอีกไม่น่านมันก็ปวดขึ้นมาอีก<br />
เหล่านี้คงเป็นความคิดของหลายๆคนต่อฟันขี้เกียจซี่นี้ ที่ทำกับเจ้าของได้อย่างเจ็บแสบ </p>
<p>จะรอจนทรมานเอง หรือให้หมอทำให้ทรมานดี คงเป็นคำถามที่หลายคนอยากได้คำตอบมาก เพื่อใช้ในการชั่งน้ำหนักกัน ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องทราบว่าความทรมานของทั้งสองวิธีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>ฟันคุดมันทรยศ<br />
ฟันคุดเป็นฟันที่ไม่ได้ขึ้นตรงๆตามฟันปกติทั่วไปโดยฟันจะขึ้นตั้งแต่อายุ 15-23 ปี อาจจะขึ้นแบบนอน ขึ้นแบบเอียง ขึ้นแบบปริ่มๆเหงือก หรือขึ้นแบบขี้เกียจสุดๆก็คือไม่ยอมขึ้นมาให้เห็นเลย<br />
ก็จะไปดันฟันที่ติดกัน เวลาทานอาหารเศษอาหารก็จะไปติดเต็มไปหมด ยิ่งซี่ที่ขึ้นปริ่มๆเหงือก เหงือกก็จะอักเสบบวมแดง หน้าก็บวม อ้าปากก็ไม่ขึ้น เคี้ยวอาหารก็ไม่ได้เพราะฟันบนกัดลงมาบนเหงือก<br />
ที่คลุมฟันอยู่ ไม่ได้ต่างอะไรจากเอามือไปวางบนทั่งแล้วใช้ค้อนตี<br />
แล้วพอเศษอาหารที่ไปติดกก็จะทำให้เหงือกอักเสบ ปากก็เหม็น และแล้วอาการบวมมันก็เริ่มจากตรงนี้ จากเหงือกที่บวมก่อน ลามไปถึงกระพุ้งแก้ม และลามไปจนทำให้หน้าบวม เนื่องจากหนองที่มาจากการอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้จะกินเวลาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเจ้าของฟัน ตัวฟันของแต่ละคน<br />
นอกจากนี้ฟันคุดยังทำให้กระดูกขากรรไกรบางมีโอกาสหักง่าย ละลายรากฟันข้างเคียงจากการดันตัว ของมัน มีโอกาสกลายเป็นถุงน้ำ หรือเนื้องอก ทำให้ฟันผุได้ง่าย</p>
<p>แล้วหมอฟันจะทำอะไรกับฟัน<br />
หมอฟันจะผ่าหรือถอนฟันคุดออก ขึ้นกับลักษณะการขึ้นของฟันและตำแหน่งของฟันที่ฝั่งอยู่ในกระดูก ถ้าหนักที่สุดก็ต้องทำการเปิดเหงือกที่คลุมฟันออก แลัวทำการกรอกระดูกที่คลุมฟันออก แล้วทำการแบ่งฟันเอา ทั้งตัวฟันและรากฟันออกมาให้หมด โดยในขั้นตอนการผ่าทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การระงับประสาทที่ดี อาการปวดของเจ้าของฟันจะเกิดหลังจากสิ้นฤทธฺิ์ยาชา จะมาจากการที่กรอกระดูก และการกระทบ กระเทือนเหงือกที่คลุมฟันอยู่ อาการบวมขึ้นกับปริมาณความกระทบกระเทือนต่อกระดูกและเหงือก ซึ่งจะเป็นไปตามลักษณะฟันของแต่ละคนโดยลักษณะการหายของแผลจะรวดเร็วและไม่มีอาการอักเสบอีกต่อไป</p>
<p>สรุป ตัดไฟแต่ต้นลม<br />
ทำไมเราจะต้องรอให้บวมอักเสบก่อนแล้วถึงจะไปเอาออก ในเมื่อถึงอย่างไรก็ต้องเอามันออกอยู่แล้ว ซึ่งการเอาออกในแต่ละรายนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการวางตัวของฟัน โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าสามารถ เก็บไว้ได้หรือไม่ และถึงแม้จะต้องเอาออกทันตแพทย์ก็จะมีวิธีการผ่าเอาฟันคุดออกโดยการระงับประสาททำให้ ระหว่างการรักษาไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ หลังจากการรักษาก็จะมีการระบมของแผลเล็กน้อย โดยเพียงจะมีแค่ อาการบวม สามารถรับประทานอาหารได้ลำบาก เท่านั้น ประมาณ 2-3 วันอาการก็จะทุเลาลง</p>
<p>ทำอย่างไรจึงจะหายบวมเร็ว<br />
อาการบวมมากหรือน้อยหลังจากการถอนฟัน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของฟันซี่นั้นๆ แต่ก็มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลดอาการบวม โดยทำการประคบน้ำเย็นหลังจากทำการผ่าฟันคุด 1-2 วัน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นประคบ ด้วยน้ำอุ่นต่อ อาการบวมที่เกิดขึ้นก็จะหายได้เร็วขึ้น</p>
<p>ทำไมผ่าฟันคุดจึงปวดมากๆ<br />
เป็นเพราะมีการกรอกระดูกที่คลุมตัวฟันออกไป ทำให้เกิดอาการปวดหลังจากทำการผ่าโดยอาการปวด จะค่อยๆลดลงภายใน 1-2 วัน ส่วนมากจะเป็นความลำบากที่เกิดจากการบวมทำให้ อ้าปากได้ลำบาก มีการบวมบนใบหน้า แต่ในขณะผ่าจะไม่รู้สึกปวดใดใด เนื่องจากการระงับประสาท โดยไม่จำเป็นจะต้องทำการดมยาสลบ เพราะเพียงแค่ระงับประสาทในช่องปากอย่างเดียวก็เพียงพอ และการทำการดมยาสลบก็มีผลข้างเคียงต่อคนไข้ได้หลายอาการ</p>
<p>ควรจะผ่าฟันคุดเมื่อใด<br />
การผ่าฟันคุดในวัยหนุ่มสาวไม่ค่อยมีปัญหา เพราะแผลหายเร็วกว่าปล่อยทิ้งไว้ ถ้าทำในผู้สูงอายุ ฟันจะติดแน่นกับกระดูกทำให้แผลหายช้า ผลแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดมีมากกว่า ความเสี่ยงก็ มีมากกว่า เนื่องจากโรคประจำตัว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาผ่าก็เมื่อมีอาการ ซึ่งในขณะนั้นมักอยู่ใน อาการอักเสบ ปวด เป็นหนอง และอ้าปากได้น้อย ทำให้การรักษาทำได้ยากและมีปัญหาได้มากกว่าเมื่อยังไม่มีอาการ อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ป่วยที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ หรือผู้สูงอายุที่ไม่มีอาการผิดปกติจากฟันคุด</p>
<p>ข้อปฏิบัติหลังการถอนฟันหรือผ่าตัดฟันคุด<br />
ไม่ควรรบกวนบริเวณแผล<br />
ห้ามบ้วนปากเพราะแผลจะขยับและเลือดออก<br />
หากเลือดยังไม่หยุดให้กัดผ้าเพิ่มอีก 15 นาที<br />
วันแรกควรทานยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง และประคบน้ำเย็น<br />
วันแรกควรทานอาหารอ่อนป้องกันเศษอาหารไปติดบริเวณแผล<br />
รับประทานยาแก้อักเสบตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด<br />
แปรงฟันตามปกติ แต่ควรระมัดระวังไปกระทบกระเทือนแผล<br />
วันที่ 3 หลังการผ่าตัดให้อมน้ำอุ่นบ้วนปากบ่อยๆ จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น<br />
การบวมเป็นจ้ำเขียวเป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกาย แต่ถ้ามีอาการบวมมากให้ปรึกษาแพทย์<br />
ไม่ควรสูบบุหรี่หรือดื่มอัลกอฮอลล์<br />
ในวันแรกหลังการผ่าตัดควรนอนหมอนสูงเพื่อลดการบวม</p>
<p>รศ.ทพ.เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์</p>
<p>Download : ไฟล์ที่ 1<br />
ผู้ประกาศ : webmaster<br />
แก้ไขล่าสุด : 21 กรกฎาคม 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%94.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
