ฝึกเคี้ยว…เรื่องใหญ่ของวัย 6-12 เดือน

Monday, August 8th, 2011

จากเมเนเจอร์ออนไลน์

ชวนเจ้าตัวเล็กมาสนุกกับการเคี้ยวแต่เด็ก

พอลูกเราโตได้ประมาณ 7 เดือน ฟันซี่แรกของเขาจะเริ่มขึ้น และนั่นก็เป็นสัญญาณว่าเขาจะเริ่มเคี้ยวอาหารได้แล้วนั่นเองค่ะ ถ้าเราฝึกให้ลูกกินอาหารอื่นๆ นอกจากนมบ้าง ก็จะเป็นการช่วยฝึกให้เขามีทักษะการเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้นด้วย พอลูกอายุครบ 1 ขวบไปแล้วเท่านั้นล่ะค่ะ เขาก็จะทานอาหารได้แบบผู้ใหญ่อย่างเราเลย แต่ก่อนจะเคี้ยวอาหารได้เก่งขนาดนั้น เด็กๆ มีปัญหาให้แม่อย่างเราปวดหัวเล็กน้อยค่ะ อย่างเช่น

 

    • ลูกไม่ยอมเคี้ยวข้าวเป็นเม็ดๆ

 

    • ชอบกินอาหารเหลวๆ

 

    • ถ้าถูกบังคับให้กินลูกก็มักจะบ้วนทิ้ง หรือไม่ก็อมไว้ไม่ยอมเคี้ยวไม่ยอมกลืน

 

    • ไม่กินอาหารแข็ง อาหารเป็นชิ้น

 

  • เด็กบางคน 2 ขวบไปแล้ว ยังกินแต่อาหารปั่นๆ เหลวๆ อยู่เลยค่ะ

ถ้า ลูกเรามีปัญหาแบบนี้ล่ะก็ แสดงว่าเขาอาจไม่ได้ถูกฝึกให้กินตามวัยมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง แต่ไม่เป็นไรค่ะ สอนช้าดีกว่าไม่สอนเขาเลยนะคะ

การเคี้ยว..สำคัญกับลูกแค่ไหน

จริงๆ แล้วต้องบอกว่าการเคี้ยวหงับๆ ที่ดูเหมือนง่ายกับเรา แต่อาจยากสำหรับลูกในตอนแรกๆ นั้น สำคัญกับการเจริญเติบโตของลูกเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะการเคี้ยวเป็นจุดเริ่มต้นของการย่อยอาหาร และการนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ถ้าลูกเราเคี้ยวไม่เป็น ก็เท่ากับว่า เขาจะไม่มีการเจริญเติบโตตามวัยที่ดี พออายุครบ 1 ขวบ นมที่เคยเป็นอาหารหลักของลูก ก็จะกลายเป็นอาหารเสริมไปโดยปริยาย ซึ่งก็แปลว่าอาหารหลักที่เข้ามาแทนที่นมก็จะเป็นอาหาร ที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ด้วยค่ะ

Do you know?

การเคี้ยวจะช่วยฝึกการเคลื่อนไหวของขากรรไกร เป็นการบริหารกล้ามเนื้อที่กระพุ้งแก้ม กล้าม เนื้อคอฝึกการใช้ลิ้นในการตวัด และดุนอาหาร ฯลฯ นอกจากฝึกบ่อยๆ จะทำให้เขาเคี้ยวได้ถูกต้องแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้กรามและฟันโตสมวัยด้วยค่ะ

หลัง 1 ขวบขึ้นไป เด็กจะเข้าสู่วัยแห่งการเรียนรู้ เขาจะไม่ชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ แต่จะดุ๊กดิ๊กเคลื่อนไหวไปมา และเริ่มไม่สนใจกินอาหารแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นเด็กวัยนี้เลยต้องให้ทานอาหารแข็งๆ เข้าไว้เพราะเขาจะได้อิ่มท้องนานขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะกินอาหารแข็งๆ เป็น ก็ต้องผ่านการฝึกการเคี้ยวอาหารแข็งและเหนียวให้ได้มากกว่าเดิมเสียก่อน เพราะถ้าเขายังเคี้ยวไม่เป็น เขาก็จะไม่อยากกินอะไร และอาจทำให้พัฒนาการเรียนรู้หยุดชะงักได้ค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกมีปัญหา เราก็ต้องฝึกให้ลูกเคี้ยวอาหารให้เป็นให้ได้นะคะ แต่ถ้าเจ้าตัวเล็กเลยหนึ่งขวบไปแล้ว แล้วยังไม่ได้ฝึก เราก็ต้องใจแข็งหัดให้เขาเคี้ยวให้ได้ ไม่ว่าเจ้าตัวเล็กจะดื้อแค่ไหน เราก็ต้องใจแข็งเข้าไว้นะคะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ดีกับตัวเขาเองนั่นล่ะค่ะ คุณแม่อย่างเราอาจลองเริ่มต้นด้วยการให้ลูกค่อยๆ กินอาหารแข็งขึ้น เขาจะได้ฝึกเคี้ยวบ้าง ถ้าลูกเป็นคนกินยากล่ะก็ อาจทำอาหารสีสันสดใสน่าทานเข้าไว้ หรือไม่ก็คุยไปกินไปเล่นไปก็ได้ เจ้าตัวเล็กของเราจะได้ไม่รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้กิน และถ้าลูกไม่ยอมเคี้ยวเราก็ลองเคี้ยวให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือชวนลูกพูด “หม่ำ หม่ำ” ก่อน กินอาหาร เขาจะได้รู้สึกว่าเคี้ยวอาหารสนุกยังไงเคี้ยวแล้วทำให้อาหารอร่อยขึ้นแค่ไหน อาจทำให้เขารู้สึกอยากเคี้ยวเพิ่มขึ้นบ้างค่ะ

และถ้าเป็นไปได้เราก็ต้องเลือกอาหารที่เหมาะกับวัยของลูกเราด้วยนะคะ อย่างตอน 4 เดือน ก็ให้เขาเริ่มกินอาหารเสริมได้บ้าง แต่อาจเป็นอาหารอ่อนๆ ก่อนนะคะ คือเริ่มจากบดให้ละเอียด แล้วค่อยๆ บดให้หยาบขึ้น เปลี่ยนเป็นสับละเอียด สับหยาบขึ้นตามพัฒนาการของลูกค่ะ พอลูกอายุ 8-9 เดือนแล้ว ลองสังเกตดูนะคะว่าลูกเราหยิบของเข้าปากบ้างรึเปล่า แล้วคุณแม่อย่างเราก็ลองเตรียมอาหารที่เป็นชิ้นๆ ให้หยิบกินง่ายๆ อย่าง ผักผลไม้หั่นเป็นแท่งๆ ขนมขาไก่แท่งใหญ่ๆ ฯลฯ ลูกเราจะได้หยิบกินและฝึกเคี้ยวได้มากขึ้นค่ะ

ที่มาข้อมูล : http://www2.enfababy.com

 

 

สังเกตอย่างไร ซี่ไหนฟันแท้-ฟันน้ำนม

Monday, May 9th, 2011

จากเมเนเจอร์ออนไลน์
วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ข้อมูลจาก myfirstbrain.com
วิธีง่ายๆ ที่จะทราบว่าเด็กมีฟันกรามแท้หรือยัง คือให้นับฟันของลูก เด็กจะมีฟันน้ำนมทั้งหมด 20 ซี่ โดยแบ่งเป็นฟันบน 10 ซี่และฟันล่าง 10 ซี่ ซึ่งจะขึ้นครบเมื่ออายุก่อน 3 ขวบ”

ลูก มีฟันคล้ายๆ ฟันคุดขึ้นมาสองซี่ช่วงฟันหน้า แฟนบอกว่าปล่อยไว้อาจทำให้ฟันเกได้ แต่จะถอนออกก็กลัวแกเจ็บ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นฟันน้ำนมหรือฟันแท้ (ที่โผล่เกินขึ้นมา) จะต้องทำอย่างไรดี

เท่าที่ฟังคุณแม่อธิบายมา คิดว่าน่าจะเป็นฟันเกินของฟันแท้ที่บริเวณฟันหน้าบน ซึ่งจะสามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการให้ทันตแพทย์เด็กตรวจดู พร้อมทั้งถ่ายภาพรังสีของฟันซี่หน้าบน และฟังดูน่าจะเป็นฟันเกินชนิดที่หันตัวฟันลงในทิศทางเดียวกับฟันปกติ ทำให้สามารถขึ้นมาในช่องปากได้เหมือนฟันปกติ แนะนำว่ารอให้ฟันเกินขึ้นมาจนเต็มซี่ก่อนแล้วจึงให้ทันตแพทย์เด็กถอนออก ซึ่งมักจะทำการถอนได้โดยไม่ยุ่งยาก แต่ควรพาลูกไปปรึกษาคุณหมอก่อน เพื่อให้ลูกเกิดความคุ้นเคย และให้คุณหมอมีโอกาสสร้างสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจกับลูกด้วยค่ะ

…คุณหมอจะเป็นผู้พิจารณาว่า ควรถอนฟันเกินนั้นออกเมื่อไร ในกรณีที่ฟันเกินไปขวางทางขึ้นของฟันแท้ในบริเวณนั้น การถอนฟันเกินออกเร็วก็จะช่วยให้ฟันแท้ขึ้นมาในช่องปากในตำแหน่งใกล้เคียง ปกติได้มากขึ้น แต่ถ้าฟันเกินนั้นไม่ได้ไปขวางทางการขึ้นของฟันแท้ เช่น จะพบได้บ่อยที่ฟันเกินขึ้นไปทางเพดานด้านหลังของฟันแท้ซี่หน้าบน การถอนฟันเกินออกเร็วหรือช้าก็ไม่ส่งผลให้ฟันเก

จะสังเกตได้อย่างไรว่าฟันของลูกซี่ไหนเป็นฟันน้ำ นม หรือฟันแท้คะ เพราะไม่เคยได้จดเอาไว้เลยค่ะ จำๆ ไว้ก็ลืมหมด ตอนนี้ก็ทำเพียงให้ลูกดูแลสุขฟันให้ดี เขาอายุ 7 ปี 7 เดือนแล้ว

ลูกอายุประมาณ 7 ขวบครึ่ง น่าจะมีฟันแท้เริ่มขึ้นทั้งบริเวณฟันหน้าและฟันกรามค่ะ โดยฟันแท้ที่บริเวณฟันหน้าจะขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนม โดยคิดตามหลักง่ายๆว่า ฟันน้ำนมซี่ไหนขึ้นมาในช่องปากก่อน ฟันน้ำนมซี่นั้นก็จะหลุดก่อน ตัวอย่างเช่น เด็กจะมีฟันน้ำนมคู่แรกขึ้นที่บริเวณฟันหน้าล่างเมื่ออายุประมาณ 6-8 เดือน ฟันน้ำนมคู่นี้ก็จะเป็นคู่แรกที่เริ่มเปลี่ยนเป็นฟันแท้เมื่อเด็กอายุประมาณ 6-7 ปี ถ้าเด็กมีฟันน้ำนมขึ้นเร็วเช่นเริ่มขึ้นซี่แรกเมื่ออายุเพียง 3-4 เดือน เด็กคนนั้นก็จะเปลี่ยนฟันแท้เร็วตามไปด้วย บางคนอายุเพียง 5 ขวบกว่า ฟันน้ำนมซี่แรกก็เริ่มโยกหลุดแล้ว ซึ่งตรงข้ามกับเด็กที่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นช้าเกือบ 1 ขวบ ฟันน้ำนมก็จะหลุดช้าด้วยเช่นกัน บางคนช้าถึง 7 ขวบกว่าก็พบได้ โดยทั่วไปการที่ฟันน้ำนมขึ้นเร็วหรือช้า ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของร่างกายส่วนอื่น

“วิธี ง่ายๆ ที่จะทราบว่าเด็กมีฟันกรามแท้หรือยัง คือให้นับฟันของลูก เด็กจะมีฟันน้ำนมทั้งหมด 20 ซี่ โดยแบ่งเป็นฟันบน 10 ซี่และฟันล่าง 10 ซี่ ซึ่งจะขึ้นครบเมื่ออายุก่อน 3 ขวบ”

ลูก มีฟันคล้ายๆ ฟันคุดขึ้นมาสองซี่ช่วงฟันหน้า แฟนบอกว่าปล่อยไว้อาจทำให้ฟันเกได้ แต่จะถอนออกก็กลัวแกเจ็บ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นฟันน้ำนมหรือฟันแท้ (ที่โผล่เกินขึ้นมา) จะต้องทำอย่างไรดี

เท่าที่ฟังคุณแม่อธิบายมา คิดว่าน่าจะเป็นฟันเกินของฟันแท้ที่บริเวณฟันหน้าบน ซึ่งจะสามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการให้ทันตแพทย์เด็กตรวจดู พร้อมทั้งถ่ายภาพรังสีของฟันซี่หน้าบน และฟังดูน่าจะเป็นฟันเกินชนิดที่หันตัวฟันลงในทิศทางเดียวกับฟันปกติ ทำให้สามารถขึ้นมาในช่องปากได้เหมือนฟันปกติ แนะนำว่ารอให้ฟันเกินขึ้นมาจนเต็มซี่ก่อนแล้วจึงให้ทันตแพทย์เด็กถอนออก ซึ่งมักจะทำการถอนได้โดยไม่ยุ่งยาก แต่ควรพาลูกไปปรึกษาคุณหมอก่อน เพื่อให้ลูกเกิดความคุ้นเคย และให้คุณหมอมีโอกาสสร้างสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจกับลูกด้วยค่ะ

…คุณหมอจะเป็นผู้พิจารณาว่า ควรถอนฟันเกินนั้นออกเมื่อไร ในกรณีที่ฟันเกินไปขวางทางขึ้นของฟันแท้ในบริเวณนั้น การถอนฟันเกินออกเร็วก็จะช่วยให้ฟันแท้ขึ้นมาในช่องปากในตำแหน่งใกล้เคียง ปกติได้มากขึ้น แต่ถ้าฟันเกินนั้นไม่ได้ไปขวางทางการขึ้นของฟันแท้ เช่น จะพบได้บ่อยที่ฟันเกินขึ้นไปทางเพดานด้านหลังของฟันแท้ซี่หน้าบน การถอนฟันเกินออกเร็วหรือช้าก็ไม่ส่งผลให้ฟันเก

จะสังเกตได้อย่างไรว่าฟันของลูกซี่ไหนเป็นฟันน้ำ นม หรือฟันแท้คะ เพราะไม่เคยได้จดเอาไว้เลยค่ะ จำๆ ไว้ก็ลืมหมด ตอนนี้ก็ทำเพียงให้ลูกดูแลสุขฟันให้ดี เขาอายุ 7 ปี 7 เดือนแล้ว

ลูกอายุประมาณ 7 ขวบครึ่ง น่าจะมีฟันแท้เริ่มขึ้นทั้งบริเวณฟันหน้าและฟันกรามค่ะ โดยฟันแท้ที่บริเวณฟันหน้าจะขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนม โดยคิดตามหลักง่ายๆว่า ฟันน้ำนมซี่ไหนขึ้นมาในช่องปากก่อน ฟันน้ำนมซี่นั้นก็จะหลุดก่อน ตัวอย่างเช่น เด็กจะมีฟันน้ำนมคู่แรกขึ้นที่บริเวณฟันหน้าล่างเมื่ออายุประมาณ 6-8 เดือน ฟันน้ำนมคู่นี้ก็จะเป็นคู่แรกที่เริ่มเปลี่ยนเป็นฟันแท้เมื่อเด็กอายุประมาณ 6-7 ปี ถ้าเด็กมีฟันน้ำนมขึ้นเร็วเช่นเริ่มขึ้นซี่แรกเมื่ออายุเพียง 3-4 เดือน เด็กคนนั้นก็จะเปลี่ยนฟันแท้เร็วตามไปด้วย บางคนอายุเพียง 5 ขวบกว่า ฟันน้ำนมซี่แรกก็เริ่มโยกหลุดแล้ว ซึ่งตรงข้ามกับเด็กที่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นช้าเกือบ 1 ขวบ ฟันน้ำนมก็จะหลุดช้าด้วยเช่นกัน บางคนช้าถึง 7 ขวบกว่าก็พบได้ โดยทั่วไปการที่ฟันน้ำนมขึ้นเร็วหรือช้า ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของร่างกายส่วนอื่น

ทญ. กุลยา รัตนปรีดากุล
…ส่วนฟันกรามแท้ซี่แรกจะขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับฟันแท้ซี่หน้าล่างขึ้น คือช่วงอายุประมาณ 6-7 ปี แตกต่างกันที่ว่าไม่ได้ขึ้นแทนที่ฟันน้ำนม แต่ขึ้นเข้าไปด้านในช่องปาก หลังฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้าย โดยมีรูปร่างคล้ายฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้าย แต่มีขนาดใหญ่กว่าฟันกรามน้ำนมประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ โดยเริ่มขึ้นจากฟันกรามแท้คู่ล่างก่อน และประมาณ 6 เดือนหลังนั้น ฟันกรามแท้คู่บนจึงเริ่มขึ้น ในเด็กบางคนขณะที่ฟันกรามแท้ขึ้น เด็กอาจรู้สึกเจ็บระบมที่เหงือกและเคี้ยวอาหารไม่สะดวกอยู่ระยะหนึ่ง แต่ส่วนมากฟันจะขึ้นมาได้โดยไม่มีปัญหาอะไร และเนื่องจากฟันกรามแท้ทั้ง 4 ซี่แรกนี้ จะขึ้นมาโดยไม่มีฟันน้ำนมหลุด บ่อยครั้งที่พ่อแม่จะไม่ทราบว่ามีฟันขึ้นใหม่ พอเห็นอีกครั้งอาจขึ้นเต็มซี่แล้ว ก็จะคิดว่าเป็นฟันน้ำนม และเนื่องจากเป็นฟันที่อยู่ลึกเด็กมักทำความสะอาดได้ไม่ถึง จึงมักพบว่าฟันกรามแท้ซี่นี้จะผุเร็วภายหลังจากขึ้นมาในช่องปากเพียงไม่กี่ ปี ระยะนี้จึงต้องการการดูแลจากผู้ใหญ่ให้ช่วยแปรงฟันให้ถึงฟันกรามแท้ซี่ในสุด ให้สะอาดทุกวัน

…วิธีง่ายๆ ที่จะทราบว่าเด็กมีฟันกรามแท้หรือยัง คือให้นับฟันของลูกค่ะ เด็กจะมีฟันน้ำนมทั้งหมด 20 ซี่ โดยแบ่งเป็นฟันบน 10 ซี่และฟันล่าง 10 ซี่ ซึ่งจะขึ้นครบเมื่ออายุก่อน 3 ขวบ ถ้าคุณแม่นับฟันล่างทั้งหมดได้ 12 ซี่ ก็แสดงว่ามีฟันกรามแท้ขึ้นมาด้านซ้ายและขวาด้านละซี่แล้ว ลองสังเกตดูจะเห็นว่าเป็นฟันที่มีรูปร่างเหมือนที่หมอได้อธิบายไปหรือไม่ และฟันแท้จะมีสีอมเหลืองมากกว่าฟันน้ำนมซึ่งมีสีค่อนข้างขาวกว่า ส่วนฟันหน้าก็สังเกตจากสีที่เหลืองกว่าในฟันแท้ ฟันซี่ใหญ่และยาวกว่า และส่วนปลายฟันแท้ซี่หน้าทั้งฟันบนและล่าง เมื่อขึ้นมาใหม่ๆ จะมีหยักที่ปลายฟัน ไม่เรียบเหมือนฟันน้ำนม

…วิธีหนึ่งที่เด็กๆ ซึ่งเป็นคนไข้ของหมอนิยมทำคือ จะหากล่องเล็กๆ เก็บสะสมฟันน้ำนมที่หลุดไว้ทุกซี่ค่ะ พอซี่ไหนหลุดเด็กก็จะเอาไปเก็บในกล่องใส่ฟัน เด็กจะสามารถบอกหมอได้ทุกครั้งที่มาตรวจฟัน 6 เดือนว่าเขาเหลือฟันน้ำนมในปากกี่ซี่ โดยเอา 20 ตั้งลบด้วยจำนวนฟันในกล่องค่ะ ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของฟันในปากของพวกเค้าเองค่ะ

ลูกชายมีโครงหน้าค่อนข้างใหญ่ แล้วเขามักจะมีอาการปวดกรามบ่อยๆ ไม่แน่ใจว่ามีปัญหาเกี่ยวกับขากรรไกรหรือไม่ จะสามารถพาไปตรวจได้อย่างไรบ้างคะ รบกวนแนะนำทีค่ะ

พอดีคุณแม่ไม่ได้บอกมาว่าลูกชายอายุเท่าไรแล้ว หมอขออธิบายเป็นกลางๆ นะคะว่า อาการปวดกรามที่คุณแม่อธิบายมา อาจเป็นปัญหาจากการปวดกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยวอาหารหรืออาจเป็นปัญหา ที่การอักเสบของบริเวณข้อต่อขากรรไกรก็ได้ แนะนำให้ปรึกษาทันตแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับระบบบดเคี้ยวและความเจ็บปวดของขา กรรไกรและใบหน้าค่ะ ซึ่งจะปรึกษาได้ตามคณะทันตแพทย์ทุกแห่งและโรงพยาบาลและคลินิกทันตกรรมขนาด ใหญ่ โดยควรโทรศัพท์สอบถามให้แน่ใจว่ามีคุณหมอสาขานี้และทำการนัดหมายก่อน

…โดยอาจพอทุเลาอาการเบื้องต้นได้ด้วยการประคบร้อน บริเวณที่มีอาการปวด หรือรับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วย แต่ก็เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุ ซึ่งอาการก็อาจกลับมาเป็นอีกถ้าได้รับการวินิจฉัยและรักษาต้นเหตุให้ถูกต้อง ค่ะ…

::: ทญ. กุลยา รัตนปรีดากุล :::
ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาทันตกรรมสำหรับเด็ก

เคี้ยวข้างเดียวนานๆ เป็นไรหรือไม่

Wednesday, March 23rd, 2011

การเคี้ยวข้างเดียวก็เป็นประเด็นหนึ่งที่โยงไปถึงการด้อยประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวและมีผลข้างเคียงหลายๆอย่าง …

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

การที่เรามีฟันครบอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ก็สามารถทำให้เราเคี้ยวอาหารได้ดีละเอียดขึ้น จะทานอะไรมันก็อร่อย ระบบบดเคี้ยวที่ดีต้องมีความสมดุล ซึ่งจะสัมพันธ์กันแค่ ฟัน ขากรรไกร และกล้ามเนื้อที่ขยับขับเคลื่อนขากรรไกร ถ้าอย่างหนึ่งอย่างใดผิดปกติ ระบบบดเคี้ยวก็เสียหายด้วย การเคี้ยวข้างเดียวก็เป็นประเด็นหนึ่งที่โยงไปถึงการด้อยประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวและมีผลข้างเคียงหลายๆอย่าง

ทำไมถึงเคี้ยวข้างเดียว
1. มีปัญหาที่ตัวฟันข้างนั้น เคี้ยวแล้วเศษอาหารติด,เคี้ยวแล้วเจ็บ จึงย้ายไปเคี้ยวอีกข้าง,ฟันผุที่ไม่ได้อุด,ฟันที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ,โยกคลอน,ฟันร้าว,ฟันแตก,ฟันเหลือแค่ราก ลักษณะอย่างนี้ที่ทำให้ฟันทำหน้าที่ไม่เต็มที่ คนใช้จึงโยกการเคี้ยวไปอีกข้าง

2. บริเวณข้างนั้นไม่มีฟัน หลังจากที่ถอนฟันไปแล้ว ทันตแพทย์มักแนะนำให้คนไข้ใส่ฟันเพื่อรักษาระบบการบดเคี้ยวให้เป็นไปเหมือนเดิม มีหลายท่านที่ถอนฟันแล้วไม่ใส่ก็ย้ายไปเคี้ยวฝั่งตรงข้ามที่มีฟันเต็มๆ

3. มีฟันครบแต่ประสิทธิภาพในการตัดอาหารของทั้งสองข้างไม่เท่ากัน เรามักจะไปเคี้ยวยังด้านที่บดอาหารได้ดีกว่า อาจเป็นเพราะยอดฟันสึกจากที่เคยอุดฟันหรือใส่ฟัน Procela..มานานๆ วัสดุอุดฟันอาจจะสึกแตก ความคมของยอดฟันสูญเสียไป ก็เคี้ยวไม่ถนัดเมื่อเทียบอีกข้าง

4. โดยนิสัยของแต่ละคนที่ถนัดเคี้ยวข้างเดียว

การเคี้ยวข้างเดียวมีผลอย่างไร?
1. เกิดความไม่สมดุลย์ต่อการบดเคี้ยว โดยปกติแล้วหัวต่อขากรรไกรจะมีทั้งซ้าย,ขวา ทำหน้าที่คล้ายบานพับ อ้าปากหุบปาก หากมีการเคี้ยวข้างเดียวนานๆ มีผลทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณหัวต่อขากรรไกรได้

2. การเคี้ยวข้างเดียว มีผลทำให้ฟันข้างนั้นทำงานหนักมากขึ้น โอกาสจะเสียหาย,ฟันสึก,แตกมีมากขึ้น

3. กล้ามเนื้อที่ใช้บดเคี้ยวด้านนั้นจะทำงานหนักมากขึ้น รูปขากรรไกรอาจดูไม่เท่ากัน กล้ามเนื้อด้านนั้นจะแข็งแรงและโตกว่าอีกข้าง
หากท่านเคี้ยวข้างเดียว จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ควรพบทันตแพทย์สาเหตุนั้นออก เพื่อให้ระบบบดเคี้ยวอยู่ในสภาพที่สมดุลย์ ลดการเสี่ยงต่อผลกระทบหรือสิ่งเสียหายที่มีต่อหัวต่อขากรรไกรและอวัยวะข้างเคียงได้ `

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551

การดูดนมขวดกับผลเสียต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร

Monday, September 6th, 2010

เขียนบทความโดย ทพ.สมเกียรติ ดุจหนึ่งคุณากร

 เมื่อเร็วๆ นี้คุณหมอ ยุพยง  แห่งเชาวนิช ซึ่งท่านเป็นเลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่ แห่งประเทศไทย ได้ตั้งคำถามกับผมว่า  “การเลี้ยงทารกด้วยนมขวด จะส่งผลเสียอย่างไรต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร”   จำได้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ในตำราจัดฟัน เมื่อครั้งพยายามสอบเข้าเรียนจัดฟัน เมื่อเกือบ 20 ปี มาแล้ว หลังจากจบทำงานเป็นหมอจัดฟันในเวลาต่อมา ผมได้สังเกตเห็นว่า คนไข้จัดฟันทั้งเด็กและวัยรุ่นเกือบทั้งหมด รวมทั้งคนไข้ผู้ใหญ่จำนวนมากมีพฤติกรรมของลิ้นผิดปกติคล้าย ๆ กัน โดยทุกคนจะดันลิ้นมาจุกอยู่หลังฟันหน้าทั้งบนและล่าง ขณะกำลังกลืนน้ำลายแทบทุกครั้ง พฤติกรรมเช่นนี้ของลิ้น เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการจัดฟัน เมื่อสอบถามจากพ่อแม่ของคนไข้จัดฟันเหล่านี้ คำตอบจะเหมือนๆ กันว่าลูกของเธอเติบโตมากับนมขวดแทบทุกคน ซึ่งตรงกับสิ่งที่เคยอ่านพบในตำราจัดฟันหลายๆ เล่ม
 Graber( 1 )  ครูคนสำคัญของหมอจัดฟัน ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อแรกเกิด   ริมฝีปากของทารกเป็นอวัยวะรับความรู้สึก ที่มีพัฒนาการค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ทารกสามารถ ดูดนมแม่ได้เอง โดยไม่ต้องสอน ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงทารกด้วยนมขวด คือ ทารกจำเป็นต้องได้รับอาหาร 2 อย่าง เพื่อให้มีพัฒนาการต่อไป อาหารอย่างแรก อาหารกาย คือน้ำนม ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำหรับทารก  อาหารอย่างที่สองคือ อาหารใจ  ทารกยังบอกเราไม่ได้ว่า   ทั้ง 2 สิ่งนี้ สำคัญกับเขาแค่ไหน อย่างไหนที่สำคัญกว่ากัน  ขณะที่ทารกดูดนมแม่ จากเต้านมของแม่ในอ้อมอกของแม่ ทารกย่อมซึมซับความรัก ความทะนุถนอมและไออุ่น ผ่านทางริมฝีปาก และอิ่มท้องในขณะเดียวกัน แต่ทารกที่ดูดนมขวดจนอิ่มท้อง จะได้รับความอิ่มเอมใจไม่เท่าเทียม คุณแม่บางคนไม่เข้าใจเรื่องนี้  ถึงขนาดช่วยบีบขวดนมเพื่อให้ลูกน้อย อิ่มไวๆ  เมื่อทารกได้รับความสุขจากริมฝีปากไม่เพียงพอ จึงดูดนิ้วเพื่อทดแทนความสุขที่ขาดหายไป ขณะเดียวกัน พัฒนาการของลิ้น กระพุ้งแก้มและริมฝีปากในทารกทั้งสองกลุ่มนี้จะแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะการดูดนมแม่ แท้จริงแล้วทารกไม่ต้องออกแรงดูดแต่อย่างไร ทารกเพียงใช้ริมฝีปากเม้มเบา ๆ ที่หัวนมแม่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ในเต้านมแม่จะบีบน้ำนมป้อนให้กับลิ้นที่ห่อตัวรองรับน้ำนมไหลสู่ท้องลูกน้อยในที่สุด ผิดกับทารกที่ดูดนมขวด เธอต้องใช้แรงดูดของทั้งริมฝีปากและกระพุ้งแก้ม การทำงานของลิ้น ริมฝีปาก และกระพุ้งแก้ม จึงแตกต่างกันในทารกทั้งสองกลุ่มนี้  เมื่อทารกอายุได้ 1 ขวบถึงขวบครึ่ง ฟันกรามน้ำนมเริ่มขึ้น และเริ่มหย่านมแล้ว พัฒนาการในช่วงนี้ ทารกไม่จำเป็นต้องดุนลิ้นมารองรับน้ำนมแม่แล้ว แต่จะเริ่มเปลี่ยนวิธีการกลืนไปเป็นแบบผู้ใหญ่ ซึ่งขณะกลืนลิ้นจะไม่ดุนมาข้างหน้าและริมฝีปาก จะปิดสนิทได้โดยไม่ต้องเม้มเข้าหากัน แต่เด็กที่เคยดูดนิ้ว จนเป็นนิสัยทดแทนความสุขจากการดูดนมแม่ จะยังคงมีพฤติกรรมการกลืนแบบทารกต่อไปอีกนาน บางคนติดนิสัยกลืนแบบทารกน้อยจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พัฒนาการในส่วนนี้ ของเด็กสองกลุ่มจึงแตกต่างกันชัดเจน มีงานวิจัยหลายชิ้นรองรับข้อสังเกตนี้
 Proffit (2)ได้กล่าวถึงงานวิจัยที่พบว่าเด็กในสังคมดั้งเดิมที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่จนค่อนข้างโต ไม่ค่อยพบการติดนิสัยดูดนิ้วหรือสิ่งของอื่น ๆ ดังนั้น เมื่อนมขวดชักนำให้เด็กติดนิสัยดูดนิ้ว เด็กเหล่านี้จะพัฒนานิสัยผิด ๆ ต่อไปอีกขั้น ด้วยการดุนลิ้น(Tongue thrust) มาแตะหลังริมฝีปากบนและล่างแทนนิ้ว  ในเวลาที่ไม่มีนิ้วอยู่ในปาก เมื่อเวลาผ่านไปฟันหน้าบนและล่างจึงงอกมาสบกันไม่สนิท เพราะมีนิ้ว หรือลิ้นขวางอยู่เป็นประจำ เมื่อให้เด็กเหล่านี้ กัดฟันเข้าหากัน จึงเห็นรอยโหว่ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ระหว่างฟันหน้าบน และล่าง (Open bite) เด็กบางคน จะพบมีฟันหน้าบนยื่นล้ำหน้าฟันหน้าล่าง (ฟันเหยิน)จากแรงงัดของนิ้วที่ดูดเล่นเป็นประจำ หากนิสัยที่ผิดปกติเหล่านี้ไม่ถูกแก้ไขให้ถูกต้อง พัฒนาการของเด็กทั้งสองกลุ่มนี้จะยิ่งแตกต่างกันออกไปทุกที ขณะที่เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่มีการกลืนที่ถูกวิธี    จนสามารถกลืนแบบผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบในที่สุด แต่เด็กที่ชอบดูดนิ้วจากการเลี้ยงด้วยนมขวด แล้วเกิดการพัฒนาไปในทางที่ผิดยิ่งขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง แรงจากกล้ามเนื้อมัดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมากกว่า จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการสบของฟันทั้งปากแล้วซ้ำเติมให้เกิดความผิดปกติ อย่างร้ายแรง จนคนไข้จะไม่สามารถสบฟันได้เลยถ้าไม่เยื้องคางไปข้างใดข้างหนึ่ง  เมื่อฟันเลือกที่จะสบกันได้ในท่าที่คางเบี้ยวไป จะส่งผลให้กระดูกขากรรไกรเจริญเติบโตแบบผิดรูป และส่งผลให้รูปหน้าของคนไข้เบี้ยวไป อย่างเห็นได้ชัด ถึงจุดนี้แล้ว การแก้ไขโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกที่ผิดรูปจะยุ่งยากและสิ้นเปลืองอย่างมาก แต่หากปล่อยไว้ไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ระบบการบดเคี้ยวทั้งหมดจะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วและปัญหาอื่น ๆ จะตามมาอีกมาก ไม่มีคุณแม่คนใดอยากเห็นลูกน้อยของเธอ ต้องประสบกับชะตากรรมแบบนี้ เราจะเห็นได้ว่าพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งคล้ายกับการล้มของ Domino ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ เมื่อ Domino แห่งความหายนะตัวแรกถูกผลักให้ล้มลง หากไม่หาทางหยุดยั้ง Domino ตัวอื่น ๆ ในที่สุด Domino แห่งความหายนะตัวสุดท้ายก็จะล้มลง ทางที่ดีเราสามารถเลือกที่จะไม่ผลักให้ Domino แห่งความหายนะตัวแรกล้มลงได้ โดยเลี้ยงทารกด้วยความรักและเสียสละทั้งหมดที่เรามี ทารกน้อยควรได้กินนมแม่อย่างเพียงพอ หากพลาดไปแล้ว จนทารกมีนิสัยดูดนิ้ว เกิดขึ้นโดยเฉพาะหลัง 3 ขวบครึ่งไปแล้วยังไม่เลิกนิสัยดังกล่าว คุณแม่ หมอเด็ก อาจรวมถึงหมอจัดฟัน คงต้องร่วมมือกันหาวิธียับยั้งไม่ให้ Domino ตัวต่อๆ ไปล้มก่อนที่ Domino ตัวสุดท้ายจะล้มลงในที่สุด

  1 ) Graber T.M. : Orthodontics Principles and Practice. 3rd Ed. Philadelphia, W.B. Saunders Company, 1972

  2) William R. Proffit : (contemporary Orthodontics. 2nd Ed. St.Louis, Mosby Year Book, Inc., 1993.

การจัดฟัน ตอนที่ 1

Thursday, December 24th, 2009

ในปัจจุบันนี้เรามักจะพบว่ามีผู้นิยมจัดฟันเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นแฟชั่นในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งจะเน้นไปทางด้านความสวยงามมากกว่าความจำเป็นในการรักษาทั้งๆ ที่การจัดฟันจะทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ คือ มีเศษอาหารติดง่ายทำความสะอาดยาก ทำให้เกิดฟันผุและโรคเหงือกได้ อีกทั้งวัสดุที่ใช้ยังไม่ได้มาตรฐาน ณ ปัจจุบันการจัดฟันหรือการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน จำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา
2. กลุ่มที่ควรได้รับการรักษา
3. กลุ่มที่ต้องการได้รับการรักษาเพื่อความสวยงาม
ในตอนที่ 1 นี้ เราจะบอกถึง กลุ่มแรกคือผู้ที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันก่อนนะคะ
กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อการแก้ไขโครงสร้างใบหน้าหรือการสบฟันที่ผิดปกติโดยด่วน เพื่อให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร ตลอดจนการสบฟันที่ถูกต้อง ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในลักษณะดังต่อไปนี้
– โครงสร้างใบหน้าผิดปกติ
– ในเด็กรักษาโดยการจัดฟัน
– ในผู้ใหญ่รักษาโดยการจัดฟันร่วมกับการทำศัลยกรรม
– ฟันล่างสบคร่อมฟันบน ลักษณะฟันหน้าสบคร่อมฟันหน้าบนคือ ลักษณะที่ฟันหน้าล่างซี่เดียว หรือหลายซี่สบคร่อมฟันหน้าบน ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรเจริญผิดปกติ เช่น ขากรรไกรบนถูกจำกัดการเจริญเติบโตในขณะที่ขากรรไกรล่างเติบโตได้ ทำให้เกิดลักษณะใบหน้าเว้า และอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกรได้
– ฟันสบลึก ลักษณะฟันหน้าบนสบคร่อมฟันหน้าล่างมากกว่าปกติ ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรล่างเจริญน้อยกว่าปกติ และเกิดการบาดเจ็บที่เหงือกด้านเพดานของฟันหน้าบน เนื่องจากฟันหน้าล่างสบกระแทก
– ฟันสบเปิด ลักษณะฟันหน้าบนและล่างเปิดห่างจากกันขณะสบฟัน ถ้าไม่ทำการรักษาอาจทำให้การตัดอาหารมาขาด ออกเสียงไม่ชัดเจน มีลักษณะการกลืนที่ผิดปกติ และเกิดการพัฒนาใบหน้าในแนวดิ่งมากกว่าปกติ
– นิสัยที่ผิดปกติ การดูดนิ้วเป็นลักษณะปกติจากความต้องการทางร่างกายของเด็ก การดูดนิ้วจะช่วยให้เด็กสบายใจผ่อนคลายความเหนื่อย ความหิว ความไม่สบายต่าง ๆ ดูดนิ้วน้อยลงจนเลิกในที่สุด เมื่อเด็กเริ่มเข้าโรงเรียนหรืออายุ 3-4 ปี แต่ถ้ายังไม่เลิกนิสัยดังกล่าว จะทำให้เกิดการสบฟันหน้าเปิด ฟันหน้าบนยื่น เกิดลักษณะการกลืนที่ผิดปกติ ฯลฯ ถ้าความผิดปกติไม่รุนแรง และเด็กเลิกดูดนิ้วได้เร็วลักษณะผิดปกติ อาจจะดีขึ้นเองจนถึงหายได้เอง การพยายามให้เด็กเลิกดูดนิ้วอาจเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ใช้มือจับของ เล่นแทนการเอานิ้วมือใส่ปาก ไม่ควรตำหนิ ดุ ว่า หรือทำให้เกิดความอาย ถ้าเด็กพอเข้าใจเหตุผลได้ควรใช้วิธีพูดคุยทำความเข้าใจ ให้เด็กรู้สึกอยากเลิกนิสัยดังกล่าวเอง กรณีเด็กยังเผลอเอานิ้วมือเข้าปาก โดยเฉพาะเมื่อเด็กง่วงนอนหรือจะเคลิ้มหลับ อาจแนะนำให้ใช้พลาสเตอร์พันนิ้วไว้ ถ้าเด็กไม่สามารถเลิกได้เองให้ปรึกษาทันตแพทย์
– การกัดหรือดูดริมฝีปาก พบในผู้ป่วยที่มีนิสัยขี้อาย ขาดความมั่นใจ ขลาดกลัว อาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวพันกับอวัยวะในช่องปากได้ เช่น ฟันหน้าบนยื่น ฟันหน้าล่างซ้อนเก กล้ามเนื้อคางเกร็งผิดปกติ การแก้ไขควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงผลเสีย และปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับการรักษา
– การกลืนที่ผิดปกติและตำแหน่งของลิ้นที่ผิดปกติ ในขณะกลืนผู้ป่วยจะยื่นลิ้นออกมาอยู่ระหว่างปลายฟันหน้าบนและล่าง ต้องพิจารณาจากขนาดของลิ้น โดยลิ้นอาจมีขนาดใหญ่ผิดปกติ เนื่องจากโรคทางระบบและตำแหน่งของลิ้นในขณะพักตำแหน่งของลิ้นที่ปกติอาจเป็นผลจากขบวนการปรับตัว มักพบในคนไข้ภูมิแพ้ มีการอุดตันของช่องจมูก ขากรรไกรบนแคบมาก ความสูงของใบหน้ามากผิดปกติควรมาพบทันตแพทย์เพื่อทำการแก้ไข ฟันหน้าห่าง การสบฟันหลังคร่อม การพูดออกเสียงไม่ชัด และเกิดการพัฒนาใบหน้าแนวดิ่งมากกว่าปกติ
– การหายใจทางปาก มักพบเมื่อมีการรบกวนระบบทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ ต่อมทอลซินอักเสบ เป็นต้น มักพบว่าผู้ป่วยมีอาการปากแห้งเสมอ ๆ นอนกรน ผลเสียที่เกิดขึ้นคือ ความสูงของใบหน้าด้านล่างมีค่ามากกว่าปกติ การสบฟันหน้าเปิด ขากรรไกรบนแคบกว่าปกติ การแก้ไขต้องพิจารณาสาเหตุที่มีความจำเป็นต้องหายใจทางปากอยู่เพราะความเคยชิน ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อใส่เครื่องมือแก้ไข
– คางเบี้ยว ขากรรไกรล่างผิดไปจากแนวกลางใบหน้า เนื่องจากตำแหน่งฟันผิดปกติ การสูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนกำหนด จะมีผลทำให้กระดูกเบ้าฟันบริเวณนั้นเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ และมีการเคลื่อนที่ของฟันข้างเคียงเข้าสู่ช่องว่างนั้นแคบลง ไม่มีที่เพียงพอสำหรับการขึ้นของฟันแท้ที่จะขึ้นมาแทนที่

ได้รับเอื้อเฟื้อข้อมูลจาก
Siriraj E-Public Library
ทพญ.วรรณดี พลานุภาพ
งานทันตกรรม โรงพยาบาลศิริราช
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ฟันคุด

Thursday, June 4th, 2009

ข้อมูลความรู้จาก http://www.dentalcouncil.or.th/content/people/detail.php?type=6&id=173

เวลาฟันคุดอักเสบจะทรมานมาก นึกในใจว่าฟันซี่เดียว แถม่ไม่ได้ขึ้นมาให้เราใช้งาน จะทรมานเจ้าของได้เพียงนี้ ทานยาแก้ปวดธรรมดาก็เอาไม่อยู่ อักเสบเร็วมาก หน้าก็บวม ระบมไปทั้งหน้า ทานข้าวก็ไม่ได้ เพราะปวดแผล และอ้าปากไม่ขึ้น ต้องทานยาแก้ปวดชนิดแรงๆ และยาแก้อักเสบ พอหายปวดก็ดีใจมาก แต่ก็ไม่กล้าไปผ่าออก เพราะกลัวเข็ม และที่สำคัญหมอฟันช่างน่ากลัวเหลือเกิน ช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมากมากๆ และแล้วอีกไม่น่านมันก็ปวดขึ้นมาอีก
เหล่านี้คงเป็นความคิดของหลายๆคนต่อฟันขี้เกียจซี่นี้ ที่ทำกับเจ้าของได้อย่างเจ็บแสบ

จะรอจนทรมานเอง หรือให้หมอทำให้ทรมานดี คงเป็นคำถามที่หลายคนอยากได้คำตอบมาก เพื่อใช้ในการชั่งน้ำหนักกัน ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องทราบว่าความทรมานของทั้งสองวิธีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ฟันคุดมันทรยศ
ฟันคุดเป็นฟันที่ไม่ได้ขึ้นตรงๆตามฟันปกติทั่วไปโดยฟันจะขึ้นตั้งแต่อายุ 15-23 ปี อาจจะขึ้นแบบนอน ขึ้นแบบเอียง ขึ้นแบบปริ่มๆเหงือก หรือขึ้นแบบขี้เกียจสุดๆก็คือไม่ยอมขึ้นมาให้เห็นเลย
ก็จะไปดันฟันที่ติดกัน เวลาทานอาหารเศษอาหารก็จะไปติดเต็มไปหมด ยิ่งซี่ที่ขึ้นปริ่มๆเหงือก เหงือกก็จะอักเสบบวมแดง หน้าก็บวม อ้าปากก็ไม่ขึ้น เคี้ยวอาหารก็ไม่ได้เพราะฟันบนกัดลงมาบนเหงือก
ที่คลุมฟันอยู่ ไม่ได้ต่างอะไรจากเอามือไปวางบนทั่งแล้วใช้ค้อนตี
แล้วพอเศษอาหารที่ไปติดกก็จะทำให้เหงือกอักเสบ ปากก็เหม็น และแล้วอาการบวมมันก็เริ่มจากตรงนี้ จากเหงือกที่บวมก่อน ลามไปถึงกระพุ้งแก้ม และลามไปจนทำให้หน้าบวม เนื่องจากหนองที่มาจากการอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้จะกินเวลาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเจ้าของฟัน ตัวฟันของแต่ละคน
นอกจากนี้ฟันคุดยังทำให้กระดูกขากรรไกรบางมีโอกาสหักง่าย ละลายรากฟันข้างเคียงจากการดันตัว ของมัน มีโอกาสกลายเป็นถุงน้ำ หรือเนื้องอก ทำให้ฟันผุได้ง่าย

แล้วหมอฟันจะทำอะไรกับฟัน
หมอฟันจะผ่าหรือถอนฟันคุดออก ขึ้นกับลักษณะการขึ้นของฟันและตำแหน่งของฟันที่ฝั่งอยู่ในกระดูก ถ้าหนักที่สุดก็ต้องทำการเปิดเหงือกที่คลุมฟันออก แลัวทำการกรอกระดูกที่คลุมฟันออก แล้วทำการแบ่งฟันเอา ทั้งตัวฟันและรากฟันออกมาให้หมด โดยในขั้นตอนการผ่าทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การระงับประสาทที่ดี อาการปวดของเจ้าของฟันจะเกิดหลังจากสิ้นฤทธฺิ์ยาชา จะมาจากการที่กรอกระดูก และการกระทบ กระเทือนเหงือกที่คลุมฟันอยู่ อาการบวมขึ้นกับปริมาณความกระทบกระเทือนต่อกระดูกและเหงือก ซึ่งจะเป็นไปตามลักษณะฟันของแต่ละคนโดยลักษณะการหายของแผลจะรวดเร็วและไม่มีอาการอักเสบอีกต่อไป

สรุป ตัดไฟแต่ต้นลม
ทำไมเราจะต้องรอให้บวมอักเสบก่อนแล้วถึงจะไปเอาออก ในเมื่อถึงอย่างไรก็ต้องเอามันออกอยู่แล้ว ซึ่งการเอาออกในแต่ละรายนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการวางตัวของฟัน โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าสามารถ เก็บไว้ได้หรือไม่ และถึงแม้จะต้องเอาออกทันตแพทย์ก็จะมีวิธีการผ่าเอาฟันคุดออกโดยการระงับประสาททำให้ ระหว่างการรักษาไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ หลังจากการรักษาก็จะมีการระบมของแผลเล็กน้อย โดยเพียงจะมีแค่ อาการบวม สามารถรับประทานอาหารได้ลำบาก เท่านั้น ประมาณ 2-3 วันอาการก็จะทุเลาลง

ทำอย่างไรจึงจะหายบวมเร็ว
อาการบวมมากหรือน้อยหลังจากการถอนฟัน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของฟันซี่นั้นๆ แต่ก็มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลดอาการบวม โดยทำการประคบน้ำเย็นหลังจากทำการผ่าฟันคุด 1-2 วัน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นประคบ ด้วยน้ำอุ่นต่อ อาการบวมที่เกิดขึ้นก็จะหายได้เร็วขึ้น

ทำไมผ่าฟันคุดจึงปวดมากๆ
เป็นเพราะมีการกรอกระดูกที่คลุมตัวฟันออกไป ทำให้เกิดอาการปวดหลังจากทำการผ่าโดยอาการปวด จะค่อยๆลดลงภายใน 1-2 วัน ส่วนมากจะเป็นความลำบากที่เกิดจากการบวมทำให้ อ้าปากได้ลำบาก มีการบวมบนใบหน้า แต่ในขณะผ่าจะไม่รู้สึกปวดใดใด เนื่องจากการระงับประสาท โดยไม่จำเป็นจะต้องทำการดมยาสลบ เพราะเพียงแค่ระงับประสาทในช่องปากอย่างเดียวก็เพียงพอ และการทำการดมยาสลบก็มีผลข้างเคียงต่อคนไข้ได้หลายอาการ

ควรจะผ่าฟันคุดเมื่อใด
การผ่าฟันคุดในวัยหนุ่มสาวไม่ค่อยมีปัญหา เพราะแผลหายเร็วกว่าปล่อยทิ้งไว้ ถ้าทำในผู้สูงอายุ ฟันจะติดแน่นกับกระดูกทำให้แผลหายช้า ผลแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดมีมากกว่า ความเสี่ยงก็ มีมากกว่า เนื่องจากโรคประจำตัว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาผ่าก็เมื่อมีอาการ ซึ่งในขณะนั้นมักอยู่ใน อาการอักเสบ ปวด เป็นหนอง และอ้าปากได้น้อย ทำให้การรักษาทำได้ยากและมีปัญหาได้มากกว่าเมื่อยังไม่มีอาการ อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ป่วยที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ หรือผู้สูงอายุที่ไม่มีอาการผิดปกติจากฟันคุด

ข้อปฏิบัติหลังการถอนฟันหรือผ่าตัดฟันคุด
ไม่ควรรบกวนบริเวณแผล
ห้ามบ้วนปากเพราะแผลจะขยับและเลือดออก
หากเลือดยังไม่หยุดให้กัดผ้าเพิ่มอีก 15 นาที
วันแรกควรทานยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง และประคบน้ำเย็น
วันแรกควรทานอาหารอ่อนป้องกันเศษอาหารไปติดบริเวณแผล
รับประทานยาแก้อักเสบตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
แปรงฟันตามปกติ แต่ควรระมัดระวังไปกระทบกระเทือนแผล
วันที่ 3 หลังการผ่าตัดให้อมน้ำอุ่นบ้วนปากบ่อยๆ จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
การบวมเป็นจ้ำเขียวเป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกาย แต่ถ้ามีอาการบวมมากให้ปรึกษาแพทย์
ไม่ควรสูบบุหรี่หรือดื่มอัลกอฮอลล์
ในวันแรกหลังการผ่าตัดควรนอนหมอนสูงเพื่อลดการบวม

รศ.ทพ.เฉลิมพล ลี้ไวโรจน์

Download : ไฟล์ที่ 1
ผู้ประกาศ : webmaster
แก้ไขล่าสุด : 21 กรกฎาคม 2551