การจัดฟัน ตอนที่ 1

Thursday, December 24th, 2009

ในปัจจุบันนี้เรามักจะพบว่ามีผู้นิยมจัดฟันเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นแฟชั่นในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งจะเน้นไปทางด้านความสวยงามมากกว่าความจำเป็นในการรักษาทั้งๆ ที่การจัดฟันจะทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ คือ มีเศษอาหารติดง่ายทำความสะอาดยาก ทำให้เกิดฟันผุและโรคเหงือกได้ อีกทั้งวัสดุที่ใช้ยังไม่ได้มาตรฐาน ณ ปัจจุบันการจัดฟันหรือการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน จำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา
2. กลุ่มที่ควรได้รับการรักษา
3. กลุ่มที่ต้องการได้รับการรักษาเพื่อความสวยงาม
ในตอนที่ 1 นี้ เราจะบอกถึง กลุ่มแรกคือผู้ที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันก่อนนะคะ
กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อการแก้ไขโครงสร้างใบหน้าหรือการสบฟันที่ผิดปกติโดยด่วน เพื่อให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร ตลอดจนการสบฟันที่ถูกต้อง ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในลักษณะดังต่อไปนี้
– โครงสร้างใบหน้าผิดปกติ
– ในเด็กรักษาโดยการจัดฟัน
– ในผู้ใหญ่รักษาโดยการจัดฟันร่วมกับการทำศัลยกรรม
– ฟันล่างสบคร่อมฟันบน ลักษณะฟันหน้าสบคร่อมฟันหน้าบนคือ ลักษณะที่ฟันหน้าล่างซี่เดียว หรือหลายซี่สบคร่อมฟันหน้าบน ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรเจริญผิดปกติ เช่น ขากรรไกรบนถูกจำกัดการเจริญเติบโตในขณะที่ขากรรไกรล่างเติบโตได้ ทำให้เกิดลักษณะใบหน้าเว้า และอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกรได้
– ฟันสบลึก ลักษณะฟันหน้าบนสบคร่อมฟันหน้าล่างมากกว่าปกติ ถ้าไม่ทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรล่างเจริญน้อยกว่าปกติ และเกิดการบาดเจ็บที่เหงือกด้านเพดานของฟันหน้าบน เนื่องจากฟันหน้าล่างสบกระแทก
– ฟันสบเปิด ลักษณะฟันหน้าบนและล่างเปิดห่างจากกันขณะสบฟัน ถ้าไม่ทำการรักษาอาจทำให้การตัดอาหารมาขาด ออกเสียงไม่ชัดเจน มีลักษณะการกลืนที่ผิดปกติ และเกิดการพัฒนาใบหน้าในแนวดิ่งมากกว่าปกติ
– นิสัยที่ผิดปกติ การดูดนิ้วเป็นลักษณะปกติจากความต้องการทางร่างกายของเด็ก การดูดนิ้วจะช่วยให้เด็กสบายใจผ่อนคลายความเหนื่อย ความหิว ความไม่สบายต่าง ๆ ดูดนิ้วน้อยลงจนเลิกในที่สุด เมื่อเด็กเริ่มเข้าโรงเรียนหรืออายุ 3-4 ปี แต่ถ้ายังไม่เลิกนิสัยดังกล่าว จะทำให้เกิดการสบฟันหน้าเปิด ฟันหน้าบนยื่น เกิดลักษณะการกลืนที่ผิดปกติ ฯลฯ ถ้าความผิดปกติไม่รุนแรง และเด็กเลิกดูดนิ้วได้เร็วลักษณะผิดปกติ อาจจะดีขึ้นเองจนถึงหายได้เอง การพยายามให้เด็กเลิกดูดนิ้วอาจเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ใช้มือจับของ เล่นแทนการเอานิ้วมือใส่ปาก ไม่ควรตำหนิ ดุ ว่า หรือทำให้เกิดความอาย ถ้าเด็กพอเข้าใจเหตุผลได้ควรใช้วิธีพูดคุยทำความเข้าใจ ให้เด็กรู้สึกอยากเลิกนิสัยดังกล่าวเอง กรณีเด็กยังเผลอเอานิ้วมือเข้าปาก โดยเฉพาะเมื่อเด็กง่วงนอนหรือจะเคลิ้มหลับ อาจแนะนำให้ใช้พลาสเตอร์พันนิ้วไว้ ถ้าเด็กไม่สามารถเลิกได้เองให้ปรึกษาทันตแพทย์
– การกัดหรือดูดริมฝีปาก พบในผู้ป่วยที่มีนิสัยขี้อาย ขาดความมั่นใจ ขลาดกลัว อาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวพันกับอวัยวะในช่องปากได้ เช่น ฟันหน้าบนยื่น ฟันหน้าล่างซ้อนเก กล้ามเนื้อคางเกร็งผิดปกติ การแก้ไขควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงผลเสีย และปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับการรักษา
– การกลืนที่ผิดปกติและตำแหน่งของลิ้นที่ผิดปกติ ในขณะกลืนผู้ป่วยจะยื่นลิ้นออกมาอยู่ระหว่างปลายฟันหน้าบนและล่าง ต้องพิจารณาจากขนาดของลิ้น โดยลิ้นอาจมีขนาดใหญ่ผิดปกติ เนื่องจากโรคทางระบบและตำแหน่งของลิ้นในขณะพักตำแหน่งของลิ้นที่ปกติอาจเป็นผลจากขบวนการปรับตัว มักพบในคนไข้ภูมิแพ้ มีการอุดตันของช่องจมูก ขากรรไกรบนแคบมาก ความสูงของใบหน้ามากผิดปกติควรมาพบทันตแพทย์เพื่อทำการแก้ไข ฟันหน้าห่าง การสบฟันหลังคร่อม การพูดออกเสียงไม่ชัด และเกิดการพัฒนาใบหน้าแนวดิ่งมากกว่าปกติ
– การหายใจทางปาก มักพบเมื่อมีการรบกวนระบบทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ ต่อมทอลซินอักเสบ เป็นต้น มักพบว่าผู้ป่วยมีอาการปากแห้งเสมอ ๆ นอนกรน ผลเสียที่เกิดขึ้นคือ ความสูงของใบหน้าด้านล่างมีค่ามากกว่าปกติ การสบฟันหน้าเปิด ขากรรไกรบนแคบกว่าปกติ การแก้ไขต้องพิจารณาสาเหตุที่มีความจำเป็นต้องหายใจทางปากอยู่เพราะความเคยชิน ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อใส่เครื่องมือแก้ไข
– คางเบี้ยว ขากรรไกรล่างผิดไปจากแนวกลางใบหน้า เนื่องจากตำแหน่งฟันผิดปกติ การสูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนกำหนด จะมีผลทำให้กระดูกเบ้าฟันบริเวณนั้นเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ และมีการเคลื่อนที่ของฟันข้างเคียงเข้าสู่ช่องว่างนั้นแคบลง ไม่มีที่เพียงพอสำหรับการขึ้นของฟันแท้ที่จะขึ้นมาแทนที่

ได้รับเอื้อเฟื้อข้อมูลจาก
Siriraj E-Public Library
ทพญ.วรรณดี พลานุภาพ
งานทันตกรรม โรงพยาบาลศิริราช
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

นิสัยทีมีผลต่อตัวฟัน

Thursday, October 29th, 2009

คัดลอกข้อมูลจากงานจุฬาฯวิชาการ 48
โดย คณะทันตแพทยศาสตร์
จัดแสดงที่ ศาลาพระเกี้ยว
ท่านสามารถอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ http://www.pharm.chula.ac.th/physiopharm/2548_sem2/group13-1.html

นิสัยที่เกี่ยวกับช่องปากที่ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวฟัน กระดูกขากรรไกร และใบหน้าที่พบได้บ่อยในวัยเด็กเล็ก ได้แก่ การดูดนิ้ว

การดูดนิ้วนับเป็นพฤติกรรมปกติในเด็กทารก ที่ใช้ปากเพื่อดูดนม และทำความรู้จักกับสิ่งใหม่ ๆ รอบตัว โดยทั่วไปเมื่อเด็กโตขึ้นจะค่อย ๆ เลิกดูดนิ้วไปเอง

ในกรณีที่เด็กยังคงมีนิสัยดูดนิ้วหรือจุกนมปลอมหลังอายุ 3-4 ปี จัดเป็นความผิดปกติที่ควรแก้ไข เพราะการดูดนิ้วบ่อย ๆ และนาน ๆ อาจทำให้เกิดฟันหน้าสบเปิด (ฟันหน้าบนและล่างไม่สบกัน) ฟันยื่น หรือ ฟันหลังสบผิดปกติได้

กลไกของแรงที่ส่งผลถึงฟันในขณะดูดนิ้ว
1. แรงของนิ้วที่อยู่ในปากด้านที่ติดกับฟันบนจะดันฟันบนให้ขยับตัวออกมาทางด้านหน้า และแหงนตัวสูงขึ้น มีผลทำให้ฟันหน้ายื่น

2. แรงของนิ้วที่อยู่ในปากด้านที่ติดกับฟันหน้าล่าง จะกดฟันหน้าล่างให้จมลงและถูกผลักให้เอียงเข้าไปทางด้านลิ้น มีผลให้ฟันหน้าล่างหลุบเข้ามาด้านในและซ้อนเก

3. การอมนิ้วทำให้ต้องอ้าปากมากกว่าปกติ เมื่อฟันหลังบนและล่างอยู่ห่างจากกันนาน ๆ อาจทำให้เดการยาวของฟันหลังเข้าหากัน มีผลให้ฟันหน้าบนและล่างกัดกันได้น้อยกว่าปกติ

นอกจากนี้ แรงกดจากกล้ามเนื้อข้างแก้มในขณะดูดนิ้ว ยังอาจมีผลต่อตำแหน่งของฟันกรามบน โดยฟันกรามบนจะถูกบีบเข้าหากัน ทำให้ขากรรไกรบนแคบ และ มีการสบคร่อมของฟันหลังผิดปกติ

• ผลเสียของการดูดนิ้ว

- ฟันหน้ายื่น

- ฟันหน้าสบเปิด

- มีลิ้นออกมาแทรกขณะกลืน
เมื่อฟันหน้าสบเปิด (ฟันหน้าบนและล่างไม่ชนกัน) จะทำให้ขาดเครื่องช่วยกันลิ้นทั้งในเวลาปกติและในขณะกลืน เด็กจึงมักยื่นลิ้นออกมาแทรก ระหว่างฟันบนและฟันล่าง ซึ่งมีผลให้ฟันหน้าสบเปิดมากขึ้น

• ลักษณะและความรุนแรงของความผิดปกติขึ้นอยู่กับ

- ระยะเวลา เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด กล่าวคืน ยิ่งดูดนาน จะยิ่งมีความผิดปกติมาก

- แรงที่ใช้ในการดูด

- ตำแหน่งการวางนิ้ว มีผลต่อทิศทางของแรงซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติของฟันได้ต่าง ๆ กัน

การกัดเล็บ
เด็กที่ใช้ฟันหน้ากัดเล็บ หรือวัตถุอื่นบ่อย ๆ นอกจากจะเป็นการเปิดช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่ายแล้ว ยังอาจทำให้เกิดความผิดปกติของตำแหน่งฟัน ฟันสึก หรือ เหงือกร่น ได้

เด็กบางคนอาจชอบกัดหรือดูดริมฝีปากล่างเล่นบ่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว ทำให้ฟันหน้าได้รับแรงเพิ่มขึ้นจนอาจมีตำแหน่งผิดปกติได้ เช่น ฟันหน้าบนยื่น ฟันหน้าล่างล้มเข้าด้านในและซ้อนเก เป็นต้น

การกลืนผิดปกติ

หมายถึง ลักษณะการใช้ลิ้นยื่นออกมาดุนฟันหน้าขณะกลืนน้ำลาย พบได้บ่อย ในเด็กที่ดูดนิ้ว จุกนมปลอม หรือดูดขวดนมนาน ๆ การที่ลิ้นแทรกอยู่ระหว่างฟันหน้าจนเป็นนิสัยอาจทำให้ฟันหน้าห่าง หรือ ฟันยื่น หรือ ฟันหน้าสบเปิดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลิ้นในขณะกลืนว่าจะทำให้แรงที่มากกว่ากกว่าปกติเกิดกับฟันบริเวณใด

คำแนะนำ

ความผิดปกติของฟันน้ำนมที่เกิดจากลักษณะนิสัย จะไม่มีผลต่อฟันแท้ ถ้าสามารถเลิกนิสัยนั้นได้ก่อนที่ฟันแท้จะขึ้น ดังนั้น หากพบนิสัยผิดปกติเหล่านี้ในเด็กเล็กควรพยายามดำเนินการแก้ไขเป็นลำดับ ดังนี้

1. เบี่ยงเบนความสนใจ โดยให้เด็กมีกิจกรรมอื่นทดแทน เช่น การวาดภาพ การต่อรูป หรือการร้องเพลง หากเด็กดูดนิ้วหรือจุกนมในช่วงเวลากลางคืน เมื่อหลับแล้วให้ค่อย ๆ ดึงมือ หรือจุกนมออกทุกครั้ง

2. อธิบาย ให้เด็กเข้าใจว่า นิสัยเกี่ยวกับช่องปากอาจทำให้เกิดผลเสียอย่างไรได้บ้าง ในกรณีที่เด็กโตที่จะรับฟังเหตุผล พยายามพูดคุยกับเด็กวัยต่าง ๆ ด้วยคำง่าย ๆ หลีกเลี่ยงการลงโทษ หรือดุว่าอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดความกดดันต่อเด็ก โดยทั่วไปเด็กที่โตพอ จะเข้าใจเหตุผลและเต็มใจที่จะเลิกนิสัยนั้น ถ้ามีการชักจูงที่ดี ไม่ควรบังคับเด็ก แต่ควรใช้วิธีพูดคุยเพื่อจูงใจมากกว่า

3. ใช้เครื่องเตือนใจ เพื่อป้องกันการเผลอในเด็กที่เต็มใจให้ความร่วมมือ เช่น ใช้พลาสเตอร์พันหลวม ๆ ที่นิ้ว เมื่อเด็กเอานิ้วเข้าปากจะรู้สึกต่างจากเดิม ช่วยเตือนใจให้เด็กรู้ตัวว่าจะไม่ทำพฤติกรรมอย่างนั้นอีก

4.ให้กำลังใจแก่เด็กเมื่อเด็กลด หรือเลิกนิสัยได้ (อาจเป็นคำชมเชย หรือ ให้รางวัล เป็นต้น)

5. ปรึกษาทันตแพทย์ หากเด็กยังสามารถเลิกนิสัยได้เอง ทันตแพทย์อาจใช้เครื่องมือจัดฟันบางชนิดใส่ให้เด็กเพื่อให้เด็กเตือนใจ และขัดขวางไม่ให้มีพฤติกรรมนั้นโดยง่าย