Entries for the ‘Uncategorized’ Category

แผลในช่องปากเนื่องจากฟันปลอม

Friday, July 29th, 2011

บางครั้งผู้ป่วยที่ใส่ฟันปลอม อาจไม่ได้สังเกต กับสิ่งผิดปกติ ภายในช่องปากของผู้ป่วยเอง แต่ถ้าเป็นทันตแพทย์ อาจสังเกตถึงรอยแดงช้ำ ที่เนื้อเยื่อใต้ฟันปลอมที่ไปกดอยู่ ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นสาเหตุ ของการติดเชื้อภายในช่องปากได้ สุขภาพในช่องปาก ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นสิ่งที่เกิดได้คอนข้างบ่อย เราเรียกสิ่งนี้ว่า Denture induced Stomatitis ซึ่งสิ่งเหล่านี้ อาจเกิดจากฟันปลอมสกปรก หรือสะอาดไม่เพียงพอ, ฟันปลอมหลวม หรือการทานยาบางประเภท ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เกิดแผลในช่องปากและ ผู้ป่วยบางท่าน อาจเคยเป็นแผลบริเวณมุมปาก
การเปลี่ยนแปลงของแผลในช่องปากเหล่านี้ จะมีผลต่อฟันปลอม ที่เมื่อก่อนอาจพอดีภายในช่องปาก หรือสภาพของริมฝีปากที่แปรเปลี่ยนไป การรักษาเนื้อเยื่อที่อักเสบ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ซึ่งสามารถทำได้ ตามขั้นตอนที่จะกล่าวต่อไป และสามารถใช้ประกอบกับการดูแลฟันปลอม

คำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับช่องปากและฟันปลอม จะต้องพึงระลึกตลอดเวลาว่า ต้องรักษาช่องปาก ให้สะอาดเท่าที่จะทำได้ และอาจบ้วนปาก หรือแปรงฟันหลังอาหาร การรับประทานอาหารหวาน, แป้ง, สูบบุหรี่ และใส่ฟันตลอดเวลา โดยไม่เคยถอดอยู่บ่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยหนุน ทำให้ช่องปาก และฟันปลอมมีสุขภาพแย่ลง

การทำความสะอาดฟันปลอม ล้างและแปรงตามปกติ อาจใช้น้ำยา เพื่อทำความสะอาดฟันปลอมให้ดีขึ้น การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ อาจต้องขอคำแนะนำจากทันตแพทย์ เพราะว่าฟันปลอมบางชนิด อาจใช้กับน้ำยาฆ่าเชื้อบางชนิดไม่ได้

การใช้ยา ในกรณีที่สภาพภายในช่องปากก็ยังไม่ดีขึ้น หลังจากลองทำตามคำแนะนำข้างบนแล้ว ทันตแพทย์อาจจำเป็นต้องแนะนำ การใช้ยาบางชนิด เช่น Nystatin หรือ Amphotericin Lozenges เพื่อใช้ในการแช่ฟันปลอม โดยแช่เวลากลางคืน หรือหลังอาหาร ซึ่งจะมีรสชาติขมเล็กน้อย ซึ่งจำเป็นต้องใช้เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ในผู้ป่วยบางคน อาจใช้ในรูปแบบ Gel ทาบริเวณด้านใน ของฟันปลอมหลังอาหาร (Gel นี้สามารถทานได้) การรักษาดังกล่าวจะต้องทำให้ครบ 1 เดือน แม้ว่าสภาพภายในช่องปาก จะดีขึ้นแล้ว หลังการใช้ยาในอาทิตย์ หรือสองอาทิตย์แรก

กรณีที่มีแผลที่มุมปาก ทันตแพทย์อาจจะสั่งยาที่เป็น Gel หรือ Cream เพื่อทาบริเวณที่เป็น จนกว่าแผลจะหาย
ถ้าผู้ป่วยท่านใดมีข้อข้องใจ หรือสงสัย กรุณาติดต่อกับทันตแพทย์ประจำตัวท่าน หรือแผนกทันตกรรมของโรงพยาบาลได้

การดูแลฟันปลอม (Caring for your Denture) เพื่อที่จะดูแลสุขภาพภายในช่องปาก (ทั้งตัวฟันและเนื้อเยื่อในช่องปาก) ให้มีสุขภาพที่ดีและเหมาะสม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะดูแลฟันปลอมให้สะอาด เทียบเท่ากับฟันและเนื้อเยื่อในช่องปาก คราบอาหาร บุหรี่ ชา กาแฟ หรือแม้กระทั่ง หินปูน จะเกาะสะสมที่ฟันปลอม ถ้าไม่ได้ดูแล และทำความสะอาดฟันปลอมอย่างสม่ำเสมอ

ในกรณีที่มีฟันธรรมชาติบางส่วน คู่กับฟันปลอม ก็มีความจำเป็น ที่จะเอาใจใส่ฟันธรรมชาติ และฟันปลอมอย่างสม่ำเสมอ สาเหตุเพราะว่า การใส่ฟันปลอมบางส่วน ร่วมกับฟันธรรมชาตินั้น จะทำให้เกิดโอกาส ในการสะสมเศษอาหาร คราบต่างๆ รอบๆ ตัวฟันเพิ่มขึ้น แต่ถ้าในกรณีที่ไม่หลงเหลือ ฟันธรรมชาติในช่องปากแล้ว ก็ยังมีความจำเป็น ที่จะต้องทำความสะอาดเนื้อเยื่อในช่องปาก อาทิเช่น การแปรงลิ้นและ เพดาน ด้วยการใช้แปรงนิ่ม

ฟันปลอมที่มีอยู่ สมควรจะถอดออกในเวลากลางคืน (อย่าใส่นอน) เพื่อวัตถุประสงค์ ในการที่จะได้ให้สภาพในช่องปาก ได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง การใส่ฟันปลอมทั้งวันและตลอดเวลา เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะจำทำให้เพิ่มโอกาส ในการติดเชื้อโรค และการอักเสบ ของเนื้อเยื่อในช่องปาก และในกรณีที่มีความจำเป็น ในการใส่ฟันปลอมตลอดเวลา (24 ชั่วโมง) วิธีแก้ไขก็คือ พยายามหาเวลาถอดฟันปลอม เพื่อให้เหงือกได้พักผ่อนบ้าง ในบางเวลา ตัวอย่างเช่น อาจถอดฟันปลอม และทำความสะอาด ในเวลาอยู่คนเดียวในบ้าน

การทำความสะอาดฟันปลอม ทำความสะอาดฟันปลอม ทั้งด้านนอกและด้านใน ทุกครั้งหลังทานข้าว และก่อนนอน โดยการใช้น้ำสบู่ หรือยาสีฟันกับแปรงสีฟัน แปรงทั้งด้านนอกและด้านใน ถือฟันปลอม ค่อนข้างแน่น ภายในอ่างล้างมือ ที่เติมน้ำลงไปในอ่าง ประมาณ 1/2 – 3/4 ของอ่าง เพื่อป้องกันเวลาฟันปลอม ตกลงไปกระแทกกับอ่าง แล้วเกิดการแตกหักเสียหาย

ห้ามใช้น้ำร้อนหรือน้ำเย็น ในการทำความสะอาด เพราะอาจทำให้ฟันปลอมบิดเบี้ยว หรือสีของฟันปลอมเปลี่ยนได้

น้ำยาสำหรับย้อมฟันปลอม (อาจมีทั้งสีน้ำเงินหรือแดง) สามารถนำมาใช้ของบนฟันปลอม โดยใช้สำลีชุบน้ำยา แล้วทาบนฟันปลอม เพื่อช่วยในการบ่งชี้ว่า การทำความสะอาดฟันปลอม ได้ผลมากน้อยแค่ไหน ถ้ายังมีสีติดอยู่ แสดงว่าบริเวณนั้น ยังทำความสะอาดได้ไม่ดีเพียงพอ

ฟันปลอมเมื่อถอดออกมาแล้ว ควรแช่ในน้ำสะอาด หรือห่อกระดาษที่ชุบน้ำจนชุ่ม ถ้าปล่อยให้ฟันปลอมแห้งเป็นเวลานานๆ อาจเกิดการบิดเบี้ยวของฟันปลอมได้

ในกรณีที่การล้างทำความสะอาด และใช้แปรงขัดฟันปลอม ไม่สามารถกำจัดคราบอาหาร หรือหินปูนได้เพียงพอ อาจใช้น้ำยาบางชนิด เช่น Stuadent, Dentural, Denclen แช่ฟันปลอมข้ามคืน หลังจากแช่ฟันปลอมแล้ว ฟันปลอม ควรนำมาทำความสะอาด โดยใช้แปรงสีฟันอีกครั้ง เพื่อกำจัดคราบส่วนเกินออกไป

สิ่งที่จำเป็นระมัดระวัง สำหรับฟันปลอมที่มีบางส่วน ของฟันปลอมเป็นโลหะ ก็คือ น้ำยาแช่ฟันปลอมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนสีของโลหะ ดังนั้นเวลาใช้ ไม่สมควรจะแช่ฟันปลอม ที่มีบางส่วนเป็นโลหะ เป็นเวลาและข้ามคืน หลังจากแช่แล้ว นำมาแปรงและล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้ง

การดูแลสุขภาพในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นฟันปลอมบางส่วนหรือทั้งปาก สภาพภายในช่องปาก ควรจะตรวจเช็คเป็นประจำ โดยทันตแพทย์ปีละ 1 ครั้ง ทั้งฟันปลอมและฟันธรรมชาติ พึงระลึกเสมอว่า ฟันปลอมของท่าน มีความจำเป็นจะต้องปรับ หรือเพิ่มเติมบางอย่าง เพื่อให้คงสภาพช่องปากที่ดีตลอดเวลา

ทันตแพทย์กำพล พลประทีป
แผนกทันตกรรม
แหล่งข้อมูล : วารสารโรงพยาบาลรามคำแหง ฉบับที่ 16 – www.ram-hosp.co.th/books

5 วิธี ที่ช่วยลดอาการปวดฟัน

Thursday, July 28th, 2011

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today
บางครั้งอาการปวดฟัน ทำให้เราหงุดหงิดอารมณ์เสีย หรือบางทีปวดจนหูตาลาย พาลให้ปวดหัวคิดอะไรไม่ค่อยออก!

เรื่อง พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
ในบางสถานการณ์เราไม่สามารถพบทันตแพทย์ได้ทันท่วงที อาจจะต้องทนทุกข์ทรมาน จากการปวดฟันอยู่ระยะเวลาหนึ่ง
ทำไมต้องปวดฟัน ?
โดยปกติแล้วอาการปวดฟันจะมีปัญหาพื้นๆ มาจากฟันผุเสียส่วนใหญ่ หากว่ารูผุนั้นไม่ลึกมากก็จะมีอาการเสียวฟัน แต่ถ้ารูผุใกล้โพรงประสาทฟันหรือทะลุโพรงประสาทฟัน ก็จะเริ่มมีอาการปวดบ่อยๆ ปวดเป็นบางที จนถึงปวดมาก ปวดตลอดเวลา บางครั้งยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยได้
ฟันเป็นหนองปลายราก
เมื่อฟันผุมากไม่รับการรักษาทำให้เชื้อ Bacteria สามารถเข้าไปจนเกิดหนองปลายรากฟัน หนองที่มีมากก็เกิดแรงดัน ทำให้ปวดปลายรากอย่างรุนแรง มีอะไรมากระทบฟันก็ปวด
ฟันเป็นโรคเหงือกอักเสบ
มีการละลายตัวของกระดูกรอบๆ รากฟันเป็นที่กักขังของ Bacteria เป็นหนองรอบรากฟัน ฟันโยก ทำให้เกิดเสียวฟัน และปวดได้
ฟันร้าว, ฟันแตก
แน่นอน กรณีที่มีฟันร้าว ก็มีโอกาสที่โพรงประสาทฟันติดต่อกับภายนอกผ่านรอยร้าวได้ / น้ำเย็น / น้ำร้อน ก็ส่งถึงโพรงประสาทฟันทำให้ปวดได้
เศษอาหารติดฟัน
กรณีฟันห่าง ฟันผุด้านข้างเป็นรูใหญ่ เป็นโรคเหงือกอักเสบ ฟันโยก มีช่องว่างระหว่างฟัน เวลาเคี้ยวอาหารชิ้นใหญ่ๆ เช่น เนื้อก้อนใหญ่ เวลาไปอัดตรงช่องว่างเหล่านี้มันจะกดให้เหงือกช้ำ เป็นที่สะสมของแบคทีเรีย จะปวดเหงือกและฟันบริเวณนี้มาก
เรามีวิธีลดอาการปวดฟันได้ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถไปพบทันตแพทย์ได้ทันที
วิธีแรก
ลดสิ่งกระตุ้นที่มีผลทำให้ปวดฟันเพิ่มขึ้น หรือทำให้ประสาทฟันบาดเจ็บมากขึ้น
เช่น – ของเย็นจัด : น้ำแข็ง ไอศกรีม
- ของร้อนจัด : น้ำร้อน ชาร้อน กาแฟร้อน อาหารร้อน
- อาหารที่มีรสหวานจัด รสเปรี้ยว
ลดการกระทบกระแทกกับฟันซี่นั้นๆ
อาการปวดฟันจะเป็นมากขึ้น ถ้าฟันซี่นั้นถูกกระแทกบ่อยๆ หรือตัวฟันสูงกว่าซี่อื่นๆ บางครั้งฟันถูกหนุนลอยตัวขึ้นมาเพราะมีหนอง มีการติดเชื้อที่ปลายรากฟันจากฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ
วิธีง่ายๆ คือ รับประทานอาหารที่ไม่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก เช่น อาหารนิ่มๆ ไม่ควรเคี้ยวอาหารแข็งๆ หรือเหนียวๆ เนื้อเหนียวๆ ที่ต้องใช้แรงบดเคี้ยวมาก อีกวิธีคือ เลี่ยงไปเคี้ยวอีกด้าน
ถ้าอาการปวดจากเศษอาหารติดฟัน อาการจะเป็นมากถ้าอาหารถูกอัดแน่นในซอกเหงือกเป็นเวลานานๆ วิธีที่ดีที่สุดให้รีบเอาเศษอาหารเหล่านั้นออกให้เร็วที่สุด โดยการใช้ Dental floss อย่าใช้ไม้จิ้มฟัน
ถ้ามีฟันผุทะลุโพรงประสาทฟันและเป็นหนองปลายรากฟัน และมีอาการบวมเห็นได้ชัด การใช้น้ำร้อนช่วยประคบบริเวณที่บวมภายนอกช่องปากช่วยลดอาการปวดฟันได้ดี และช่วยเพิ่มการระบายหนองได้ดีขึ้น ก็จะบรรเทาอาการปวดชะงัดทีเดียว
น้ำมันกานพลู เป็นยาที่ช่วยลดอาการปวดฟันที่มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้ว โดยใช้สำลีชุบน้ำมันกานพลู แล้วอุดลงไปในรูที่ผุ ฤทธิ์ของน้ำมันกานพลูจะออกฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดฟันที่ดีมาก
วิธีการที่แนะนำมานั้นเป็นวิธีช่วยให้ท่านหายหงุดหงิดอารมณ์เสียจากการปวดฟันในกรณีที่ยังไม่สามารถไปพบหมอฟันได้ทันท่วงที แต่ไม่ใช่เป็นวิธีการรักษาที่ถาวร เป็นวิธีการที่แค่บรรเทาอาการปวด ถึงอย่างไรหากท่านมีโอกาสพบทันตแพทย์ก็ไม่ควรรอช้า เพื่อรักษาให้ถูกต้องและตรงจุดที่สุด อาการของโรคฟัน โรคเหงือกจะได้หายอย่างถาวร และไม่ลุกลามต่อไป

กลัวการทำฟัน !!!

Friday, July 22nd, 2011

เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
จากมุมสุขภาพ www.msn.co.th
คนที่กลัวการทำฟันมีไม่น้อย หากคุณเป็นอีกคนก็ไม่ต้องอาย พอประมาณได้ว่าสามในสี่ของคนที่มาทำฟันก็มีอาการวิตก หรือหวาดๆ การทำฟัน จะมากน้อยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับมา
มาสู้กับความกลัวกันดีกว่า
ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า แม้จะผลัดผ่อนการพบหมอฟันไปได้ก็ เท่ากับหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็ต้องรักษาฟันจนได้ เพราะสถานการณ์บังคับเพราะ คุณจะปวดฟันมากจนทนไม่ไหวนั่นเอง ความปวดมีมากกว่าความกลัว คุณก็ต้องพึ่งพาทันตแพทย์แบบหลีเกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว ทันตแพทย์ส่วนใหญ่ต้องการให้คนไข้มาพบในสภาพฟันที่เป็นโรคน้อยที่สุด เพื่อรักษาแต่เนิ่นๆ มีวิธีการบางอย่างที่ช่วยคุณได้ ให้มีความรู้สึกผ่อนคลายและมีประสบการณ์ที่ดีต่อการทำฟัน ที่แน่ๆ ควรบอกความจริงกับทันตแทพย์ว่าคุณกลัวการทำฟัน หรือเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาก่อน
ในการทำฟันคุณกลัวอะไร ?
เข็มฉีดยา แล้วเสียวฟัน กลัวเสียงเครื่องกรอฟัน กลัวเครื่องมือรู้สึกสำลักทุกครั้งที่เครื่องมือเข้าปาก บอกเล่าให้หมดให้หมอของคุณทราบ เพื่อหาวิธีการรักษาที่รัดกุมเฉพาะคุณ เพื่อลดความกลัวนั้น และช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายความเครียดลง เพิ่มความมั่นใจในการทำฟันมากขึ้น

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำฟันอย่ารีรอที่จะถามคุณหมอให้อธิบายถึงวิธีการ ระยะเวลาการทำฟันให้ชัดเจน ยิ่งคุณรู้ถึงเหตุผลของการรักษารู้ว่าหมอกำลังจะทำอะไร ความรู้สึกวิตกกังวลของคุณจะลดลง อย่างน้อยก็ช่วยลดความคิด หรือจินตภาพอันน่ากลัวที่วาดมาก่อนจะเข้ามาทำฟันลงได้มากทีเดียว
เตรียมตัวให้ดี นัดวันที่พร้อม
ก่อนวันนัดทำฟันควรนอนหรือพักผ่อนให้พอ กินอาหารพออิ่ม งดพวก ชา กาแฟ น้ำดื่มที่มีคาเฟอีน ซึ่งจะกระตุ้นให้คุณตื่นเต้นมากกว่าปกติ
หากคุณเครียดมาทั้งวันจากการทำงาน แล้วเย็นนั้นมีนัดกับทันตแพทย์ต้องทำฟันแล้วละก็ไม่ค่อยจะเหมาะนัก แต่ควรนัดในเวลาที่ว่างที่สุดไม่ใช่ต้องขับรถลุยจราจรติดขัดเพื่อมาให้ทันเวลา เพราะจะยิ่งทำให้เครียด ทั้งเครียดทั้งกลัว เครียดจากรถติดยังไม่ทันหายก็ต้องกระหือกระหอมมานั่งเก้าอี้ทำฟัน แล้วเวลาทำฟันก็มีจำกัด ทันตแพทย์ก็เครียดด้วยเช่นกัน วันที่ดีที่สุดน่าจะเป็นวันหยุด อาจจะเป็นตอนเช้าวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่คุณปลอดจากภาระกิจใดๆ
กวิธีหนึ่งทีดีถ้าคุณกลัวมากๆ ก็น่าจะไปทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศของคลินิกฟันเสียก่อน ทำความคุ้นเคยกับเครื่องมือ กับทันตแพทย์ โดยเริ่มต้นจากการทำฟันที่ใช้เวลาสั้นๆ ไม่นานนักหรือไม่ต้องอ้าปากนาน เช่น การตรวจฟัน การจัดฟัน ถ้าหากคุณผ่านขั้นตอนนี้ไปด้วยดี แล้วความกลัวจะลดลง ความกล้าจะมากขึ้น ความมั่นใจจะตามมาอีกโขเลย
ขณะทำฟันพยายาม เอาใจไปอยู่ที่อื่นให้ไกลๆ การทำฟัน เช่น อาจสวมหูฟังเพลงบรรเลงสบายๆ เพราะอย่างน้อยที่สุด หูคุณก็ไม่ได้ยินเสียงเครื่องกรอ คิดถึงสิ่งที่ชอบ เช่นทะเล ชายหาด เสียงคลื่นซัด คิดถึงทุ่งกว้างอันเขียวขจี
คลายความเครียดด้วยการควบคุมการหายใจ หายใจเข้าช้าๆ นับ 1-7 พัก หายใจออกช้าๆ การควบคุมการหายใจแบบนี้ จะช่วยให้คุณคลี่คลายได้มากทีเดียว
อันนี้สำคัญมาก คิดดี คิดให้เป็นบวกไว้ก่อน เช่น
เราทำได้
หมอฟันทำฟันไม่เจ็บหรอก
หากเราคิดไปในทางลบตลอด ก็ยิ่งสร้างความรู้สึกไม่ดีแต่ต้น เช่น ต้องเจ็บแน่ หรือเริ่มไม่ไว้ใจหมอ ความคิดแบบนี้อย่าให้เกิดเลยครับไม่ช่วยอะไรเลย กลับจะทำให้กลัวทำฟันมากขึ้นเปล่าๆ
ลองดูนะครับวิธีที่เล่ามา จะช่วยให้คุณที่กลัวการทำฟันรู้สึกมั่นใจและกล้าที่จะไปพบ ทันตแพทย์มากขึ้น เพื่อดูแลรักษาสุขภาพฟัน และช่องปากให้ดีตลอดไป
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

โรคฟันหรือโรคในช่องปาก เป็นเรื่องที่ทุกคนเลี่ยงไม่ได้ ฟันผุ มีหินปูน ต้องไปพบทันตแพทย์ให้รักษา บางคนทั้งๆ ที่รู้ว่าถึงเวลาต้องรักษาแล้ว แต่พอตั้งใจนัดทันตแพทย์ทีไร พอใกล้วันนัดมักจะเลื่อนนัดทุกที หรือผลัดผ่อนไปก่อน จริงๆ แล้วความรู้สึกลึกๆ ก็คือกลัวการทำฟัน

รักษาตา-ฟัน กันสมองเส่ือม ปล่อยปละละเลยเป็นการเพ่ิมความเสี่ยง

Wednesday, July 20th, 2011

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2554
หนังสือพิมพ์ “เดล่ีนิวส์” ของอังกฤษ เสนอข่าวว่า นักวิทยาศาสตร์แคนาดาได้พบว่า เพียงแต่เอาใจใส่ดูแลสุขภาพของฟันและดวงตาอยู่เสมอ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเป็นโรคสมองเสืื่อมและโรคอื่นๆแบบเดียวกันตอนแก่ได้

พวก เขาได้ความรู้มาว่า มีโรคต่างๆหลายโรค ที่ทำให้เสี่ยงกับการเป็นโรคสมองเสื่อมมากขึ้น ตั้งแต่อาการเจ็บปวด โรคข้ออักเสบ ตาฟาง กระดูกหัก และกระทั่งใส่ฟันปลอมผิดรูป ผู้ทนทุกข์ทรมานกับอาการเหล่านี้ อาจจะเสี่ยงกับการเป็นโรคสมองเสื่อมสูงขึ้นถึง 2 เท่าได้.

องค์กรศัลยแพทย์ทั่วโลก ถวายเกียรติบัตรแด่’ในหลวง’

Wednesday, July 13th, 2011

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2554
องค์กรศัลยแพทย์ทั่วโลก ถวายเกียรติบัตรสมาชิกกิตติมศักดิ์ เหรียญสดุดีด้านศัลยศาสตร์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชี้ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวง ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ต่อพสกนิการทั้งชาวไทยและต่างประเทศทุกคน…

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่โรงแรมแชงกรีล่า นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและผู้รั้งตำแหน่งประธานราชวิทยาลัย ศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย และ นพ.เคนเนธ บอฟฟาร์ด ประธานสมาพันธ์ศัลยแพทย์นานาชาติ ร่วมกันแถลงข่าวการทูลเกล้าฯ ถวายเกียรติบัตรสมาชิกกิตติมศักดิ์ เหรียญสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

โดย นพ.สุทธิพร กล่าวว่า 5 องค์กรศัลยแพทย์ทั่วโลก ประกอบด้วย ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย วิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา สมาพันธ์ศัลยแพทย์นานาชาติ วิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งเอดินเบอระ และวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรทางศัลยศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกที่เป็นศัลยแพทย์มากกว่า 7 หมื่นคนทั่วโลก ได้มีมติและพร้อมใจกัน ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติเข้าเฝ้าและทูลเกล้าฯ ถวายประกาศเกียรติคุณสมาชิกกิตติมศักดิ์ พร้อมเหรียญสดุดีในนามองค์กรทางศัลยศาสตร์ด้านศัลยแพทย์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวง ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ทรงครองราชย์ ต่อพสกนิการทั้งชาวไทยและต่างประเทศทุกคนในประเทศไทย รวมทั้งราษฎรที่ยากจนทั่วประเทศที่เจ็บป่วย ซึ่งทุกครั้งที่พระองค์ทรงแปรพระราชฐาน ไปยังท้องถิ่นทุรกันดาร ชนบท หรือพื้นที่ห่างไกลความเจริญทั่วประเทศไทย ได้นำกลุ่มแพทย์ตามเสด็จ และทรงรับคนป่วยไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมทั้งให้แพทย์ผ่าตัดรักษาให้หายจาก อาคารเจ็บป่วยจนถึงปัจจุบัน การถวายประกาศเกียรติคุณสมาชิกกิตติมศักดิ์ พร้อมเหรียญสดุดี ยังเป็นการเทิดพระเกียรติในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ด้วย

นพ.สุทธิพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงรับราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ไว้ในพระราชูปถัมภ์เป็นแห่งของประเทศไทย ทั้งยังทรงสนับสนุนการพัฒนาวิชาการและวิชาชีพ ให้แก่ศัลยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชนผู้เจ็บป่วยมาโดยตลอด

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมอบให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์เพื่อให้ 5 องค์กรศัลยแพทย์ทั่วโลก เข้าเฝ้าและทูลเกล้าฯ ถวายเกียรติบัตรสมาชิกกิตติมศักดิ์ และเหรียญสดุดี ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ จ.ชลบุรี ท่ามกลางที่ประชุมใหญ่ทางวิชาการของวิทยาลัย ราชวิทยาลัย สมาพันธ์และสามคมศัลยแพทย์ต่างประเทศ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติจากทั่วทุกภูมิภาคทั่วโลก ที่จะมาประชุมวิชาการเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง “ความร่วมมือด้านศัลยศาสตร์ระดับนานาชาติ” เพื่อที่จะรักษาชีวิตของผู้ป่วยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลกให้ ดีขึ้นต่อไป

ขจัดขี้ฟันให้ถูกวิธี

Monday, June 13th, 2011
ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 05/03/2008

การทำความสะอาดภายในช่องปากคุณอาจมองข้ามไปหลายๆ อย่าง ส่วนใหญ่แล้วการขจัดคราบอาหารในช่องปาก เราจะเข้าใจว่าแค่แปรงฟันก็พอ

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี มีสิ่งน่าสนใจเกี่ยวกับการทำความสะอาดภายในช่องปากที่คุณอาจมองข้ามไปหลายๆ อย่าง ส่วนใหญ่แล้วการขจัดคราบอาหารในช่องปาก เราจะเข้าใจว่าแค่แปรงฟันก็พอ โดยข้อเท็จจริงแล้ว ฟันและเหงือกเป็นอวัยวะที่กักเก็บเศษอาหารที่ต้องมีอุปกรณ์และวิธีการทำความสะอาดอย่างที่พิถีพิถันพอสมควร เลยครับ มาดูกันว่าอะไรควรหรือไม่ควรฏิบัติกันเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีตลอดไป

Dos

เลือกแปรงที่ขนนิ่มไม่แข็งเกินไป

  • แปรงหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • แปรงให้ถูกวิธี ฟันบนปัดลงล่าง ฟันล่างปัดขึ้นบน แปรงทุกด้านของฟัน ด้านบดเคี้ยว ด้านนอก ด้านใน
  • ใช้ไหมขัดฟันขจัดเศษอาหาร ตามซอกฟันและใต้เหงือก
  • การใช้ Dental floss (ไหมขัดฟัน) ให้ใช้ทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหาร ทำทุกซีก
  • ท่านที่มีฟันห่างมาก ใส่ฟันปลอมแบบติดแน่น อาจจะต้องใช้แปรงซอกฟันทำความสะอาดด้านข้างของฟัน และใต้ฐานฟันปลอม
  • ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสม fluoride
  • อมน้ำยาบ้วนปากหลังการแปรงฟันทุกครั้ง

 การขจัดคราบอาหาร(ขี้ฟัน) ออกให้หมดเกลี้ยงจะช่วยลดฟันผุ และเหงือกอักเสบได้อย่างตรงจุดที่สุด รู้อย่างนี้ก็อย่าปล่อยให้คราบอาหารค้างอยู่ในปากนานๆ ต้องพิถีพิถันขจัดออกเสีย สุขภาพเหงือกและฟันจะดีตลอดไป

 Donts
มีอะไรบ้างที่ต้องระมัดระวัง เพราะถ้าทำผิดเข้าใจไม่ถูกต้อง แทนที่จะขจัดคราบอาหารได้เกลี้ยง กลับมีผลข้างเคียงต่อเหงือกและฟันอีก

 ไม่ใช้แปรงขนแข็งมาก (เพราะจะทำให้ฟันสึกได้ง่าย)

  • เลือกแปรงด้ามตรงไม่โค้งงอ เพราะแปรงเหล่านี้ จะแปรงทำความสะอาดได้ดี เฉพาะบางตำแหน่ง
  • อย่าแปรงฟันแบบตามใจฉันที่ถนัด คือ แปรงขึ้นลงแรงๆ วิธีแบบนี้ จะทำให้เหงือกร่นง่าย เพราะหลักการที่ถูกต้อง ฟันบนให้ปัดลงล่าง ฟันล่างให้ปัดขึ้นบน แต่ถ้าแปรงขึ้นลงเร็วๆ ฟันบนจะถูกแปรงกระแทกเหงือกให้ขึ้นไป ฟันล่างก็ถูกแปรงกระแทกให้เหงือกถอยลงล่าง จนเกิดอาการ เหงือกร่นเป็นสิ่งที่แก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิมยาก และทำให้มีอาการเสียวฟัน เวลาแปรงด้านข้าง ก็จะถูเข้าออกแรงๆ เหมือนเลื่อย แบบนี้ก็ทำให้คอฟันสึกเหมือนการโค่นต้นไม้ รอยสึกจะทำให้มีอาการเสียวฟัน ถ้าสึกเข้าไปลึกมาก อาจต้องรักษารากฟัน
  • อย่าใช้ไม้จิ้มฟันทำความสะอาดด้านซอกฟัน เพราะไม้จิ้มฟันมีผลต่อเหงือก ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟันมากขึ้น ให้ใช้ dental floss แทน
  • น้ำยาบ้วนปากช่วยทำความสะอาดช่องปาก โดยการลดจำนวนแบคทีเรียชั่วขณะ ดังนั้นยังต้องแปรงฟันให้สะอาดด้วยครับ

 ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

สธ.รณรงค์เด็กไทยดื่มนมฟลูออไรด์ทุกคนทุกวันป้องกันฟันผุ

Friday, May 20th, 2011

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันที่ 12 พฤษภาคม 2554
สธ.รณรงค์ให้เด็กนักเรียนดื่มนมฟลูออไรด์ทุกคน ทุกวัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา ซึ่งทรงห่วงใยเด็กไทย เพื่อให้เด็กไทยแข็งแรง ฟันไม่ผุ

วันนี้ (12พ.ค.) ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติพบว่า เด็กอายุ 6 ปี เป็นโรคฟันผุร้อยละ 87.4 สำหรับเด็กอายุ 12 ปี เป็นโรคฟันผุร้อยละ 57.3 และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กในเขตกรุงเทพมหานครและเขตชนบท กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ร่วมกับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในประเทศไทยขึ้น ภายใต้การสนับสนุนด้านวิชาการจากองค์การอนามัยโลก และงบประมาณสนับสนุนบางส่วนจากมูลนิธิ The Borrow Foundation ประเทศอังกฤษ ด้วยการผลิตนมเสริมฟลูออไรด์ในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ตั้งแต่ปี 2543 นำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ดร.นพ.สมยศ กล่าวต่อว่า โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เป็นโครงการแรกที่ริเริ่มการผลิตนมฟลูออไรด์ในประเทศไทย มีเด็กนักเรียนเข้าร่วมโครงการจำนวน 35,000 คน ทดลองดื่มนมฟลูออไรด์พาสเจอร์ไรด์ขนาด 200 มิลลิตร/ถุง และมีปริมาณฟลูออไรด์ 0.5 มิลลิกรัม/ถุง ซึ่งเป็นขนาดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เฉลี่ย 160-170 วันต่อ 1 ปีการศึกษา และผลการประเมินพบว่า เด็กที่เริ่มดื่มนมฟลูออไรด์ตั้งแต่ชั้นอนุบาลและประถมศึกษาปีที่ 1 ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปีนั้น สามารถลดโรคฟันผุในฟันแท้ได้มากกว่าเด็กที่ไม่ได้ดื่มนมฟลูออไรด์ถึงร้อยละ 34.4 นอกจากนี้ ผลการศึกษาปริมาณฟลูออไรด์โดยรวมที่ได้รับในแต่ละวันของเด็กที่ดื่มนมฟลูออไรด์พบว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติ ปลอดภัยและไม่จำเป็นต้องรับประทานฟลูออไรด์เสริมรูปแบบอื่น แต่ควรให้เด็กแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ตามปกติ

ดร.นพ.สมยศ กล่าวอีกว่า กรมอนามัยยังได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดทำโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 50 พรรษาขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 โดยขยายความครอบคลุมให้เด็กทั้งหมดในกรุงเทพมหานครได้ดื่มนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ และกรมอนามัยยังได้ขยายโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในต่างจังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี สระแก้วและชลบุรี ส่งผลให้ขณะนี้มีเด็กนักเรียนรวมกว่า 700,000 คน ได้ดื่มนมฟลูออไรด์ ที่ผลิตจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และโรงนมอื่นที่มีการพัฒนาโรงนมเพื่อผลิตฟลูออไรด์ ซึ่งได้การรับรองระบบ GMP Codex ตามมาตรฐานสากล มีนักวิทยาศาสตร์การอาหาร มีชุดตรวจฟลูออไรด์จาก The Borrow Foundation มีการฝึกอบรมจากโครงการสวนจิตรลดา ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และได้รับการติดตามในการผลิตทั้งก่อนและระหว่างการผลิตทุกปี ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 16 แห่งทั่วประเทศ และจากผลการประเมินพบว่า นมฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมสามารถลดฟันผุในเด็กที่ดื่มต่อเนื่อง 2 ปี ขึ้นไป ทั้งในฟันแท้และฟันน้ำนมโดยไม่พบผลเสียในเรื่องฟันตกกระ และในปี 2554 นี้ โครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ จะเริ่มดำเนินการในจังหวัดกระบี่ รวมถึงจะสนับสนุนการขยายการดำเนินงานในพื้นที่ซึ่งที่มีปัญหาฟันผุสูงและมีฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคต่ำกว่ามาตรฐาน 17 จังหวัด ที่มีความพร้อมโดยเฉพาะในภาคใต้และภาคอีสาน

“ทั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมายุครบ 84 พรรษา และทรงห่วงใยสุขภาพเด็กไทย กรมอนามัยจะรณรงค์ให้เด็กนักเรียนทุกพื้นที่ได้ดื่มนมทุกคน ทุกวัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และฟันไม่ผุต่อไป”อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

สังเกตอย่างไร ซี่ไหนฟันแท้-ฟันน้ำนม

Monday, May 9th, 2011

จากเมเนเจอร์ออนไลน์
วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ข้อมูลจาก myfirstbrain.com
วิธีง่ายๆ ที่จะทราบว่าเด็กมีฟันกรามแท้หรือยัง คือให้นับฟันของลูก เด็กจะมีฟันน้ำนมทั้งหมด 20 ซี่ โดยแบ่งเป็นฟันบน 10 ซี่และฟันล่าง 10 ซี่ ซึ่งจะขึ้นครบเมื่ออายุก่อน 3 ขวบ”

ลูก มีฟันคล้ายๆ ฟันคุดขึ้นมาสองซี่ช่วงฟันหน้า แฟนบอกว่าปล่อยไว้อาจทำให้ฟันเกได้ แต่จะถอนออกก็กลัวแกเจ็บ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นฟันน้ำนมหรือฟันแท้ (ที่โผล่เกินขึ้นมา) จะต้องทำอย่างไรดี

เท่าที่ฟังคุณแม่อธิบายมา คิดว่าน่าจะเป็นฟันเกินของฟันแท้ที่บริเวณฟันหน้าบน ซึ่งจะสามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการให้ทันตแพทย์เด็กตรวจดู พร้อมทั้งถ่ายภาพรังสีของฟันซี่หน้าบน และฟังดูน่าจะเป็นฟันเกินชนิดที่หันตัวฟันลงในทิศทางเดียวกับฟันปกติ ทำให้สามารถขึ้นมาในช่องปากได้เหมือนฟันปกติ แนะนำว่ารอให้ฟันเกินขึ้นมาจนเต็มซี่ก่อนแล้วจึงให้ทันตแพทย์เด็กถอนออก ซึ่งมักจะทำการถอนได้โดยไม่ยุ่งยาก แต่ควรพาลูกไปปรึกษาคุณหมอก่อน เพื่อให้ลูกเกิดความคุ้นเคย และให้คุณหมอมีโอกาสสร้างสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจกับลูกด้วยค่ะ

…คุณหมอจะเป็นผู้พิจารณาว่า ควรถอนฟันเกินนั้นออกเมื่อไร ในกรณีที่ฟันเกินไปขวางทางขึ้นของฟันแท้ในบริเวณนั้น การถอนฟันเกินออกเร็วก็จะช่วยให้ฟันแท้ขึ้นมาในช่องปากในตำแหน่งใกล้เคียง ปกติได้มากขึ้น แต่ถ้าฟันเกินนั้นไม่ได้ไปขวางทางการขึ้นของฟันแท้ เช่น จะพบได้บ่อยที่ฟันเกินขึ้นไปทางเพดานด้านหลังของฟันแท้ซี่หน้าบน การถอนฟันเกินออกเร็วหรือช้าก็ไม่ส่งผลให้ฟันเก

จะสังเกตได้อย่างไรว่าฟันของลูกซี่ไหนเป็นฟันน้ำ นม หรือฟันแท้คะ เพราะไม่เคยได้จดเอาไว้เลยค่ะ จำๆ ไว้ก็ลืมหมด ตอนนี้ก็ทำเพียงให้ลูกดูแลสุขฟันให้ดี เขาอายุ 7 ปี 7 เดือนแล้ว

ลูกอายุประมาณ 7 ขวบครึ่ง น่าจะมีฟันแท้เริ่มขึ้นทั้งบริเวณฟันหน้าและฟันกรามค่ะ โดยฟันแท้ที่บริเวณฟันหน้าจะขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนม โดยคิดตามหลักง่ายๆว่า ฟันน้ำนมซี่ไหนขึ้นมาในช่องปากก่อน ฟันน้ำนมซี่นั้นก็จะหลุดก่อน ตัวอย่างเช่น เด็กจะมีฟันน้ำนมคู่แรกขึ้นที่บริเวณฟันหน้าล่างเมื่ออายุประมาณ 6-8 เดือน ฟันน้ำนมคู่นี้ก็จะเป็นคู่แรกที่เริ่มเปลี่ยนเป็นฟันแท้เมื่อเด็กอายุประมาณ 6-7 ปี ถ้าเด็กมีฟันน้ำนมขึ้นเร็วเช่นเริ่มขึ้นซี่แรกเมื่ออายุเพียง 3-4 เดือน เด็กคนนั้นก็จะเปลี่ยนฟันแท้เร็วตามไปด้วย บางคนอายุเพียง 5 ขวบกว่า ฟันน้ำนมซี่แรกก็เริ่มโยกหลุดแล้ว ซึ่งตรงข้ามกับเด็กที่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นช้าเกือบ 1 ขวบ ฟันน้ำนมก็จะหลุดช้าด้วยเช่นกัน บางคนช้าถึง 7 ขวบกว่าก็พบได้ โดยทั่วไปการที่ฟันน้ำนมขึ้นเร็วหรือช้า ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของร่างกายส่วนอื่น

“วิธี ง่ายๆ ที่จะทราบว่าเด็กมีฟันกรามแท้หรือยัง คือให้นับฟันของลูก เด็กจะมีฟันน้ำนมทั้งหมด 20 ซี่ โดยแบ่งเป็นฟันบน 10 ซี่และฟันล่าง 10 ซี่ ซึ่งจะขึ้นครบเมื่ออายุก่อน 3 ขวบ”

ลูก มีฟันคล้ายๆ ฟันคุดขึ้นมาสองซี่ช่วงฟันหน้า แฟนบอกว่าปล่อยไว้อาจทำให้ฟันเกได้ แต่จะถอนออกก็กลัวแกเจ็บ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นฟันน้ำนมหรือฟันแท้ (ที่โผล่เกินขึ้นมา) จะต้องทำอย่างไรดี

เท่าที่ฟังคุณแม่อธิบายมา คิดว่าน่าจะเป็นฟันเกินของฟันแท้ที่บริเวณฟันหน้าบน ซึ่งจะสามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการให้ทันตแพทย์เด็กตรวจดู พร้อมทั้งถ่ายภาพรังสีของฟันซี่หน้าบน และฟังดูน่าจะเป็นฟันเกินชนิดที่หันตัวฟันลงในทิศทางเดียวกับฟันปกติ ทำให้สามารถขึ้นมาในช่องปากได้เหมือนฟันปกติ แนะนำว่ารอให้ฟันเกินขึ้นมาจนเต็มซี่ก่อนแล้วจึงให้ทันตแพทย์เด็กถอนออก ซึ่งมักจะทำการถอนได้โดยไม่ยุ่งยาก แต่ควรพาลูกไปปรึกษาคุณหมอก่อน เพื่อให้ลูกเกิดความคุ้นเคย และให้คุณหมอมีโอกาสสร้างสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจกับลูกด้วยค่ะ

…คุณหมอจะเป็นผู้พิจารณาว่า ควรถอนฟันเกินนั้นออกเมื่อไร ในกรณีที่ฟันเกินไปขวางทางขึ้นของฟันแท้ในบริเวณนั้น การถอนฟันเกินออกเร็วก็จะช่วยให้ฟันแท้ขึ้นมาในช่องปากในตำแหน่งใกล้เคียง ปกติได้มากขึ้น แต่ถ้าฟันเกินนั้นไม่ได้ไปขวางทางการขึ้นของฟันแท้ เช่น จะพบได้บ่อยที่ฟันเกินขึ้นไปทางเพดานด้านหลังของฟันแท้ซี่หน้าบน การถอนฟันเกินออกเร็วหรือช้าก็ไม่ส่งผลให้ฟันเก

จะสังเกตได้อย่างไรว่าฟันของลูกซี่ไหนเป็นฟันน้ำ นม หรือฟันแท้คะ เพราะไม่เคยได้จดเอาไว้เลยค่ะ จำๆ ไว้ก็ลืมหมด ตอนนี้ก็ทำเพียงให้ลูกดูแลสุขฟันให้ดี เขาอายุ 7 ปี 7 เดือนแล้ว

ลูกอายุประมาณ 7 ขวบครึ่ง น่าจะมีฟันแท้เริ่มขึ้นทั้งบริเวณฟันหน้าและฟันกรามค่ะ โดยฟันแท้ที่บริเวณฟันหน้าจะขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนม โดยคิดตามหลักง่ายๆว่า ฟันน้ำนมซี่ไหนขึ้นมาในช่องปากก่อน ฟันน้ำนมซี่นั้นก็จะหลุดก่อน ตัวอย่างเช่น เด็กจะมีฟันน้ำนมคู่แรกขึ้นที่บริเวณฟันหน้าล่างเมื่ออายุประมาณ 6-8 เดือน ฟันน้ำนมคู่นี้ก็จะเป็นคู่แรกที่เริ่มเปลี่ยนเป็นฟันแท้เมื่อเด็กอายุประมาณ 6-7 ปี ถ้าเด็กมีฟันน้ำนมขึ้นเร็วเช่นเริ่มขึ้นซี่แรกเมื่ออายุเพียง 3-4 เดือน เด็กคนนั้นก็จะเปลี่ยนฟันแท้เร็วตามไปด้วย บางคนอายุเพียง 5 ขวบกว่า ฟันน้ำนมซี่แรกก็เริ่มโยกหลุดแล้ว ซึ่งตรงข้ามกับเด็กที่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นช้าเกือบ 1 ขวบ ฟันน้ำนมก็จะหลุดช้าด้วยเช่นกัน บางคนช้าถึง 7 ขวบกว่าก็พบได้ โดยทั่วไปการที่ฟันน้ำนมขึ้นเร็วหรือช้า ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของร่างกายส่วนอื่น

ทญ. กุลยา รัตนปรีดากุล
…ส่วนฟันกรามแท้ซี่แรกจะขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับฟันแท้ซี่หน้าล่างขึ้น คือช่วงอายุประมาณ 6-7 ปี แตกต่างกันที่ว่าไม่ได้ขึ้นแทนที่ฟันน้ำนม แต่ขึ้นเข้าไปด้านในช่องปาก หลังฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้าย โดยมีรูปร่างคล้ายฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้าย แต่มีขนาดใหญ่กว่าฟันกรามน้ำนมประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ โดยเริ่มขึ้นจากฟันกรามแท้คู่ล่างก่อน และประมาณ 6 เดือนหลังนั้น ฟันกรามแท้คู่บนจึงเริ่มขึ้น ในเด็กบางคนขณะที่ฟันกรามแท้ขึ้น เด็กอาจรู้สึกเจ็บระบมที่เหงือกและเคี้ยวอาหารไม่สะดวกอยู่ระยะหนึ่ง แต่ส่วนมากฟันจะขึ้นมาได้โดยไม่มีปัญหาอะไร และเนื่องจากฟันกรามแท้ทั้ง 4 ซี่แรกนี้ จะขึ้นมาโดยไม่มีฟันน้ำนมหลุด บ่อยครั้งที่พ่อแม่จะไม่ทราบว่ามีฟันขึ้นใหม่ พอเห็นอีกครั้งอาจขึ้นเต็มซี่แล้ว ก็จะคิดว่าเป็นฟันน้ำนม และเนื่องจากเป็นฟันที่อยู่ลึกเด็กมักทำความสะอาดได้ไม่ถึง จึงมักพบว่าฟันกรามแท้ซี่นี้จะผุเร็วภายหลังจากขึ้นมาในช่องปากเพียงไม่กี่ ปี ระยะนี้จึงต้องการการดูแลจากผู้ใหญ่ให้ช่วยแปรงฟันให้ถึงฟันกรามแท้ซี่ในสุด ให้สะอาดทุกวัน

…วิธีง่ายๆ ที่จะทราบว่าเด็กมีฟันกรามแท้หรือยัง คือให้นับฟันของลูกค่ะ เด็กจะมีฟันน้ำนมทั้งหมด 20 ซี่ โดยแบ่งเป็นฟันบน 10 ซี่และฟันล่าง 10 ซี่ ซึ่งจะขึ้นครบเมื่ออายุก่อน 3 ขวบ ถ้าคุณแม่นับฟันล่างทั้งหมดได้ 12 ซี่ ก็แสดงว่ามีฟันกรามแท้ขึ้นมาด้านซ้ายและขวาด้านละซี่แล้ว ลองสังเกตดูจะเห็นว่าเป็นฟันที่มีรูปร่างเหมือนที่หมอได้อธิบายไปหรือไม่ และฟันแท้จะมีสีอมเหลืองมากกว่าฟันน้ำนมซึ่งมีสีค่อนข้างขาวกว่า ส่วนฟันหน้าก็สังเกตจากสีที่เหลืองกว่าในฟันแท้ ฟันซี่ใหญ่และยาวกว่า และส่วนปลายฟันแท้ซี่หน้าทั้งฟันบนและล่าง เมื่อขึ้นมาใหม่ๆ จะมีหยักที่ปลายฟัน ไม่เรียบเหมือนฟันน้ำนม

…วิธีหนึ่งที่เด็กๆ ซึ่งเป็นคนไข้ของหมอนิยมทำคือ จะหากล่องเล็กๆ เก็บสะสมฟันน้ำนมที่หลุดไว้ทุกซี่ค่ะ พอซี่ไหนหลุดเด็กก็จะเอาไปเก็บในกล่องใส่ฟัน เด็กจะสามารถบอกหมอได้ทุกครั้งที่มาตรวจฟัน 6 เดือนว่าเขาเหลือฟันน้ำนมในปากกี่ซี่ โดยเอา 20 ตั้งลบด้วยจำนวนฟันในกล่องค่ะ ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของฟันในปากของพวกเค้าเองค่ะ

ลูกชายมีโครงหน้าค่อนข้างใหญ่ แล้วเขามักจะมีอาการปวดกรามบ่อยๆ ไม่แน่ใจว่ามีปัญหาเกี่ยวกับขากรรไกรหรือไม่ จะสามารถพาไปตรวจได้อย่างไรบ้างคะ รบกวนแนะนำทีค่ะ

พอดีคุณแม่ไม่ได้บอกมาว่าลูกชายอายุเท่าไรแล้ว หมอขออธิบายเป็นกลางๆ นะคะว่า อาการปวดกรามที่คุณแม่อธิบายมา อาจเป็นปัญหาจากการปวดกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยวอาหารหรืออาจเป็นปัญหา ที่การอักเสบของบริเวณข้อต่อขากรรไกรก็ได้ แนะนำให้ปรึกษาทันตแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับระบบบดเคี้ยวและความเจ็บปวดของขา กรรไกรและใบหน้าค่ะ ซึ่งจะปรึกษาได้ตามคณะทันตแพทย์ทุกแห่งและโรงพยาบาลและคลินิกทันตกรรมขนาด ใหญ่ โดยควรโทรศัพท์สอบถามให้แน่ใจว่ามีคุณหมอสาขานี้และทำการนัดหมายก่อน

…โดยอาจพอทุเลาอาการเบื้องต้นได้ด้วยการประคบร้อน บริเวณที่มีอาการปวด หรือรับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วย แต่ก็เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุ ซึ่งอาการก็อาจกลับมาเป็นอีกถ้าได้รับการวินิจฉัยและรักษาต้นเหตุให้ถูกต้อง ค่ะ…

::: ทญ. กุลยา รัตนปรีดากุล :::
ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาทันตกรรมสำหรับเด็ก

Do’s Don’ts เคี้ยวให้ฟันปลอดภัย

Monday, May 9th, 2011

หากถามว่าอวัยวะอะไรที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย ฟันที่ใช้เคี้ยวอาหาร นี่แหละ แต่ถึงจะแข็งอย่างไรก็มีโอกาสสูญเสียจากโรคฟันผุโรคเหงือกได้

พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
หากถามว่าอวัยวะอะไรที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย ฟันที่ใช้เคี้ยวอาหาร นี่แหละ แต่ถึงจะแข็งอย่างไรก็มีโอกาสสูญเสียจากโรคฟันผุโรคเหงือกได้ มีอีกอย่างที่บางท่านคิดไม่ถึงหรือไม่ค่อยระวัง คือการใช้ฟันผิดประเภทมากกว่าการใช้เคี้ยวอาหารเพียงอย่างเดียว เราสามารถยืดอายุฟันออกไปได้ ถ้าระมัดระวังว่าอะไร ควรกัดควรเคี้ยวมีอะไร?

Don’ t
ถึงแม้ว่าฟันจะแข็งมาก แต่มีโอกาสแตกหักขึ้นได้ เพราะการที่ไปกัดของแข็งมากๆ เช่น ใช้ฟันแทนที่เปิดฝาเบียร์ ฝาน้ำอัดลม อย่าทำครับ
อย่าใช้ฟันขบกัดของแข็งจนเป็นนิสัยประจำ เช่น กัดก้านแว่นตา ปากกา กัดเข็มเย็บผ้า หรือคาบไปค์นานๆ ฟันจะสึกโค้งตามวัสดุที่กัด
อย่าเคี้ยวหรือใช้ฟันกัดของที่เหนียวมากๆ
อย่าใช้ฟันกัดเปลือกผลไม้ที่แข็งมากๆ เช่น เมล็ดเกาลัก หรือขบแตงโมจนเป็นนิสัยเมล็ด
อย่าใช้ฟันกัดก้ามปู แทะกระดูก

หากคุณที่มีฟันที่เคยอุดไว้ เนื้อฟันที่เหลือจะน้อยลง พึ่งระลึกเสมอว่า ความแข็งแรงลดลงไปด้วยเช่นกัน บางท่านต้องมาพบหมอฟันอย่างฉุกเฉินด้วยฟันหน้าหักเพราะไปใช้ฟันกัดก้ามปู การใช้ฟันหากเราระมัดระวังรู้จักสภาพฟันของเราดีก็จะช่วยลดอุบัติเหตุหรือหลีกเลี่ยงอันตรายกับฟันได้

ถ้าอยากให้ฟันแข็งแรงอยู่กับเรานานๆ ต้องทำอย่างนี้

Dos
เคี้ยวอาหารที่นุ่มและไม่เหนียว
ห้ามใช้ฟันเป็นเครื่องมือในการกัด แทะ หรือเปิดสิ่งของต่างๆ
อย่าเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของน้ำตาล
รับประทานอาหารที่เป็นกากใย เช่น ผลไม้ ช่วยขัดกวาดทำความสะอาดฟัน แทนอาหารที่มีน้ำตาลเหนียวๆ

ที่สำคัญอย่าลืมว่า หลังการเคี้ยวมื้อหลักๆ แล้วควรทำความสะอาดฟันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้ไหมขัดซอกฟันทำความสะอาดด้านข้างของฟัน และอมน้ำยาบ้วนปาก หรือใช้ฟลูออไรด์เสริมความแข็งแรงให้ฟัน

การดูแลสุขภาพฟันอย่างจริงจัง เลือกอาหาร พบทันตแพทย์เป็นประจำหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ในการใช้ฟันบดเคี้ยว คุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง มีรอยยิ้มที่ประทับใจ ปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้น เพิ่มความแข็งแรงให้ฟัน และความสะอาดในช่องปากตลอดไป

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

เทคนิคทำความสะอาดลึกถึงซอกฟัน

Friday, May 6th, 2011

แปรงฟันหลังอาหาร ยาสีฟันก็ใช้อย่างราคาแพง น้ำยาบ้วนปากก็มีบ้วนเป็นประจำ มั่นใจมากว่าสะอาดแน่ แต่ทำไมยังเกิดโรคเหงือกอักเสบ ฟันผุอยู่
ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

การทำความสะอาดฟันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันโรคในช่องปากไม่ว่าจะเป็น ฟันผุ โรคเหงือก จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์เกี่ยวกับอนามัยของฟัน ตั้งแต่แปรงสีฟัน มีกันหลายแบบหลายชนิด ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก อุปกรณ์เสริมในการทำความสะอาดฟันก็มีมากมาย แต่ก็มักมีคำถามที่เกิดขึ้น บ่อยๆ ว่า ก็แปรงฟันทุกมื้อหลังอาหาร ยาสีฟันก็ใช้อย่างราคาแพง น้ำยาบ้วนปากก็มีบ้วนเป็นประจำ มั่นใจมากว่าสะอาดแน่ แต่ทำไมยังเกิดโรคเหงือกอักเสบ ฟันผุได้เพราะมีเศษอาหารค้างอยู่

การเกิดโรคเหงือกอักเสบ และฟันผุได้ ก็ต้องมีคราบอาหารค้างอยู่ มีอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคทำให้แปรงฟันได้ไม่เกลี้ยงเกลาอย่างที่คิด

คนที่มีฟันซ้อนเก เรียงตัวไม่เป็นระเบียบเหมือนเวลาเข้าแถวและมีคนล้ำเส้นออกไป เวลาแปรงฟันขนแปรงจะสัมผัสเฉพาะฟันอยู่แถวหน้าเท่านั้น ส่วนฟันที่อยู่ด้านหลังก็จะไม่ค่อยถูกขนแปรงเลย คราบอาหารที่ค้างอยู่ตามคอฟันก็มีมาก คนที่มีฟันซ้อนเก จึงเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่าย วิธีแก้ ก็คือจัดฟันหรือถ้ายังไม่พร้อมเวลาแปรงก็ต้องกดขนแปรงให้แนบชิดกับตัวฟันให้มาก ถึงสามารถทำความสะอาดได้อย่างเกลี้ยงเกลา

คนที่มีหุ้มกระดูกงอกมากผิดปกติและมีขนาดใหญ่ ที่ทำให้ขัดขวาง การแปรงฟัน เพราะขนแปรงจะติดบริเวณหุ้มกระดูกนี้ก่อน ก่อนถึงตัวฟัน ถ้าจะแปรงให้เกลี้ยงจริงๆ ต้อง กดขนแปรงให้สัมผัสกับตัวฟันจึงจะต้องใช้แรงกดมากกว่าปกติ

คนที่มีฟันล้มเอียง ก็จะแปรงยากเช่นกัน ต้องกดขนแปรงให้แนบกับฟันจริงๆ จึงจะทำความสะอาดได้ดี

คนที่มีฟันคุดที่โผล่ขึ้นมาบางส่วนแล้วไม่ได้ผ่าเอาออก เศษอาหารจะเข้าไปติดบริเวณฟันคุดและฟันซี่ติดกัน ทำให้ฟันข้างเคียงผุและเกิดอาการเหงือกอักเสบได้ง่าย กรณีแบบนี้ถึงจะพยายามแปรงอย่างไร ก็เอาเศษอาหารออกไม่หมด เห็นมีอยู่ทางเดียวก็ คือ ผ่าเอาฟันคุดออกก่อนครับ

ฟันที่อยู่ลึกมาก ๆ มักจะแปรงไม่ค่อยถึง เพราะบางท่านพอใส่แปรงสีฟันเข้าไปใกล้บริเวณ คอ ก็จะมีอาการอ๊อก ออกมาก็เลยไม่แปรงบริเวณซี่สุดท้าย ช่องว่างระหว่างฟัน แปรงสีฟันไม่สามารถเข้าไปถึงได้ คงต้องใช้ ไหมขัดฟัน ช่วยทำความสะอาด ถึงจะกำจัดเศษอาหารที่ติดค้างได้หมด

ฟันของเราจะมีบริเวณที่ทำความสะอาดได้ง่าย เช่น ด้านบดเคี้ยว ด้านที่ขนแปรงเข้าไปสัมผัสกับผิวหน้าฟันโดยตรง แต่ก็มีบางมุม บางจุดที่แปรงได้ยาก เนื่องจากการเรียงตัวของฟันอวัยวะข้างเคียงที่ขวางอยู่ จึงต้องสำรวจตรวจดูและให้ความเอาใจใส่ในการทำความสะอาดฟันกันเป็นพิเศษ เพื่อลดคราบอาหารเพื่อเพิ่มความมั่นใจคุณอาจใช้น้ำยาบ้วนปากที่ผสมฟลูออไรด์ช่วยด้วยอีกทางหนึ่งก็ดีทีเดียว

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

05/03/2008