<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คลินิกทันตแพทย์สมเกียรติ จัดฟัน,ดัดฟัน,รักษารากฟัน,อุดฟัน,ใส่ฟัน,ฟอกสีฟัน,ขูดหินปูน &#187; Uncategorized</title>
	<atom:link href="http://www.skdentalclinic.com/category/uncategorized/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.skdentalclinic.com</link>
	<description>จัดฟัน,ทำฟัน,ดัดฟัน,รักษารากฟัน,อุดฟัน,ใส่ฟัน,ฟอกสีฟัน,ขูดหินปูน</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Sep 2010 04:40:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>การดูดนมขวดกับผลเสียต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Sep 2010 04:14:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[domino]]></category>
		<category><![CDATA[Open bite]]></category>
		<category><![CDATA[Tongue thrust]]></category>
		<category><![CDATA[ขวดนม]]></category>
		<category><![CDATA[ขากรรไกร]]></category>
		<category><![CDATA[ดูดนิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[นมแม่]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันเหยิน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างใบหน้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=84</guid>
		<description><![CDATA[เขียนบทความโดย ทพ.สมเกียรติ ดุจหนึ่งคุณากร  เมื่อเร็วๆ นี้คุณหมอ ยุพยง  แห่งเชาวนิช ซึ่งท่านเป็นเลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่ แห่งประเทศไทย ได้ตั้งคำถามกับผมว่า  “การเลี้ยงทารกด้วยนมขวด จะส่งผลเสียอย่างไรต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร”   จำได้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ในตำราจัดฟัน เมื่อครั้งพยายามสอบเข้าเรียนจัดฟัน เมื่อเกือบ 20 ปี มาแล้ว หลังจากจบทำงานเป็นหมอจัดฟันในเวลาต่อมา ผมได้สังเกตเห็นว่า คนไข้จัดฟันทั้งเด็กและวัยรุ่นเกือบทั้งหมด รวมทั้งคนไข้ผู้ใหญ่จำนวนมากมีพฤติกรรมของลิ้นผิดปกติคล้าย ๆ กัน โดยทุกคนจะดันลิ้นมาจุกอยู่หลังฟันหน้าทั้งบนและล่าง ขณะกำลังกลืนน้ำลายแทบทุกครั้ง พฤติกรรมเช่นนี้ของลิ้น เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการจัดฟัน เมื่อสอบถามจากพ่อแม่ของคนไข้จัดฟันเหล่านี้ คำตอบจะเหมือนๆ กันว่าลูกของเธอเติบโตมากับนมขวดแทบทุกคน ซึ่งตรงกับสิ่งที่เคยอ่านพบในตำราจัดฟันหลายๆ เล่ม  Graber( 1 )  ครูคนสำคัญของหมอจัดฟัน ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อแรกเกิด   ริมฝีปากของทารกเป็นอวัยวะรับความรู้สึก ที่มีพัฒนาการค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ทารกสามารถ ดูดนมแม่ได้เอง โดยไม่ต้องสอน ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงทารกด้วยนมขวด คือ ทารกจำเป็นต้องได้รับอาหาร 2 อย่าง เพื่อให้มีพัฒนาการต่อไป อาหารอย่างแรก อาหารกาย คือน้ำนม ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำหรับทารก  อาหารอย่างที่สองคือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เขียนบทความโดย ทพ.สมเกียรติ ดุจหนึ่งคุณากร</p>
<p> เมื่อเร็วๆ นี้คุณหมอ ยุพยง  แห่งเชาวนิช ซึ่งท่านเป็นเลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่ แห่งประเทศไทย ได้ตั้งคำถามกับผมว่า  “การเลี้ยงทารกด้วยนมขวด จะส่งผลเสียอย่างไรต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร”   จำได้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ในตำราจัดฟัน เมื่อครั้งพยายามสอบเข้าเรียนจัดฟัน เมื่อเกือบ 20 ปี มาแล้ว หลังจากจบทำงานเป็นหมอจัดฟันในเวลาต่อมา ผมได้สังเกตเห็นว่า คนไข้จัดฟันทั้งเด็กและวัยรุ่นเกือบทั้งหมด รวมทั้งคนไข้ผู้ใหญ่จำนวนมากมีพฤติกรรมของลิ้นผิดปกติคล้าย ๆ กัน โดยทุกคนจะดันลิ้นมาจุกอยู่หลังฟันหน้าทั้งบนและล่าง ขณะกำลังกลืนน้ำลายแทบทุกครั้ง พฤติกรรมเช่นนี้ของลิ้น เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการจัดฟัน เมื่อสอบถามจากพ่อแม่ของคนไข้จัดฟันเหล่านี้ คำตอบจะเหมือนๆ กันว่าลูกของเธอเติบโตมากับนมขวดแทบทุกคน ซึ่งตรงกับสิ่งที่เคยอ่านพบในตำราจัดฟันหลายๆ เล่ม<br />
 Graber( 1 )  ครูคนสำคัญของหมอจัดฟัน ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อแรกเกิด   ริมฝีปากของทารกเป็นอวัยวะรับความรู้สึก ที่มีพัฒนาการค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ทารกสามารถ ดูดนมแม่ได้เอง โดยไม่ต้องสอน ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงทารกด้วยนมขวด คือ ทารกจำเป็นต้องได้รับอาหาร 2 อย่าง เพื่อให้มีพัฒนาการต่อไป อาหารอย่างแรก อาหารกาย คือน้ำนม ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำหรับทารก  อาหารอย่างที่สองคือ อาหารใจ  ทารกยังบอกเราไม่ได้ว่า   ทั้ง 2 สิ่งนี้ สำคัญกับเขาแค่ไหน อย่างไหนที่สำคัญกว่ากัน  ขณะที่ทารกดูดนมแม่ จากเต้านมของแม่ในอ้อมอกของแม่ ทารกย่อมซึมซับความรัก ความทะนุถนอมและไออุ่น ผ่านทางริมฝีปาก และอิ่มท้องในขณะเดียวกัน แต่ทารกที่ดูดนมขวดจนอิ่มท้อง จะได้รับความอิ่มเอมใจไม่เท่าเทียม คุณแม่บางคนไม่เข้าใจเรื่องนี้  ถึงขนาดช่วยบีบขวดนมเพื่อให้ลูกน้อย อิ่มไวๆ  เมื่อทารกได้รับความสุขจากริมฝีปากไม่เพียงพอ จึงดูดนิ้วเพื่อทดแทนความสุขที่ขาดหายไป ขณะเดียวกัน พัฒนาการของลิ้น กระพุ้งแก้มและริมฝีปากในทารกทั้งสองกลุ่มนี้จะแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะการดูดนมแม่ แท้จริงแล้วทารกไม่ต้องออกแรงดูดแต่อย่างไร ทารกเพียงใช้ริมฝีปากเม้มเบา ๆ ที่หัวนมแม่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ในเต้านมแม่จะบีบน้ำนมป้อนให้กับลิ้นที่ห่อตัวรองรับน้ำนมไหลสู่ท้องลูกน้อยในที่สุด ผิดกับทารกที่ดูดนมขวด เธอต้องใช้แรงดูดของทั้งริมฝีปากและกระพุ้งแก้ม การทำงานของลิ้น ริมฝีปาก และกระพุ้งแก้ม จึงแตกต่างกันในทารกทั้งสองกลุ่มนี้  เมื่อทารกอายุได้ 1 ขวบถึงขวบครึ่ง ฟันกรามน้ำนมเริ่มขึ้น และเริ่มหย่านมแล้ว พัฒนาการในช่วงนี้ ทารกไม่จำเป็นต้องดุนลิ้นมารองรับน้ำนมแม่แล้ว แต่จะเริ่มเปลี่ยนวิธีการกลืนไปเป็นแบบผู้ใหญ่ ซึ่งขณะกลืนลิ้นจะไม่ดุนมาข้างหน้าและริมฝีปาก จะปิดสนิทได้โดยไม่ต้องเม้มเข้าหากัน แต่เด็กที่เคยดูดนิ้ว จนเป็นนิสัยทดแทนความสุขจากการดูดนมแม่ จะยังคงมีพฤติกรรมการกลืนแบบทารกต่อไปอีกนาน บางคนติดนิสัยกลืนแบบทารกน้อยจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พัฒนาการในส่วนนี้ ของเด็กสองกลุ่มจึงแตกต่างกันชัดเจน มีงานวิจัยหลายชิ้นรองรับข้อสังเกตนี้<br />
 Proffit (2)ได้กล่าวถึงงานวิจัยที่พบว่าเด็กในสังคมดั้งเดิมที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่จนค่อนข้างโต ไม่ค่อยพบการติดนิสัยดูดนิ้วหรือสิ่งของอื่น ๆ ดังนั้น เมื่อนมขวดชักนำให้เด็กติดนิสัยดูดนิ้ว เด็กเหล่านี้จะพัฒนานิสัยผิด ๆ ต่อไปอีกขั้น ด้วยการดุนลิ้น(Tongue thrust) มาแตะหลังริมฝีปากบนและล่างแทนนิ้ว  ในเวลาที่ไม่มีนิ้วอยู่ในปาก เมื่อเวลาผ่านไปฟันหน้าบนและล่างจึงงอกมาสบกันไม่สนิท เพราะมีนิ้ว หรือลิ้นขวางอยู่เป็นประจำ เมื่อให้เด็กเหล่านี้ กัดฟันเข้าหากัน จึงเห็นรอยโหว่ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ระหว่างฟันหน้าบน และล่าง (Open bite) เด็กบางคน จะพบมีฟันหน้าบนยื่นล้ำหน้าฟันหน้าล่าง (ฟันเหยิน)จากแรงงัดของนิ้วที่ดูดเล่นเป็นประจำ หากนิสัยที่ผิดปกติเหล่านี้ไม่ถูกแก้ไขให้ถูกต้อง พัฒนาการของเด็กทั้งสองกลุ่มนี้จะยิ่งแตกต่างกันออกไปทุกที ขณะที่เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่มีการกลืนที่ถูกวิธี    จนสามารถกลืนแบบผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบในที่สุด แต่เด็กที่ชอบดูดนิ้วจากการเลี้ยงด้วยนมขวด แล้วเกิดการพัฒนาไปในทางที่ผิดยิ่งขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง แรงจากกล้ามเนื้อมัดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมากกว่า จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการสบของฟันทั้งปากแล้วซ้ำเติมให้เกิดความผิดปกติ อย่างร้ายแรง จนคนไข้จะไม่สามารถสบฟันได้เลยถ้าไม่เยื้องคางไปข้างใดข้างหนึ่ง  เมื่อฟันเลือกที่จะสบกันได้ในท่าที่คางเบี้ยวไป จะส่งผลให้กระดูกขากรรไกรเจริญเติบโตแบบผิดรูป และส่งผลให้รูปหน้าของคนไข้เบี้ยวไป อย่างเห็นได้ชัด ถึงจุดนี้แล้ว การแก้ไขโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกที่ผิดรูปจะยุ่งยากและสิ้นเปลืองอย่างมาก แต่หากปล่อยไว้ไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ระบบการบดเคี้ยวทั้งหมดจะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วและปัญหาอื่น ๆ จะตามมาอีกมาก ไม่มีคุณแม่คนใดอยากเห็นลูกน้อยของเธอ ต้องประสบกับชะตากรรมแบบนี้ เราจะเห็นได้ว่าพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งคล้ายกับการล้มของ Domino ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ เมื่อ Domino แห่งความหายนะตัวแรกถูกผลักให้ล้มลง หากไม่หาทางหยุดยั้ง Domino ตัวอื่น ๆ ในที่สุด Domino แห่งความหายนะตัวสุดท้ายก็จะล้มลง ทางที่ดีเราสามารถเลือกที่จะไม่ผลักให้ Domino แห่งความหายนะตัวแรกล้มลงได้ โดยเลี้ยงทารกด้วยความรักและเสียสละทั้งหมดที่เรามี ทารกน้อยควรได้กินนมแม่อย่างเพียงพอ หากพลาดไปแล้ว จนทารกมีนิสัยดูดนิ้ว เกิดขึ้นโดยเฉพาะหลัง 3 ขวบครึ่งไปแล้วยังไม่เลิกนิสัยดังกล่าว คุณแม่ หมอเด็ก อาจรวมถึงหมอจัดฟัน คงต้องร่วมมือกันหาวิธียับยั้งไม่ให้ Domino ตัวต่อๆ ไปล้มก่อนที่ Domino ตัวสุดท้ายจะล้มลงในที่สุด</p>
<p>  <sup><span style="font-size: medium">1 )</span></sup> <span style="font-size: small">Graber T.M. : Orthodontics Principles and Practice. 3</span><sup><span style="font-size: small">rd</span></sup><span style="font-size: small"> Ed. Philadelphia, W.B. Saunders Company, 1972</span></p>
<p>  <sup><span style="font-size: medium">2)</span></sup> <span style="font-size: small">William R. Proffit : (contemporary Orthodontics. 2</span><sup><span style="font-size: small">nd</span></sup><span style="font-size: small"> Ed. St.Louis, Mosby Year Book, Inc., 1993.</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคปริทันต์อักเสบกับความเสี่ยงของหัวใจวาย</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Aug 2010 02:48:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[(periodontal disease)]]></category>
		<category><![CDATA[atherosclerosis]]></category>
		<category><![CDATA[c-reactive protein]]></category>
		<category><![CDATA[cholesteral]]></category>
		<category><![CDATA[high glycemic index]]></category>
		<category><![CDATA[หัวใจวาย (heart attack)]]></category>
		<category><![CDATA[โรคปริทันต์อักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=72</guid>
		<description><![CDATA[โรคปริทันต์อักเสบ(periodontal disease)  เพิ่มความเสี่ยงของheart attack!!!!!!!!!!! ท่านที่อายุ 40 ปีขึ้นไปคงคุ้นเคยกับการตรวจเลือดประจำปี เพื่อดูค่า  cholesterol ,HDL,LDL   ค่า cholesterol และ LDLที่สูงร่วมกับ HDLที่ต่ำ บอกถึงความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคของระบบหลอดเลือดและหัวใจ   นอกจากนี้ยังมีmarkerที่สำคัญอีกตัวคือ  C-reactive protein ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงการอักเสบ   คนที่มีค่า C-reactive proteinในเลือดสูง แสดงถึงการอักเสบเรื้อรัง(chronic inflammation)อันเป็นสาเหตุสำคัญของ  atherosclerosis  มีการศึกษาหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า ระดับ C- reactive protein ที่สูงขึ้นบอกถึงความเสี่ยงต่อการเกิด heart attack มากกว่าระดับ cholesterol ที่สูง ปัจจัยอะไรทำให้C-reactive protein มีค่าสูงขึ้น 1 การทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง(saturated fat )และ  high glycemic index มากเกินไป 2 คนอ้วนมีระดับ C- reactive protein สูงทั้งจาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคปริทันต์อักเสบ(periodontal disease)  เพิ่มความเสี่ยงของheart attack!!!!!!!!!!!</p>
<p>ท่านที่อายุ 40 ปีขึ้นไปคงคุ้นเคยกับการตรวจเลือดประจำปี เพื่อดูค่า  cholesterol ,HDL,LDL   ค่า cholesterol และ LDLที่สูงร่วมกับ HDLที่ต่ำ บอกถึงความเสี่ยง</p>
<p>ต่อการเป็นโรคของระบบหลอดเลือดและหัวใจ   นอกจากนี้ยังมีmarkerที่สำคัญอีกตัวคือ  C-reactive protein ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงการอักเสบ   คนที่มีค่า C-reactive</p>
<p>proteinในเลือดสูง แสดงถึงการอักเสบเรื้อรัง(chronic inflammation)อันเป็นสาเหตุสำคัญของ  atherosclerosis  มีการศึกษาหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า ระดับ C-</p>
<p>reactive protein ที่สูงขึ้นบอกถึงความเสี่ยงต่อการเกิด heart attack มากกว่าระดับ cholesterol ที่สูง</p>
<p>ปัจจัยอะไรทำให้C-reactive protein มีค่าสูงขึ้น</p>
<p>1 การทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง(saturated fat )และ  high glycemic index มากเกินไป</p>
<p>2 คนอ้วนมีระดับ C- reactive protein สูงทั้งจาก cell ไขมันและ จากตับ</p>
<p>2  คนที่มีโรคปริทันต์อักเสบ (periodontal disease) มีความเสี่ยงสูงขึ้น 2 เท่าในการเกิด heart attack</p>
<p>มีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ระดับ C-reactive protein ที่สูงในคนไข้ที่มีโรคปริทันต์อักเสบ ลดลงอย่างมากเมื่อคนไข้ได้รับการรักษาโรคปริทันต์อักเสบเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>ผู้ที่ระดับC-reactive protein  สูงกว่า 3 mg/L มีความเสี่ยงต่อ  heart attack เพิ่มขึ้น 572%  ค่า  C-reactive protein ที่เหมาะสมสำหรับผู้ชาย คือ0.55mg/L    และสำหรับผู้หญิงคือ 1.5 mg/L</p>
<p>( No more heart attack  , Life Extension May ,2009)</p>
<p>ดังนั้นการไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน(สำหรับผู้ที่ไม่มีโรคปริทันต์อักเสบ) หรือทุก 3 เดือนในกรณีที่มีโรคปริทันต์อักเสบ  นอกจากเป็นการรักษา</p>
<p>สุขภาพในช่องปากให้ดีเยี่ยมอยู่เสมอแล้ว ยังเป็นการรักษาสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือดด้วย อุปมาดั่งยิงปีนนัดเดียวได้นกสองตัว</p>
<p>ทพญ มนูญ ดุจหนึ่งคุณากร 29/8/2010</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมอฟันกับเด็กน้อย</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Apr 2010 03:47:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[hyperactive]]></category>
		<category><![CDATA[สมาธิสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กซน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กดื้อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2.html</guid>
		<description><![CDATA[เพื่อนๆมักถามหมอเปียเสมอว่า เป็นหมอฟันมาหลายปี เบื่อบ้างมั้ยที่ทั้งวันเจอแต่งานซ้ำซาก ฉันตอบคำถามทำนองนี้ด้วยอารมณ์ปลอดโปร่งว่า “ งานรักษาฟันเหมือนเดิมก็จริง แต่คนไข้ที่เข้ามาเปลี่ยนหน้าเสมอ แต่ละคนมีเรื่องราวต่างๆมาเล่าให้ฟัง ถ้าเป็นเด็กเล็กมาทำฟันยิ่งสนุกใหญ่ ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่า เด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบถูกทำฟัน ฉันจึงต้องคอยหากลเม็ดเคล็ดไม่ลับหลากหลายสำหรับเด็กต่างนิสัยกัน วิธีพื้นๆคือการให้รางวัลเมื่อเด็กน่ารัก ที่ใช้เสมอคือคำชมเมื่อเสร็จการรักษา บ่อยครั้งหมอเปียต้องสร้างตัวเลือกให้เด็กเลือก เช่น “น้องบอย วันนี้หนูจะทำฟัน 2 ซี่หรือ 4 ซี่ดีคะ” “หนูตาล หมอให้หนูเลือกว่าจะทำฟันบนหรือฟันล่างก่อน” การสร้างตัวเลือกลักษณะนี้ ไม่ว่าเจ้าตัวเล็กจะเลือกข้อใด เค้าก็ต้องทำฟันอยู่ดี ดังนั้นห้ามถามว่า “วันนี้หนูจะทำฟันกี่ซี่ดีคะ “ เพราะมีโอกาสสูงมากที่เด็กจะตอบว่า “ไม่ทำค่ะ หนูอยากกลับบ้าน” ต่างๆเหล่านี้เหมาะสำหรับเด็กที่มีแนวโน้มยอมรับการทำฟันอยู่แล้ว เด็กบางคนไม่เต็มใจมาหาหมอเลย ที่ยอมมานอนบนเตียงให้หมอทั้งขู่ทั้งปลอบก็เพราะพ่อแม่บังคับมาหรอก ตัวเลือกสำหรับเด็กประเภทนี้จะเป็นอีกแบบ อย่างเช่นในรายน้องต้อมน้องตั้มลูกชายแสนซน ฝาแฝดมหัศจรรย์ของคุณจิตตรี น้องต้อมถูกคุณแม่บังคับให้มาอุดฟัน แกจึงพิโอดพิครวญยุกยิกบ้าง ไม่ยอมอ้าปากบ้างให้คุณแม่ต้องดุเสียงเขียว บางคราวหมั่นไส้หนักก็ฟาดเพียะๆ ส่วนน้องตั้มที่มาด้วยนัยว่าเพื่อเป็นกำลังใจ ก็ไม่ได้มายืนเชียร์ข้างเตียงอย่างที่ตกลงกันไว้ กลับวิ่งซนเสียงดังคับคลินิค รื้อข้าวของวุ่นวายจนน่ากลัวว่าคลินิคคงถูกรื้อก่อนน้องต้อมทำฟันเสร็จ คุณแม่ทั้งดุเสียงดังทั้งขอไม้เรียวจากหมอเปีย ผลคือเด็กทั้งคู่ไม่ได้กลัวแม้แต่น้อย หมอเปียประเมินสถานการณ์แล้ว เอ่ยปากเสียงเรียบขรึมกับคุณจิตตรี “พี่ไม่ต้องบังคับน้องต้อมหรอกค่ะ เค้าไม่อยากให้หมอทำฟันให้ก็ไม่เป็นไร” น้องต้อมยิ้มถูกใจที่ดื้อจนได้ดี “หมอรู้จักหมอแขกคนนึงอยู่ตีนสะพานนี่เอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> เพื่อนๆมักถามหมอเปียเสมอว่า  เป็นหมอฟันมาหลายปี เบื่อบ้างมั้ยที่ทั้งวันเจอแต่งานซ้ำซาก  ฉันตอบคำถามทำนองนี้ด้วยอารมณ์ปลอดโปร่งว่า  “ งานรักษาฟันเหมือนเดิมก็จริง   แต่คนไข้ที่เข้ามาเปลี่ยนหน้าเสมอ  แต่ละคนมีเรื่องราวต่างๆมาเล่าให้ฟัง  ถ้าเป็นเด็กเล็กมาทำฟันยิ่งสนุกใหญ่  ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่า  เด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบถูกทำฟัน  ฉันจึงต้องคอยหากลเม็ดเคล็ดไม่ลับหลากหลายสำหรับเด็กต่างนิสัยกัน</p>
<p>       วิธีพื้นๆคือการให้รางวัลเมื่อเด็กน่ารัก  ที่ใช้เสมอคือคำชมเมื่อเสร็จการรักษา  บ่อยครั้งหมอเปียต้องสร้างตัวเลือกให้เด็กเลือก  เช่น</p>
<p>  “น้องบอย  วันนี้หนูจะทำฟัน 2 ซี่หรือ 4 ซี่ดีคะ”</p>
<p>  “หนูตาล หมอให้หนูเลือกว่าจะทำฟันบนหรือฟันล่างก่อน”</p>
<p>        การสร้างตัวเลือกลักษณะนี้  ไม่ว่าเจ้าตัวเล็กจะเลือกข้อใด  เค้าก็ต้องทำฟันอยู่ดี  ดังนั้นห้ามถามว่า “วันนี้หนูจะทำฟันกี่ซี่ดีคะ  “ เพราะมีโอกาสสูงมากที่เด็กจะตอบว่า  “ไม่ทำค่ะ หนูอยากกลับบ้าน”</p>
<p>         ต่างๆเหล่านี้เหมาะสำหรับเด็กที่มีแนวโน้มยอมรับการทำฟันอยู่แล้ว  เด็กบางคนไม่เต็มใจมาหาหมอเลย  ที่ยอมมานอนบนเตียงให้หมอทั้งขู่ทั้งปลอบก็เพราะพ่อแม่บังคับมาหรอก ตัวเลือกสำหรับเด็กประเภทนี้จะเป็นอีกแบบ อย่างเช่นในรายน้องต้อมน้องตั้มลูกชายแสนซน ฝาแฝดมหัศจรรย์ของคุณจิตตรี</p>
<p>         น้องต้อมถูกคุณแม่บังคับให้มาอุดฟัน  แกจึงพิโอดพิครวญยุกยิกบ้าง  ไม่ยอมอ้าปากบ้างให้คุณแม่ต้องดุเสียงเขียว  บางคราวหมั่นไส้หนักก็ฟาดเพียะๆ  ส่วนน้องตั้มที่มาด้วยนัยว่าเพื่อเป็นกำลังใจ ก็ไม่ได้มายืนเชียร์ข้างเตียงอย่างที่ตกลงกันไว้ กลับวิ่งซนเสียงดังคับคลินิค รื้อข้าวของวุ่นวายจนน่ากลัวว่าคลินิคคงถูกรื้อก่อนน้องต้อมทำฟันเสร็จ  คุณแม่ทั้งดุเสียงดังทั้งขอไม้เรียวจากหมอเปีย ผลคือเด็กทั้งคู่ไม่ได้กลัวแม้แต่น้อย  หมอเปียประเมินสถานการณ์แล้ว เอ่ยปากเสียงเรียบขรึมกับคุณจิตตรี</p>
<p>  “พี่ไม่ต้องบังคับน้องต้อมหรอกค่ะ  เค้าไม่อยากให้หมอทำฟันให้ก็ไม่เป็นไร”  น้องต้อมยิ้มถูกใจที่ดื้อจนได้ดี</p>
<p>   “หมอรู้จักหมอแขกคนนึงอยู่ตีนสะพานนี่เอง  เก่งมากในเรื่องทำฟันเด็กดื้อ  เด็กคนไหนไม่ยอมอ้าปากทำฟัน  หมอเปียส่งไปหาหมดแขกคนนี้หมด  หมอแกตัวใหญ่ตัวดำปี๋เชียว  พี่โทรเบอร์นี้เลยค่ะ 02-4453967 เค้ามีบริการมารับเด็กถึงบ้าน พี่โทรให้มารับไปเลยทั้งน้องต้อมน้องตั้ม เพราะหมอเปียไม่มีปัญญาทำให้แล้วค่ะ ส่งหมอแขกที่ว่านี่เถอะค่ะ เจ๋งสุดๆ”</p>
<p>   ฉันพูดพลางทำหน้าสยดสยองปานประหนึ่งว่าหมอแขกผู้ไม่มีตัวตนนี้เป็นยักษ์ก็ไม่ปาน  คุณแม่ผู้แสนดีรับมุขทันที  ปราดไปกดโทรศัพท์แล้วพูดเองเออเอง</p>
<p>    “ร้านหมอแขกที่ตีนสะพานใช่มั้ยคะ  ช่วยส่งคนมารับเด็กดื้อไปทำฟันหน่อยค่ะ  อยู่ร้านหมอเปียนี่แหละค่ะ  รู้จักใช่มั้ยคะ อ๋อ เคยมารับเด็กที่นี่ไปหลายคนแล้ว”</p>
<p>      ได้ผลชงัด  น้องตั้มหยุดวิ่งมานั่งเรียบร้อย  น้องต้อมอ้าปากยอมให้จัดการฟันแต่โดยดี  หมอเปียจึงรีบบอกคุณจิตตรีทันทีว่า  “คงไม่ตองแล้วค่ะ ต้อมเป็นเด็กเก่งแล้ว”</p>
<p>       นี่คือตัวเลือกประเภทที่ว่า  ถ้าหนูไม่ยอมให้หมอเปียใจดีคนนี้ทำฟันให้  หนูก็ต้องไปให้หมอแขกใจร้ายตัวใหญ่น่ากลัวทำให้  ถ้าคุณเป็นเด็กน้อยคนนั้น  คุณจะเลือกหมอคนไหนคะ </p>
<p>               เรื่องสนุกยังไม่จบลงนะคะ  เมื่อเด็กยอมแล้วทำอย่างไรแกจีงจะผ่านกระบวนการทำฟันอันน่าเบื่อหน่ายได้ตลอดรอดฝั่ง  มีเด็กน้อยคนเหลือเกินที่สามารถนอนนิ่งได้อย่างผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะยุกยิกเดี๋ยวอ้าปากเดี๋ยวหุบปาก ที่เหนื่อยสุดๆคือเด็กสมาธิสั้น  </p>
<p>                   “ จะหลอกล่ออย่างไรดีหนอ  น้องพณิชรูปหล่อวัย 5 ขวบผู้ hyperactive เหลือเกินจะอยู่นิ่งๆได้ซัก5 นาที หมอเปียรำพึงกับตัวเอง ที่จริงเด็กน้อยเต็มใจเหลือเกิน แต่ธรรมชาติแกเป็นเช่นนั้นเอง ใช้วิธีท้าชิงลบสถิติเดิมละกัน หมอเปียคิดมุขขึ้นทันใด</p>
<p>               “นี่แน่ะ พณิชเด็กเก่งสุดที่ทำฟันแบบหนูเนี่ยนะ  พอหมอเริ่มทำ หมอจะนับ  1 2 3 ไปเรื่อยๆ เด็กคนนั้นใช้เวลานับถึง 30 เอง ดูซิพณิชจะใช้เวลาเท่าไร นับในใจนะ เอ้าเริ่มเลยนะ”</p>
<p>      เด็กน้อยนอนแสนนิ่ง  อ้าปากแสนกว้าง อำนวยความสะดวกเต็มที่   ท่าทางนับเลขในใจของแกจดจ่ออย่างยิ่ง  เมื่อทำฟันเสร็จ แกรายงานว่าใช้เวลานับ  ถึง 28 เอง</p>
<p>  “โอ้โฮ ทำลายสถิติเดิมเลยนะเนี่ย”</p>
<p>       เอาละสิ คราวนี้การทำฟันกลายเป็นเรื่องท้าทายน่าสนุกยิ่งนัก   วันนั้นหมอเปียสามารถจัดการจนฟันทุกซี่ที่ต้องทำเสร็จเรียบร้อยในเวลาไม่นาน  เมื่อแกเก่งขนาดนี้ คุณหมอใจดีต้องมีรางวัลพิเศษให้</p>
<p>       หลายปีมาแล้วหมอเปียเคยออกใบรับรองการเป็นเด็กเก่งให้เด็กน้อยคนหนึ่ง  โดยเขียนด้วยลายมือลงในกระดาษเปล่าว่า</p>
<p>“ ข้าพเจ้า ทพญ.มนูญ ดุจหนึ่งคุณากร ขอรับรองว่า  ดช&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;เป็นเด็กเก่งทำฟันไม่ร้องไห้เลย”</p>
<p>                                                                    ขอรับรองว่าเป็นความจริง</p>
<p>                                                                            (ลงลายเซ็น)</p>
<p>         คุณพ่อเล่าว่าลูกชายพกใบรับรองนั้นใส่กระเป๋าติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง น้องชายหมอเปียประทับใจเรื่องนี้มาก อาสาออกแบบใบรับรองนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราว มีการใส่ภาพ ซูเปอร์แมนมาเป็นภาพพื้น ข้อความตามที่หมอเปียเคยเขียนไว้ เมื่อใส่ในซองพลาสติก ดูเผินๆเหมือนใบ certificate ของสถาบันมีชื่อเก๋ไก๋ไม่เบา</p>
<p>         วันนี้พณิชได้รับรางวัลพิเศษนี้  เจ้าตัวยิ้มแก้มแทบปริ  ดูแกแอ็คหน่อยๆจนหมอเปียอดหัวเราะออกมาไม่ได้   วันนั้นจึงเป็นวันที่อิ่มเอมใจวันหนึ่ง  รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองได้ทำเรื่องดีงาม  ได้สร้างความมั่นใจในตนเองให้เด็กน้อย  ณ.วันใดวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อแกได้พบเรื่องราวซึ่งยากจะจัดการ  แกอาจหวนระลึกถึงความรู้สึกในวันนี้แล้วฮึดสู้ขึ้นมา</p>
<p>       เล็กๆน้อยๆชวนหัวเหล่านี้แหละที่หล่อเลี้ยงอาชีพจำเจอย่างหมอฟันให้ได้มีสีสันและมีความสุขใจ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สุขภาพฟันไม่ดีทำให้ร่างกายแก่ก่อนวัย</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Mar 2010 06:58:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[antibiotic]]></category>
		<category><![CDATA[bacteria]]></category>
		<category><![CDATA[delayed type]]></category>
		<category><![CDATA[leaky gut]]></category>
		<category><![CDATA[lymphoid tissue]]></category>
		<category><![CDATA[mucus]]></category>
		<category><![CDATA[premature aging]]></category>
		<category><![CDATA[tight junction]]></category>
		<category><![CDATA[ไตรเอซิลกลีเซอไรด์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2.html</guid>
		<description><![CDATA[ระบบทางเดินอาหารเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในร่างกาย เป็นอวัยวะซึ่งย่อยอาหารที่เราทานให้เป็นโมเลกุลเดี่ยว ที่ร่างกายเอาไปใช้ได้ นั่นคือ เมื่อเราทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรท ระบบย่อยจะย่อยให้เป็น กลูโคส,ฟรุคโตส,กาแลคโตสเมื่อเราทานอาหารจำพวกโปรตีน ระบบย่อยจะย่อยให้เป็น กรดอะมิโน และเมื่อเราทานอาหารจำพวกไขมันซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปไตรเอซิลกลีเซอไรด์ ระบบย่อยจะย่อยให้เป็นกรดไขมัน ในขณะเดียวกันระบบทางเดินอาหารก็เป็นช่องทางที่รับเอาเชื้อโรคและสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ธรรมชาติจึงสร้างกลไกปกป้องไว้ ได้แก่ ในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดเพื่อย่อยโปรตีน และฆ่าเชื้อโรคซึ่งอาจมากับอาหาร ในลำไส้เล็กส่วนต้นผลิตเมือก (mucus) ปริมาณมาก และเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้อยู่กันชิดมากโดยมี tight junction ระหว่างเซลล์ เป็น barrier ไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเล็ดรอดผ่านไปได้ นอกจากนี้ลำไส้เล็กยังมี lymphoid tissue กระจายทั่วๆคอยดักจับ bacteriaและสารแปลกปลอมทั้งหลาย นิสัยหลายอย่างของคนเมืองปัจจุบันทำให้กลไกป้องกันตัวเองตามธรรมชาตินี้เสียไป เช่น การดื่มเครื่องดื่ม alcohol, กาแฟ ,ชา ,อาหารรสเผ็ดจัด,อาหารปนเปื้อนสารพิษหรือเชื้อโรค ,การทานยาnsaids, antibiotic เป็นประจำ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ ทำให้เซลล์ซึ่งเคยอยู่ชิดกันเป็นด่านป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เล็ดรอดเข้ากระแสเลือดได้ เกิดอักเสบและห่างจากกันเป็นช่องขึ้น เรียกสภาพนี้ว่า ลำไส้รั่ว (leaky gut) ประกอบกับการกินยาลดกรดประจำ , ดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร ,การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ทำให้น้ำย่อยย่อยได้เฉพาะผิวนอกของอาหาร อาหารไม่ถูกย่อยเป็นโมเลกุลเดี่ยว เมื่ออาหารมาถึงลำไส้เล็กซึ่งรั่วอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>         ระบบทางเดินอาหารเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในร่างกาย เป็นอวัยวะซึ่งย่อยอาหารที่เราทานให้เป็นโมเลกุลเดี่ยว ที่ร่างกายเอาไปใช้ได้ นั่นคือ เมื่อเราทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรท ระบบย่อยจะย่อยให้เป็น กลูโคส,ฟรุคโตส,กาแลคโตสเมื่อเราทานอาหารจำพวกโปรตีน ระบบย่อยจะย่อยให้เป็น กรดอะมิโน   และเมื่อเราทานอาหารจำพวกไขมันซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปไตรเอซิลกลีเซอไรด์ ระบบย่อยจะย่อยให้เป็นกรดไขมัน<br />
         ในขณะเดียวกันระบบทางเดินอาหารก็เป็นช่องทางที่รับเอาเชื้อโรคและสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ธรรมชาติจึงสร้างกลไกปกป้องไว้ ได้แก่ ในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดเพื่อย่อยโปรตีน และฆ่าเชื้อโรคซึ่งอาจมากับอาหาร  ในลำไส้เล็กส่วนต้นผลิตเมือก (mucus) ปริมาณมาก และเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้อยู่กันชิดมากโดยมี tight junction ระหว่างเซลล์  เป็น barrier ไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเล็ดรอดผ่านไปได้   นอกจากนี้ลำไส้เล็กยังมี lymphoid tissue กระจายทั่วๆคอยดักจับ bacteriaและสารแปลกปลอมทั้งหลาย<br />
            นิสัยหลายอย่างของคนเมืองปัจจุบันทำให้กลไกป้องกันตัวเองตามธรรมชาตินี้เสียไป เช่น<br />
    การดื่มเครื่องดื่ม alcohol, กาแฟ ,ชา ,อาหารรสเผ็ดจัด,อาหารปนเปื้อนสารพิษหรือเชื้อโรค ,การทานยาnsaids, antibiotic เป็นประจำ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้  ทำให้เซลล์ซึ่งเคยอยู่ชิดกันเป็นด่านป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เล็ดรอดเข้ากระแสเลือดได้  เกิดอักเสบและห่างจากกันเป็นช่องขึ้น เรียกสภาพนี้ว่า ลำไส้รั่ว (leaky gut)<br />
       ประกอบกับการกินยาลดกรดประจำ , ดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร ,การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ทำให้น้ำย่อยย่อยได้เฉพาะผิวนอกของอาหาร อาหารไม่ถูกย่อยเป็นโมเลกุลเดี่ยว เมื่ออาหารมาถึงลำไส้เล็กซึ่งรั่วอยู่ อาหารเหล่านี้จะเล็ดรอดผ่านช่องระหว่างเซลล์ ไปพบกับ lymphoid tissue และถูกทึกทักว่าเป็นสารแปลกปลอม ระบบภูมิต้านทานของร่างกายจะเริ่มทำงาน เกิดปฏิกริยาภูมิแพ้ขึ้น ซึ่งเป็นแบบ delayed type อาการเกิดหลังทาน 2 ชั่วโมง ถึงหลายๆวัน (คนละแบบกับการแพ้อาหารแบบเฉียบพลันที่จะมีการแพ้หลังทานอาหารทันทีหรือภายใน 2ชั่วโมง)<br />
     ปฏิกริยาภูมิแพ้ลักษณะนี้เกิดได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ไม่จำเพาะว่าจะเกิดกับผิวหนังหรือทางเดินหายใจเท่านั้น เช่น อาจมีอาการปวดหัวเรื้อรัง ซึมเศร้า rheumatoid arthritis,chronic fatique,  น้ำหนักขึ้น,ผื่นลมพิษแบบไม่รู้สาเหตุ<br />
     สามารถสรุปได้ว่า การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ร่วมกับปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิด leaky gut เป็นเหตุให้เกิดการแพ้อาหารที่ปกติไม่เคยแพ้ นำไปสู่ปฏิกริยาภูมิแพ้และการอักเสบของอวัยวะต่างๆ  ร่างกายจึงเสื่อมก่อนวัยอันควร( premature aging)<br />
     ดังนั้นท่านทั้งหลายควรดูแลฟันให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ใส่ฟันปลอมทดแทนฟันที่ถูกถอนไป เพื่อที่จะเคี้ยวอาหารได้ละเอียด จะได้ไม่แก่ก่อนวัยนะคะ</p>
<p>ทันตแพทย์หญิงมนูญ ดุจหนึ่งคุณากร (หมอเปีย)<br />
15 มีนาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทความเรื่องโรคปริทันต์ (รำมะนาด)</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Mar 2010 06:52:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[plaque]]></category>
		<category><![CDATA[ซอกฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคปริทันต์]]></category>
		<category><![CDATA[โรครำมะนาด]]></category>
		<category><![CDATA[ไหมขัดฟัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=68</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160; สวัสดีครับเพื่อนๆ ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าผมดีใจมากที่ได้มีโอกาสทำความดี ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ ในวิชาชีพ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่อายุก็ไล่เลี่ยกับผม &#160;&#160;&#160; มีความจริงที่ไม่น่าจะเกิดกับใครๆ เลยที่ว่า คนเรามักจะชอบรู้แต่เรื่องไกลตัวส่วนเรื่องใกล้ตัวกลับไม่เคยรู้ เช่นเดียวกับเรื่องสุขภาพในช่องปาก ตอนเราเป็นเด็กจนเป็นวัยรุ่น ธรรมชาติให้พลังในการซ่อมแซมร่างกายไว้มากแต่เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เข้าวัยกลางคนพลังนี้ก็เริ่มเสื่อมถอยลง &#160;&#160;&#160; โอกาสนี้ผมขอยกเอาโรค ปริทันต์ ซึ่งภาษาชาวบ้านเรียกโรค รำมะนาด มาเป็นตัวอย่าง โรครำมะนาดนี้เป็นสาเหตุสำคัญลำดับต้นๆ ที่ทำให้ฟันโยกและหลุดในคนสูงอายุ ทั้งๆที่ธรรมชาติตั้งใจจะให้คนเรามีฟันใช้จนถึงวันตาย ไม่เหมือนฟันน้ำนม ที่ต้องหลุดเองเมื่อโตถึงอายุที่กำหนดไว้ ใครๆ ก็อยากมีฟันที่แข็งแรง ใช้ไปจนตลอดชีวิต ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจอย่างท่องแท้ว่า อะไรคือสาเหตุของโรครำมะนาดนี้ เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันตัวเองจากโรคร้ายชนิดนี้ &#160;&#160;&#160; ว่ากันว่า สาเหตุแห่งโรครำมะนาดนี้ มีสารพัดสาเหตุ กรรมพันธุ์ก็เกี่ยว โรคทางระบบอื่นๆ เช่น เบาหวานก็เกี่ยว เคี้ยวหนักไปจนผิดปกติก็เกี่ยว หรือแม้แต่เนื้องอกบางชนิดก็ก่อให้เกิดรำมะนาดได้ แต่ต้นเหตุตัวสำคัญจริงๆ เลย คือ เชื้อแบคทีเรีย ที่อยู่ในแผ่นคราบจุลินทรี หรือที่เรียกว่า แผ่น plague&#160;&#160;&#160; แผ่น plague นี้หาดูไม่ยาก คืนไหนลืมแปรงฟันแล้วไปนอน ตื่นเช้ามาฟันจะสากๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวัสดีครับเพื่อนๆ ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าผมดีใจมากที่ได้มีโอกาสทำความดี ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ ในวิชาชีพ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่อายุก็ไล่เลี่ยกับผม</p>
<p></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีความจริงที่ไม่น่าจะเกิดกับใครๆ เลยที่ว่า คนเรามักจะชอบรู้แต่เรื่องไกลตัวส่วนเรื่องใกล้ตัวกลับไม่เคยรู้ เช่นเดียวกับเรื่องสุขภาพในช่องปาก ตอนเราเป็นเด็กจนเป็นวัยรุ่น ธรรมชาติให้พลังในการซ่อมแซมร่างกายไว้มากแต่เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เข้าวัยกลางคนพลังนี้ก็เริ่มเสื่อมถอยลง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; โอกาสนี้ผมขอยกเอาโรค ปริทันต์ ซึ่งภาษาชาวบ้านเรียกโรค รำมะนาด มาเป็นตัวอย่าง โรครำมะนาดนี้เป็นสาเหตุสำคัญลำดับต้นๆ ที่ทำให้ฟันโยกและหลุดในคนสูงอายุ ทั้งๆที่ธรรมชาติตั้งใจจะให้คนเรามีฟันใช้จนถึงวันตาย ไม่เหมือนฟันน้ำนม ที่ต้องหลุดเองเมื่อโตถึงอายุที่กำหนดไว้ ใครๆ ก็อยากมีฟันที่แข็งแรง ใช้ไปจนตลอดชีวิต ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจอย่างท่องแท้ว่า อะไรคือสาเหตุของโรครำมะนาดนี้ เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันตัวเองจากโรคร้ายชนิดนี้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; ว่ากันว่า สาเหตุแห่งโรครำมะนาดนี้ มีสารพัดสาเหตุ กรรมพันธุ์ก็เกี่ยว โรคทางระบบอื่นๆ เช่น เบาหวานก็เกี่ยว เคี้ยวหนักไปจนผิดปกติก็เกี่ยว หรือแม้แต่เนื้องอกบางชนิดก็ก่อให้เกิดรำมะนาดได้ แต่ต้นเหตุตัวสำคัญจริงๆ เลย คือ เชื้อแบคทีเรีย ที่อยู่ในแผ่นคราบจุลินทรี หรือที่เรียกว่า แผ่น plague&nbsp;&nbsp;&nbsp; แผ่น plague นี้หาดูไม่ยาก คืนไหนลืมแปรงฟันแล้วไปนอน ตื่นเช้ามาฟันจะสากๆ เอาเล็บขูดดูที่ฟันจะเป็นปุยสีขาวๆ นุ่มๆ เหนียวๆ เหม็นๆ นั่นละ plague ,&nbsp;&nbsp; plague จะเกาะที่ผิวฟันแน่นเป็นแผ่น บ้วนน้ำก็ไม่หลุด อยากให้ plague หลุดจากผิวฟัน ต้องแปรงให้โดนเท่านั้นแล้วบ้วนน้ำ ให้น้ำชะ plague ที่หลุดจากผิวฟันทิ้งไป ถ้า plague เกาะตามผิวซอกฟัน ก็ต้องใช้ไหมขัดฟัน (Floss) และถูให้ถูกวิธี หรือบางซอกฟันอาจต้องใช้แปรงซอกฟัน ที่เป็นกระจุกขนแปรงเล็กๆ คล้ายแปรงล้างขวด ถูทะลุซอกฟันให้สะอาด อนุญาตให้แปรงฟันใช้ floss ใช้แปรงซอกฟันได้วันละหลายครั้ง แต่ที่ไม่ควรลืม คือก่อนนอน เพราะ plague จะเกาะบนผิวฟันนิ่งๆ ตอนเรานอน แล้วความบันเทิงก็จะบังเกิดในแผ่น plague ที่เหลืออยู่ในปาก ตอนเรานอนนี่เอง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; เศษอาหารธรรมดา บ้วนน้ำแรงๆ ก็หลุดเพราะมันไม่มีกาวในตัวมันเอง ไม่เหมือนแผ่น plague ที่นอกจากจะมีสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์&nbsp; มีกาวไว้เกาะผิวฟันที่ลื่นแสนลื่นได้แล้วที่สำคัญที่สุดคือ มีแบคทีเรียจำนวนมากมายมหาศาล โดยมีสายพันธุ์ และชนิดของแบคทีเรียมากมายหลายชนิดปนๆ กันอยู่ในแผ่น plague ชิ้นเล็กๆ โดยชนิดของเชื้อแบคทีเรียก็จะต่างกันไป ใน plague ที่อยู่ในตำแหน่งที่ต่างกันเพราะมีระบบนิเวศน์ที่ต่างกันนั่นเอง เช่น plague ที่เกาะบนผิวฟันโล่งๆ จะพบเชื้อที่ชอบใช้ออกซิเจนในการดำรงชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าเป็น plague ที่เกาะผิวฟันตามซอกหลืบ หรือเกาะอยู่ที่ฟันต่ำกว่าระดับเหงือก ก็จะพบเชื้อที่ไม่ใช้ออกซิเจนมากกว่า(เหม็นกว่า) แม้แต่ระยะเวลาที่ plague เกาะผิวฟัน ยิ่งนานไปชนิดของเชื้อก็มีพิษมากขึ้นเรื่อยๆ&nbsp; เมื่อ plague เกาะฟันได้นานพอ ก็จะเกิดสารพิษที่เกิดจากการผลิตของเหล่าแบคทีเรีย ซึ่งผลผลิตสุดท้ายนี้จะระคายเคืองต่อเหงือกที่มันสัมผัสอยู่ด้วย โดยผิวเหงือกจะเริ่มบางลงๆ จนมีเลือดออกซิบๆ เมื่อมีอะไรไปสัมผัสมัน เช่น ถูแปรงไปโดนเหงือกแล้วมีเลือดติดปลายแปรง อย่างนี้เป็นต้น&nbsp; สารพิษนี้หลายชนิดสามารถย่อยเหงือก&nbsp; ย่อยกระดูกที่หุ้มรากฟัน&nbsp; ย่อยสลายเอ็นที่ยึดรากฟันไว้กับกระดูก จนทำให้ฟันโยกขึ้นเรื่อยๆ และหลุดในที่สุด (โรครำมะนาดนั่นเอง) ขบวนการที่เกิดสารพิษในขั้นสุดท้ายนี้คล้ายคลึงกับการหมักอาหารเป็นอย่างยิ่ง คือต้องมีสารอาหารตั้งต้น&nbsp; มีเชื้อชนิดต่างๆ และต้องมีเวลานานพอ เช่น หมักข้าวเหนียว ผสมกับยีสต์ ได้น้ำตาล ถ้าปล่อยให้มีอากาศเข้าไปหมักด้วย&nbsp; ถ้าไม่มีอากาศจะได้เหล้า หมักต่อแบบมีอากาศจะได้ น้ำส้มสายชู อย่างนี้เป็นต้น </p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระบบนิเวศน์ของ plague ถูกศึกษาไว้มากมาย พอสรุปได้ว่า แผ่น plague ใหม่ๆ จะมีเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ค่อยมีพิษสงนัก พอปล่อยให้ plague เกาะฟันนิ่งๆ 2-4 วัน จะเริ่มมีเชื้อมีพิษมากขึ้น พอผ่านไป 4-9 วัน จะมีเชื้อที่ว่ายน้ำคล่องแคล่ว ว่ายน้ำยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ในแผ่น plague นั้น แต่ละตัวก็ช่วยกันปล่อยสารพิษจากเชื้อหลากสายพันธุ์ ได้สารพิษหลายชนิด คล้ายกับ MOB มันอลวน จับมือใครดมก็ไม่ได้เวลาเกิดเรื่องขึ้น ทุกวันนี้ยังไม่มีการฟันธงว่าเชื้อตัวไหน คือตัวการก่อโรค รู้แต่ว่าเชื้อหลายชนิดช่วยๆ กัน ทำให้เกิดรำมะนาดสำเร็จ แล้วกระดูกก็ละลาย ฟันก็โยก แล้วก็หลุด นอกจากนี้ plague ยังมีทีเด็ดกว่านั้น ถ้ามันอยู่บนผิวฟันนานพอ จะมีแคลเซียมในน้ำลายไปตกผลึกใส่ ทำให้แผ่น plague นุ่มๆ หนาๆ เหนียวๆ เหม็นๆ กลายเป็นแผ่นแข็งๆ กรอบๆ&nbsp; แรกๆ ก็กรอบแบบคุกกี้ นานวันเข้าก็เพิ่มความแน่นแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหินก้อนแข็ง อาจมีสีเนื้อหรือสีดำก็ได้ เรียกว่าหินปูน ซึ่งหินปูนนี้มีดีที่มันจะมีผิวหน้าพรุนเสมอ จึงเป็นที่เกาะอันแสนวิเศษของ plague จะเห็นได้ว่าขบวนการเกิดหินปูน ช่างคล้ายการเกิดหินงอก หินย้อย จริงๆ ทีนี้พอหินปูนเกิดใหม่ๆ บางตำแหน่งอาจถูกอาหารกระแทกให้หลุดร่อนออกมาได้เอง แต่ถ้าเกิดหินปูนตามซอกฟัน ที่เราไม่ได้ใช้ floss อย่างนี้ โอกาสหลุดเองเห็นจะยาก พอหินปูนเกิดสำเร็จแล้ว ต่อให้แปรงให้โดนจังๆ อย่างไงก็ไม่หลุด อยากให้หลุดต้องพึ่งพละกำลังของหมอฟันละทีนี้&nbsp; หมอฟันจะมีเครื่องกะเทาะปูนขนาดเล็กจิ๋ว ใช้จี้กะเทาะหินปูนให้หลุด หรือบางตำแหน่งอาจต้องใช้อุปกรณ์คล้ายเคียวตัวเล็กๆ ไปเกี่ยวให้หินปูนหลุดออกมา ฟังดูออกจะซาดิสซ์ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าจะรักษาฟันไว้ใช้นานๆ ก็คงได้แต่ภาวนาว่าจะได้พบกับหมอฟันใจดี มือเบา มีเมตตา และมีอารมณ์ขัน ที่จะพาเราให้รอดพ้นจากสถานการณ์ ซาดิสซ์ นี้ได้ เมื่อขูดหินปูนจนสะอาดหมดจดแล้ว ก็เหมือนการ reset เครื่อง เหมือนการนับหนึ่งใหม่ ถ้ายังมีพฤติกรรมเดิมๆ เช่น แปรงฟันลวกๆ แบบขอไปที ลืมแปรงฟันก่อนนอน ไม่ชอบใช้ floss เพื่อถูเอา plague เกิดใหม่ตามซอกฟันทิ้งไปละก็ รับรองไม่นานเกินรอ (5 วัน 7 วัน) คุณก็จะได้พบหินปูนชุดใหม่ พร้อมกับขบวนการหมักของแบคทีเรียอย่างแน่นอน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก่อนจบบทความนี้ มีข่าวดีจะแจ้งให้ผู้ที่ชื่นชอบการสูบบุหรี่ได้ทราบว่า นอกจากปอดและหัวใจจะได้ไปเต็มๆ แล้ว ควันบุหรี่ที่ท่านอัดผ่านปาก สามารถเปลี่ยนระบบนิเวศน์ ของแผ่น plague จนได้ End product ที่ส่งเสริมการทำลายกระดูกและเหงือกโดยควันบุหรี่เพียงอย่างเดียว ก็มีศักยภาพสูงในการทำลายกระดูกและเหงือก เทียบเท่ากับแผ่น plague เน่าๆ บนหินปูนเลยทีเดียว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; ขอให้เพื่อนๆโชคดีทุกๆ คน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; <br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากหมอฟันที่แสนดี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; ท้ันตแพทย์สมเกียรติ ดุจหนึ่งคุณากร (หมอม้า)<br />
&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดื่มนมอย่างไรฟันถึงไม่ผุ</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Nov 2009 03:55:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[กรดกัดฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มนม]]></category>
		<category><![CDATA[บ้วนปาก]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อโรคในน้ำลาย]]></category>
		<category><![CDATA[แปรงฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคฟันผุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88.html</guid>
		<description><![CDATA[เด็กมีความจำเป็นต้องดื่มนมทุกวันเป็นประจำ เพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แต่นมก็เป็น เครื่องดื่มที่ทำให้เกิดโรคฟันผุได้มากเพราะคราบนมจะจับตัวฟันและขอบเหงือกได้ง่าย แต่เอาออกยาก เมื่อคราบนมผสมกับเชื้อโรคในน้ำลายจะเปลี่ยนเป็นกรดไปกัดฟันอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลังเด็กดื่มนมต้องรีบแปรงฟัน หรือบ้วนปากหลาย ๆ ครั้งทันที]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เด็กมีความจำเป็นต้องดื่มนมทุกวันเป็นประจำ เพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แต่นมก็เป็น เครื่องดื่มที่ทำให้เกิดโรคฟันผุได้มากเพราะคราบนมจะจับตัวฟันและขอบเหงือกได้ง่าย แต่เอาออกยาก เมื่อคราบนมผสมกับเชื้อโรคในน้ำลายจะเปลี่ยนเป็นกรดไปกัดฟันอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลังเด็กดื่มนมต้องรีบแปรงฟัน หรือบ้วนปากหลาย ๆ ครั้งทันที</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สาเหตุการผุของฟันแท้ซี่แรก</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%8b%e0%b8%b5.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%8b%e0%b8%b5.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Nov 2009 06:45:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[กรดทำลายเนื้อฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[กระพุ้งแก้ม]]></category>
		<category><![CDATA[กินจุบกินจิบ]]></category>
		<category><![CDATA[ท๊อฟฟี่]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันกรามน้ำนม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันแท้ซี่แรก]]></category>
		<category><![CDATA[เศษอาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%8b%e0%b8%b5.html</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากผู้ปกครองเข้าใจคิดว่า ฟันซี่นี้เป็นฟันน้ำนม เพราะฟันแท้ซี่แรกนี้ ไม่ได้ขึ้นแทนที่ฟันน้ำนม แต่จะขึ้นต่อจากฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้าย จึงไม่ได้สนใจดูแล และนำเด็กไปรับการอุดฟันจากทันตแพทย์ ถึงแม้จะเห็นว่า ฟันของเด็กผุเป็นรูดำแล้วก็ตาม เพราะคิดว่า เป็นฟันน้ำนมถึงถูกถอนก็มีฟันแท้ ขึ้นมาแทนที่ ฟันน้ำนมผุอยู่ก่อนเป็นเหตุให้ฟันแท้ซี่แรกผุตามไปด้วย ลักษณะบนด้านบดเคี้ยวของฟันซี่นี้มีร่องลึกทำให้เศษอาหารไปติดหมักหมม เกิดกรดทำลายเนื้อฟันได้ง่าย และด้านข้างที่ติดกระพุ้งแก้มก็มักจะผุ เนื่องจาก เศษอาหารเข้าไปติด ถึงแม้เด็กแปรงฟันบ้วนปากเองก็มักไม่ออก ต้องอาศัย ผู้ปกครองช่วยแปรงฟันให้เศษอาหารจึงออกมา เพราะตรงตำแหน่งนั้น กระพุ้งแก้มหนีบชิดกับฟันมาก ในขณะเด็กอายุ 5-6 ปี เป็นระยะที่เด็กไปโรงเรียนเป็นวัยที่ชอบกินจุบกินจิบ โดยเฉพาะขนมหวาน ๆ เช่น ท๊อฟฟี่ ลูกกวาด ช็อคโกแลต น้ำหวาน ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดกรดทำลายฟันให้ผุ ซึ่งบางโรงเรียนจะเป็นแหล่งขายเสียเอง หรือมิฉะนั้น จะมีพ่อค้าหัวใสมาตั้งร้านขายขนมอยู่หน้าโรงเรียน เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเจ้าของโรงเรียนบางโรงเรียน ครูบางคนขาดความรู้ และไม่เห็นความสำคัญ ในเรื่องนี้ ซึ่งผู้เขียนคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ทั้งผู้ปกครอง เจ้าของโรงเรียน ตลอดจนครูต้องหันมาร่วมมือกัน เพื่อให้บุตรหลาน และนักเรียนของท่าน ไม่เป็นโรคฟันผุ และถูกถอนฟันซี่ที่สำคัญมากซี่นี้ไป โดยทุกคนต้องช่วยกระตุ้นให้เด็ก ดูแลความสะอาดในช่องปาก เลือกรับอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจากผู้ปกครองเข้าใจคิดว่า ฟันซี่นี้เป็นฟันน้ำนม เพราะฟันแท้ซี่แรกนี้ ไม่ได้ขึ้นแทนที่ฟันน้ำนม แต่จะขึ้นต่อจากฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้าย จึงไม่ได้สนใจดูแล และนำเด็กไปรับการอุดฟันจากทันตแพทย์ ถึงแม้จะเห็นว่า ฟันของเด็กผุเป็นรูดำแล้วก็ตาม เพราะคิดว่า เป็นฟันน้ำนมถึงถูกถอนก็มีฟันแท้ ขึ้นมาแทนที่ </p>
<p>ฟันน้ำนมผุอยู่ก่อนเป็นเหตุให้ฟันแท้ซี่แรกผุตามไปด้วย<br />
ลักษณะบนด้านบดเคี้ยวของฟันซี่นี้มีร่องลึกทำให้เศษอาหารไปติดหมักหมม เกิดกรดทำลายเนื้อฟันได้ง่าย และด้านข้างที่ติดกระพุ้งแก้มก็มักจะผุ เนื่องจาก เศษอาหารเข้าไปติด ถึงแม้เด็กแปรงฟันบ้วนปากเองก็มักไม่ออก ต้องอาศัย ผู้ปกครองช่วยแปรงฟันให้เศษอาหารจึงออกมา เพราะตรงตำแหน่งนั้น กระพุ้งแก้มหนีบชิดกับฟันมาก </p>
<p>ในขณะเด็กอายุ 5-6 ปี เป็นระยะที่เด็กไปโรงเรียนเป็นวัยที่ชอบกินจุบกินจิบ โดยเฉพาะขนมหวาน ๆ เช่น ท๊อฟฟี่ ลูกกวาด ช็อคโกแลต น้ำหวาน ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดกรดทำลายฟันให้ผุ ซึ่งบางโรงเรียนจะเป็นแหล่งขายเสียเอง หรือมิฉะนั้น จะมีพ่อค้าหัวใสมาตั้งร้านขายขนมอยู่หน้าโรงเรียน เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเจ้าของโรงเรียนบางโรงเรียน ครูบางคนขาดความรู้ และไม่เห็นความสำคัญ ในเรื่องนี้ ซึ่งผู้เขียนคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ทั้งผู้ปกครอง เจ้าของโรงเรียน ตลอดจนครูต้องหันมาร่วมมือกัน เพื่อให้บุตรหลาน และนักเรียนของท่าน ไม่เป็นโรคฟันผุ และถูกถอนฟันซี่ที่สำคัญมากซี่นี้ไป โดยทุกคนต้องช่วยกระตุ้นให้เด็ก ดูแลความสะอาดในช่องปาก เลือกรับอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหาร ที่ทำลายฟัน ครูควรแนะนำให้เด็กแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนจะช่วยลด การเกิดฟันผุได้มาก มีหลายโรงเรียนที่เด็กแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน หลังจากเด็กปฏิบัติตัวเช่นนี้เป็นประจำ ครูได้บอกกับผู้เขียนเองว่าเด็กฟันสะอาดขึ้น โรคฟันผุน้อยลงและมีผลกระทบให้เด็กเป็นไข้หวัดน้อยลงด้วย </p>
<p>ฟันซี่นี้ขึ้นก่อนฟันแท้ซี่อื่น ๆ จึงทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารหนักที่สุด ประกอบกับ ตำแหน่งที่ขึ้นอยู่ติดโคนสุดของกระพุ้งแก้มยากต่อการที่เด็กจะทำความสะอาด เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป เศษอาหารจะติดหมักหมมอยู่ตรงนั้น ทำให้ฟันผุมากยิ่งขึ้น </p>
<p>เด็กขาดความรู้ในการดูแลรักษาความสะอาดในช่องปาก การเลือกรับประทานอาหารที่บำรุงฟัน และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายฟัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%8b%e0%b8%b5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟันมีความสัมพันธ์กับโรคในระบบอื่นของร่างกายหรือไม่</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%a3.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%a3.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Nov 2009 04:26:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[คราบพลัค]]></category>
		<category><![CDATA[คราบหินปูน เหงือกอัีกเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคลำไส้]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเหงือก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%a3.html</guid>
		<description><![CDATA[มีความสัมพันธ์โดยตรงกับหลายโรค ส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่เกิดเพราะการติดเชื้อ กล่าวคือ เมื่อเกิดโรคฟันและโรคเหงือกนั้น สภาวะในช่องปากจะสกปรก และมีเชื้อโรคเพิ่มขึ้นมากมาย บางชนิดเป็นเชื้อที่อันตราย ซึ่งจะถูกกลืนเข้าสู่ร่างกายได้โดยไม่รู้ตัว เชื้อที่ว่านี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ก็แพร่สะพัดไปตามอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด ลำไส้ ตับ ไต ข้อต่อของกระดูก เป็นต้น ก่อให้เกิดการติดเชื้อ การอักเสบเป็นโรคของอวัยวะเหล่านี้ ต้องไปพบแพทย์เพื่อการรักษา ต้องเสียทรัพย์เสียเวลา บางครั้ง บางรายแม้จะรักษาก็ไม่หายขาด นอกจากนี้ โรคตามระบบบางชนิด ก็ทำให้เกิดผลเสียต่อฟันและเหงือกด้วย เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคเลือดบางชนิด โรคเหล่านี้มีผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ สุขภาพไม่สมบูรณ์ ปัญหาที่เกิดกับฟัน และเหงือกจะรุนแรงขึ้น รักษาให้หายได้ยากขึ้น สรุปได้ว่า โรคฟันและเหงือก เป็นตัวนำปัญหาให้เกิดโรคตามระบบของร่างกาย และโรคทางระบบร่างกายบางชนิด ก็ทำให้โรคฟันและโรคเหงือก มีปัญหาและอาการรุนแรงมากขึ้น ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารจำพวกใดบ้าง เพื่อช่วยในการถนอมรักษาสุขภาพปากและฟัน อาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย ทั้งในวันเติบโต และวัยสูงอายุ จำเป็นต้องได้รับอาหารให้ครบทุกหมู่ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันผักและผลไม้ เพื่อใช้อาหารเหล่านี้ เป็นพลังงาน และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะในร่างกาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีความสัมพันธ์โดยตรงกับหลายโรค ส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่เกิดเพราะการติดเชื้อ กล่าวคือ เมื่อเกิดโรคฟันและโรคเหงือกนั้น สภาวะในช่องปากจะสกปรก และมีเชื้อโรคเพิ่มขึ้นมากมาย บางชนิดเป็นเชื้อที่อันตราย ซึ่งจะถูกกลืนเข้าสู่ร่างกายได้โดยไม่รู้ตัว เชื้อที่ว่านี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ก็แพร่สะพัดไปตามอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด ลำไส้ ตับ ไต ข้อต่อของกระดูก เป็นต้น ก่อให้เกิดการติดเชื้อ การอักเสบเป็นโรคของอวัยวะเหล่านี้ ต้องไปพบแพทย์เพื่อการรักษา ต้องเสียทรัพย์เสียเวลา บางครั้ง บางรายแม้จะรักษาก็ไม่หายขาด นอกจากนี้ โรคตามระบบบางชนิด ก็ทำให้เกิดผลเสียต่อฟันและเหงือกด้วย เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคเลือดบางชนิด โรคเหล่านี้มีผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ สุขภาพไม่สมบูรณ์ ปัญหาที่เกิดกับฟัน และเหงือกจะรุนแรงขึ้น รักษาให้หายได้ยากขึ้น สรุปได้ว่า โรคฟันและเหงือก เป็นตัวนำปัญหาให้เกิดโรคตามระบบของร่างกาย และโรคทางระบบร่างกายบางชนิด ก็ทำให้โรคฟันและโรคเหงือก มีปัญหาและอาการรุนแรงมากขึ้น </p>
<p>ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารจำพวกใดบ้าง เพื่อช่วยในการถนอมรักษาสุขภาพปากและฟัน  อาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย ทั้งในวันเติบโต และวัยสูงอายุ จำเป็นต้องได้รับอาหารให้ครบทุกหมู่ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันผักและผลไม้ เพื่อใช้อาหารเหล่านี้ เป็นพลังงาน และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะในร่างกาย และเพื่อต่อสู้กับโรคประจำตัวด้วย เพราะผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวกันแทบทุกคน รุนแรงบ้างไม่รุนแรงบ้าง อาหารจำพวกผักและผลไม้ เป็นสิ่งจำเป็นมีประโยชน์ ทั้งต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพในช่องปากเหงือกและฟัน </p>
<p>ในด้านสุขภาพร่างกาย จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี เพราะมีกากให้ขับถ่าย ไม่เกิดปัญหาโรคกระเพาะอาหาร หรือโรคลำไส้ ทางด้านช่องปากเหงือกและฟัน ผักและผลไม้เป็นอาหารที่มีแต่เส้นใยและกาก ทำให้ไม่เกิดเป้นคราบอาหารหรือที่เรียกว่า “คราบพลัค” จับติดผิวฟัน เป็นการช่วยลด ต้นเหตุของการเกิดโรคฟันพุ และโรคเหงือกอักเสบ หรือโรคปริทนต์ไปในตัว เพราะโรคฟันและโรคเหงือกที่เกิดขึ้น จะมีแต่อาการเจ็บปวดทรมาน และนำไปสู่การเกิดโรคทางระบบอื่นๆ ได้หรืออาจจะเสริมโรคอื่นๆ ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจอีกด้วย </p>
<p>อาหารอีกประการหนึ่งคือ อาหารแป้ง น้ำตาลและของหวานต่างๆ ควรลดปริมาณในการบริโภค อาหารพวกนี้ ทำให้เกิดคราบพลัคเกาะติดฟันง่าย ทำให้เกิดคราบหินปูน เหงือกอักเสบ หรือฟันผุ และบางครั้ง ก็มีผลเสียต่อโรคทางระบบด้วย เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น </p>
<p>อาหารหวานรับประทานได้แต่อย่าให้มาก หรืออย่ารับประทานเป็นประจำ ฟันปลอมมีชนิดใดบ้าง ฟันปลอมชนิดถอดได้ จะทำในรายที่เสียฟันไปหลายซี่ ฟันปลอมชนิดนี้ จะมีตะขอเกาะกับฟันจริง โดยไม่ต้องกรอฟันจริงเสีย มีส่วนของเพดานปลอมยึด เพิ่มความแน่นกระซับ ขณะใส่จะมีความรำคาญบ้างในระยะแรก แต่จะค่อยๆ เคยชินขึ้น ข้อดีก็คือ สามารถถอดออก ทำความสะอาดได้ด้วยตนเอง หลังรับประทานอาหาร ทำให้เกิดความสะอาด เศษอาหารไม่หมักหมม ผู้สูงอายุที่จะใส่ฟัน ควรปรึกษากับทันตแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำว่า ควรจะใส่ชนิดใดจึงจะเหมาะสม โดยทั่วๆ ไปเท่าที่พบ ผู้สูงอายุส่วนมาก จะมีการเสียฟันไปแล้วหลายๆ ซี่ เพราะปัญหาโรคเหงือกที่เป็นมานานแล้ว หรือเพราะฟันผุแตกบิ่นต้องถอนออกไป ดังนั้น จึงมักจะต้องใส่ฟันปลอม ชนิดถอดได้หรือฟันปลอมทั่วปาก </p>
<p>มีข้อแนะนำว่า ควรใช้ฟันปลอมเคี้ยวอาหารด้วยความระมัดระวัง อย่ารีบ เพราะจะกัดแก้ม กัดริมฝีปาก หรือกัดลิ้นได้ง่าย เพราะฟันบริเวณนั้นๆ ไม่มีความรู้สึก เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ควรถอดฟันออกล้างทุกครั้ง อย่าปล่อยให้มีเศษอาหาร ติดค้างอยู่ใต้ฟันปลอม เพราะจะทำให้เหงือกอักเสบ เจ็บ และทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในปาก ขณะใช้ฟันปลอม ควรสังเกตดู ความแน่นกระซับกับเหงือกว่า เหมือนเมื่อแรกใส่หรือเปล่า ถ้าหลวม ไม่กระซับเหมือนเดิม ควรไปพบทันตแพทย์ใหม่อีกครั้ง เพื่อตรวจดูความปกติ ถ้าเป็นฟันปลอมที่มีตะขอเกาะ ถ้าตะขอหลวม ควรปรับความแน่นเสียใหม่ แต่ถ้าฟันปลอมทั้งปากเกิดหลวม มักเป็นเพราะฐานเหงือก และกระดูกมีการยุบตัว ควรเสริมฐานฟันปลอมใหม่ หรือถ้าหลวมมาก และใช้มานานแล้ว ควรทำชุดใหม่ ฟันปลอมแต่ละชุด มีอายุการใช้งาน ประมาณ 3-4 ปี ควรเปลี่ยนใหม่ ในกรณีที่เหงือกยุบแล้ว ถ้ายังฝืนใช้ฟันชุดเดิมอยู่ จะทำให้รูปทรงของ ใบหน้าส่วนล่างเสียไปด้วย แก้มจะตอบ คางจะหดสิ้น ริมฝีปากห่อ ทำให้ดูแก่โทรม ในเวลากลางคืนก่อนนอน ควรถอดฟันปลอมออก แปรงฟันที่มีอยู่ให้สะอาด และเอาฟันปลอมใส่แก้วแช่น้ำไว้ในที่ๆ ปลอดภัย ช่วงเวลาที่นอนหลับ จะเป็ช่วงที่เหงือกพักตัวด้วย เพราะไม่มีน้ำหนักของฟันปลอมกดอยู่ เหงือกจะสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ</p>
<p>การใช้ฟันปลอม ต้องระมัดระวัง และดูแลตนเองอยู่เสมอด้วย เหงือกที่เป็นแผล หรือมีรอยเจ็บอยู่ตลอดเวลา ไม่หายขาด รวมทั้งส่วนอื่นๆ เช่น ริมฝีปาก เพดาน กระพุ้งแก้ม ลิ้น แผลที่เกิดขึ้นควรหายได้เองในเวลา 1 สัปดาห์ ถ้าเกินกว่านี้ ควรสงสัย และรีบไปตรวจกับทันตแพทย์ เพราะในวัยสูงอายุ ถ้าเนื้อเยื่อในช่องปาก ขูดกับฟันจริงหรือฟันปลอม จะทำให้เกิดแผลมะเร็งขึ้นได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีอันตราย และการรักษาก็ยุ่งยาก</p>
<p>ทพ.สมนึก   วัฒนสุนทร<br />
งานทันตกรรม รพ.ศิริราช</p>
<p>แหล่งข้อมูล : Siriraj E-Public Library &#8211; www.si.mahidol.ac.th </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%a3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นิสัยทีมีผลต่อตัวฟัน</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 29 Oct 2009 04:06:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[กระดูกขากรรไกร]]></category>
		<category><![CDATA[การดูดนิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[การสบฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่่องมือจัดฟัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</guid>
		<description><![CDATA[คัดลอกข้อมูลจากงานจุฬาฯวิชาการ 48 โดย คณะทันตแพทยศาสตร์ จัดแสดงที่ ศาลาพระเกี้ยว ท่านสามารถอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ http://www.pharm.chula.ac.th/physiopharm/2548_sem2/group13-1.html นิสัยที่เกี่ยวกับช่องปากที่ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวฟัน กระดูกขากรรไกร และใบหน้าที่พบได้บ่อยในวัยเด็กเล็ก ได้แก่ การดูดนิ้ว การดูดนิ้วนับเป็นพฤติกรรมปกติในเด็กทารก ที่ใช้ปากเพื่อดูดนม และทำความรู้จักกับสิ่งใหม่ ๆ รอบตัว โดยทั่วไปเมื่อเด็กโตขึ้นจะค่อย ๆ เลิกดูดนิ้วไปเอง ในกรณีที่เด็กยังคงมีนิสัยดูดนิ้วหรือจุกนมปลอมหลังอายุ 3-4 ปี จัดเป็นความผิดปกติที่ควรแก้ไข เพราะการดูดนิ้วบ่อย ๆ และนาน ๆ อาจทำให้เกิดฟันหน้าสบเปิด (ฟันหน้าบนและล่างไม่สบกัน) ฟันยื่น หรือ ฟันหลังสบผิดปกติได้ กลไกของแรงที่ส่งผลถึงฟันในขณะดูดนิ้ว 1. แรงของนิ้วที่อยู่ในปากด้านที่ติดกับฟันบนจะดันฟันบนให้ขยับตัวออกมาทางด้านหน้า และแหงนตัวสูงขึ้น มีผลทำให้ฟันหน้ายื่น 2. แรงของนิ้วที่อยู่ในปากด้านที่ติดกับฟันหน้าล่าง จะกดฟันหน้าล่างให้จมลงและถูกผลักให้เอียงเข้าไปทางด้านลิ้น มีผลให้ฟันหน้าล่างหลุบเข้ามาด้านในและซ้อนเก 3. การอมนิ้วทำให้ต้องอ้าปากมากกว่าปกติ เมื่อฟันหลังบนและล่างอยู่ห่างจากกันนาน ๆ อาจทำให้เดการยาวของฟันหลังเข้าหากัน มีผลให้ฟันหน้าบนและล่างกัดกันได้น้อยกว่าปกติ นอกจากนี้ แรงกดจากกล้ามเนื้อข้างแก้มในขณะดูดนิ้ว ยังอาจมีผลต่อตำแหน่งของฟันกรามบน โดยฟันกรามบนจะถูกบีบเข้าหากัน ทำให้ขากรรไกรบนแคบ และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คัดลอกข้อมูลจากงานจุฬาฯวิชาการ 48<br />
โดย คณะทันตแพทยศาสตร์<br />
จัดแสดงที่ ศาลาพระเกี้ยว<br />
ท่านสามารถอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ http://www.pharm.chula.ac.th/physiopharm/2548_sem2/group13-1.html</p>
<p>นิสัยที่เกี่ยวกับช่องปากที่ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวฟัน กระดูกขากรรไกร และใบหน้าที่พบได้บ่อยในวัยเด็กเล็ก ได้แก่ การดูดนิ้ว </p>
<p>การดูดนิ้วนับเป็นพฤติกรรมปกติในเด็กทารก ที่ใช้ปากเพื่อดูดนม และทำความรู้จักกับสิ่งใหม่ ๆ รอบตัว โดยทั่วไปเมื่อเด็กโตขึ้นจะค่อย ๆ เลิกดูดนิ้วไปเอง </p>
<p>ในกรณีที่เด็กยังคงมีนิสัยดูดนิ้วหรือจุกนมปลอมหลังอายุ 3-4 ปี จัดเป็นความผิดปกติที่ควรแก้ไข เพราะการดูดนิ้วบ่อย ๆ และนาน ๆ อาจทำให้เกิดฟันหน้าสบเปิด (ฟันหน้าบนและล่างไม่สบกัน) ฟันยื่น หรือ ฟันหลังสบผิดปกติได้</p>
<p>กลไกของแรงที่ส่งผลถึงฟันในขณะดูดนิ้ว<br />
1. แรงของนิ้วที่อยู่ในปากด้านที่ติดกับฟันบนจะดันฟันบนให้ขยับตัวออกมาทางด้านหน้า และแหงนตัวสูงขึ้น มีผลทำให้ฟันหน้ายื่น </p>
<p>2. แรงของนิ้วที่อยู่ในปากด้านที่ติดกับฟันหน้าล่าง จะกดฟันหน้าล่างให้จมลงและถูกผลักให้เอียงเข้าไปทางด้านลิ้น มีผลให้ฟันหน้าล่างหลุบเข้ามาด้านในและซ้อนเก </p>
<p>3. การอมนิ้วทำให้ต้องอ้าปากมากกว่าปกติ เมื่อฟันหลังบนและล่างอยู่ห่างจากกันนาน ๆ อาจทำให้เดการยาวของฟันหลังเข้าหากัน มีผลให้ฟันหน้าบนและล่างกัดกันได้น้อยกว่าปกติ </p>
<p>นอกจากนี้ แรงกดจากกล้ามเนื้อข้างแก้มในขณะดูดนิ้ว ยังอาจมีผลต่อตำแหน่งของฟันกรามบน โดยฟันกรามบนจะถูกบีบเข้าหากัน ทำให้ขากรรไกรบนแคบ และ มีการสบคร่อมของฟันหลังผิดปกติ </p>
<p>• ผลเสียของการดูดนิ้ว </p>
<p>- ฟันหน้ายื่น </p>
<p>- ฟันหน้าสบเปิด </p>
<p>- มีลิ้นออกมาแทรกขณะกลืน<br />
เมื่อฟันหน้าสบเปิด (ฟันหน้าบนและล่างไม่ชนกัน) จะทำให้ขาดเครื่องช่วยกันลิ้นทั้งในเวลาปกติและในขณะกลืน เด็กจึงมักยื่นลิ้นออกมาแทรก ระหว่างฟันบนและฟันล่าง ซึ่งมีผลให้ฟันหน้าสบเปิดมากขึ้น </p>
<p>• ลักษณะและความรุนแรงของความผิดปกติขึ้นอยู่กับ </p>
<p>- ระยะเวลา เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด กล่าวคืน ยิ่งดูดนาน จะยิ่งมีความผิดปกติมาก </p>
<p>- แรงที่ใช้ในการดูด </p>
<p>- ตำแหน่งการวางนิ้ว มีผลต่อทิศทางของแรงซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติของฟันได้ต่าง ๆ กัน </p>
<p>การกัดเล็บ<br />
เด็กที่ใช้ฟันหน้ากัดเล็บ หรือวัตถุอื่นบ่อย ๆ นอกจากจะเป็นการเปิดช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่ายแล้ว ยังอาจทำให้เกิดความผิดปกติของตำแหน่งฟัน ฟันสึก หรือ เหงือกร่น ได้ </p>
<p>เด็กบางคนอาจชอบกัดหรือดูดริมฝีปากล่างเล่นบ่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว ทำให้ฟันหน้าได้รับแรงเพิ่มขึ้นจนอาจมีตำแหน่งผิดปกติได้ เช่น ฟันหน้าบนยื่น ฟันหน้าล่างล้มเข้าด้านในและซ้อนเก เป็นต้น </p>
<p>การกลืนผิดปกติ </p>
<p>หมายถึง ลักษณะการใช้ลิ้นยื่นออกมาดุนฟันหน้าขณะกลืนน้ำลาย พบได้บ่อย ในเด็กที่ดูดนิ้ว จุกนมปลอม หรือดูดขวดนมนาน ๆ การที่ลิ้นแทรกอยู่ระหว่างฟันหน้าจนเป็นนิสัยอาจทำให้ฟันหน้าห่าง หรือ ฟันยื่น หรือ ฟันหน้าสบเปิดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลิ้นในขณะกลืนว่าจะทำให้แรงที่มากกว่ากกว่าปกติเกิดกับฟันบริเวณใด </p>
<p>คำแนะนำ </p>
<p>ความผิดปกติของฟันน้ำนมที่เกิดจากลักษณะนิสัย จะไม่มีผลต่อฟันแท้ ถ้าสามารถเลิกนิสัยนั้นได้ก่อนที่ฟันแท้จะขึ้น ดังนั้น หากพบนิสัยผิดปกติเหล่านี้ในเด็กเล็กควรพยายามดำเนินการแก้ไขเป็นลำดับ ดังนี้ </p>
<p>1. เบี่ยงเบนความสนใจ โดยให้เด็กมีกิจกรรมอื่นทดแทน เช่น การวาดภาพ การต่อรูป หรือการร้องเพลง หากเด็กดูดนิ้วหรือจุกนมในช่วงเวลากลางคืน เมื่อหลับแล้วให้ค่อย ๆ ดึงมือ หรือจุกนมออกทุกครั้ง </p>
<p>2. อธิบาย ให้เด็กเข้าใจว่า นิสัยเกี่ยวกับช่องปากอาจทำให้เกิดผลเสียอย่างไรได้บ้าง ในกรณีที่เด็กโตที่จะรับฟังเหตุผล พยายามพูดคุยกับเด็กวัยต่าง ๆ ด้วยคำง่าย ๆ หลีกเลี่ยงการลงโทษ หรือดุว่าอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดความกดดันต่อเด็ก โดยทั่วไปเด็กที่โตพอ จะเข้าใจเหตุผลและเต็มใจที่จะเลิกนิสัยนั้น ถ้ามีการชักจูงที่ดี ไม่ควรบังคับเด็ก แต่ควรใช้วิธีพูดคุยเพื่อจูงใจมากกว่า </p>
<p>3. ใช้เครื่องเตือนใจ เพื่อป้องกันการเผลอในเด็กที่เต็มใจให้ความร่วมมือ เช่น ใช้พลาสเตอร์พันหลวม ๆ ที่นิ้ว เมื่อเด็กเอานิ้วเข้าปากจะรู้สึกต่างจากเดิม ช่วยเตือนใจให้เด็กรู้ตัวว่าจะไม่ทำพฤติกรรมอย่างนั้นอีก </p>
<p>4.ให้กำลังใจแก่เด็กเมื่อเด็กลด หรือเลิกนิสัยได้ (อาจเป็นคำชมเชย หรือ ให้รางวัล เป็นต้น) </p>
<p>5. ปรึกษาทันตแพทย์ หากเด็กยังสามารถเลิกนิสัยได้เอง ทันตแพทย์อาจใช้เครื่องมือจัดฟันบางชนิดใส่ให้เด็กเพื่อให้เด็กเตือนใจ และขัดขวางไม่ให้มีพฤติกรรมนั้นโดยง่าย </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟันลูกสวย แม่ช่วยได้</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Oct 2009 06:12:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ทำความสะอาดฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันน้ำนม]]></category>
		<category><![CDATA[วัยทารก]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[แปรงฟัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89.html</guid>
		<description><![CDATA[คอลัมน์ คุยกับหมอฟันมหิดล โดย : ผศ.ภัทราวดี ลีลาทวีวุฒิ ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในความใส่ใจที่คุณแม่มีต่อลูกคือเรื่องของ &#8220;สุขภาพฟัน&#8221; แต่ทำไมเด็กหลายคนจึงมีฟันไม่สวย ก่อนจะนึกถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุให้ฟันของลูกไม่สวย คุณแม่ต้องไม่ลืมถามตัวเองก่อน เพราะแม่คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพฟันของลูกเป็นอย่างยิ่ง ลูกฟันดี สร้างได้ในครรภ์แม่ ทราบหรือไม่ว่าฟันน้ำนมของลูกเริ่มสร้างตั้งแต่อายุครรภ์ 6 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ เติบโตและเริ่มมีแร่ธาตุมาพอกพูนเมื่ออายุครรภ์ได้ 4 เดือน ไล่เรียงไปแต่ละซี่ แม้ครบอายุครรภ์ การสร้างก็ยังคงดำเนินต่อไปตลอดวัยทารกจนได้เคลือบฟันน้ำนมที่เสร็จสมบูรณ์ โดยคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกมีสุขภาพฟันที่ดีได้ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้างให้กระบวนการสร้างฟันเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ อันได้แก่ อาหารหลัก 5 หมู่ โดยต้องไม่ลืม นม ไข่ ผักสด และผลไม้ ซึ่งให้สารอาหารจำพวกโฟเลต แคลเซียม สังกะสี และไวตามินต่างๆ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะสุขภาพของแม่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกและอาจส่งผลถึงการสร้างฟันอีกด้วย การใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ควรรับประทานยาในความดูแลของแพทย์เท่านั้น และต้องระวังยาในกลุ่มเตตร้าไซคลีน ซึ่งมีผลทำให้ฟันของลูกมีสีด่างดำได้ อีกทั้งยาบางชนิดยังมีอันตรายต่อการสร้างอวัยวะของลูกในครรภ์ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ ควรหมั่นดูแลสุขภาพช่องปาก เพราะระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คอลัมน์ คุยกับหมอฟันมหิดล</p>
<p>โดย : ผศ.ภัทราวดี ลีลาทวีวุฒิ ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>
<p>          หนึ่งในความใส่ใจที่คุณแม่มีต่อลูกคือเรื่องของ &#8220;สุขภาพฟัน&#8221; แต่ทำไมเด็กหลายคนจึงมีฟันไม่สวย ก่อนจะนึกถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุให้ฟันของลูกไม่สวย คุณแม่ต้องไม่ลืมถามตัวเองก่อน เพราะแม่คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพฟันของลูกเป็นอย่างยิ่ง </p>
<p>           ลูกฟันดี สร้างได้ในครรภ์แม่ ทราบหรือไม่ว่าฟันน้ำนมของลูกเริ่มสร้างตั้งแต่อายุครรภ์ 6 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ เติบโตและเริ่มมีแร่ธาตุมาพอกพูนเมื่ออายุครรภ์ได้ 4 เดือน ไล่เรียงไปแต่ละซี่ แม้ครบอายุครรภ์ การสร้างก็ยังคงดำเนินต่อไปตลอดวัยทารกจนได้เคลือบฟันน้ำนมที่เสร็จสมบูรณ์</p>
<p>          โดยคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกมีสุขภาพฟันที่ดีได้ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้างให้กระบวนการสร้างฟันเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ อันได้แก่ อาหารหลัก 5 หมู่ โดยต้องไม่ลืม นม ไข่ ผักสด และผลไม้ ซึ่งให้สารอาหารจำพวกโฟเลต แคลเซียม สังกะสี และไวตามินต่างๆ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะสุขภาพของแม่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกและอาจส่งผลถึงการสร้างฟันอีกด้วย </p>
<p>          การใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ควรรับประทานยาในความดูแลของแพทย์เท่านั้น และต้องระวังยาในกลุ่มเตตร้าไซคลีน ซึ่งมีผลทำให้ฟันของลูกมีสีด่างดำได้ อีกทั้งยาบางชนิดยังมีอันตรายต่อการสร้างอวัยวะของลูกในครรภ์</p>
<p>          สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ ควรหมั่นดูแลสุขภาพช่องปาก เพราะระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง มักจะทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบง่ายกว่าปกติ นอกจากนั้น การอาเจียน การรับประทานบ่อยขึ้น ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคฟันผุและฟันกร่อนมากขึ้นด้วย คุณแม่จึงควรรักษาอนามัยช่องปาก และบ้วนน้ำมากๆ ทุกครั้งหลังอาเจียน</p>
<p>           การรักษาโรคฟันผุในคุณแม่ตั้งครรภ์ และการใช้ ฟลูออไรด์ชนิดบ้วนปาก หรือเคลือบด้วยเจลโดยทันตแพทย์ ส่งผลดีต่อลูก เพราะช่วยลดโอกาสที่ลูกจะรับถ่ายทอดเชื้อก่อโรคฟันผุจากแม่ ในขณะที่การละเลยไม่ไปรับ การรักษาโรคในช่องปาก ส่งผลเสียแก่ลูกน้อยในครรภ์หลายประการ </p>
<p>          ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถรับการรักษาทางทันตกรรมได้อย่างปลอดภัย และควรพบทันตแพทย์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ เพื่อตรวจรักษา และป้องกันโรค อาจเพียงรับการขูดหินปูนและขัดฟัน เพื่อป้องกันโรคเหงือกอักเสบ และติดตามต่ออีกครั้งในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ แต่หากต้องมีการรักษาอื่นๆ หรือการรักษาที่ยุ่งยาก ทันตแพทย์จะวางแผนทำการรักษาในช่วงที่ครรภ์แข็งแรง และคุณแม่นั่งหรือนอนทำฟันได้สบายขึ้น คือช่วงอายุครรภ์ 4-6 เดือน </p>
<p>           สิ่งที่คุณแม่ควรระมัดระวังอีกประการหนึ่งคือ ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยง หรือระมัดระวังยิ่งขึ้นในการถ่ายภาพรังสี (เอกซเรย์) หรือการใช้ยาบางชนิด เนื่องจากมีรายงานว่าโรคปริทันต์ในแม่ที่ตั้งครรภ์ สัมพันธ์กับการคลอดก่อนกำหนด และการมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยของทารก</p>
<p>          การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นมีประโยชน์สูงสุด เพราะคุณค่าสารอาหารและภูมิคุ้มกันในนมแม่ ทำให้เด็กแข็งแรง เมื่อลูกเริ่มมีฟันขึ้น (อายุประมาณ 6 เดือน) โดยปฏิบัติตามวิธีการ ดังนี้</p>
<p>          1. ให้นมเป็นเวลา ตามมื้อ </p>
<p>          2. ป้อนน้ำสะอาด 1-2 ช้อนชาหลังจากให้นมลูกทุกครั้ง </p>
<p>          3. อย่าให้ลูกดูดนมจนหลับคาปาก ไม่ได้เช็ดหรือแปรงฟัน</p>
<p>          4. หลีกเลี่ยงการใช้ขวดนม</p>
<p>          5. ทำความสะอาดฟันทุกวัน เช้า เย็น หากจำเป็นต้องใช้นมผสม</p>
<p>          6. ไม่ควรใช้นมรสหวาน หรือเติมน้ำผึ้ง น้ำตาลในนม</p>
<p>          7. ไม่ใส่น้ำผลไม้หรือน้ำหวานอื่นใดในขวดนม</p>
<p>          8. ฝึกลูกให้ใช้แก้ว หรือหลอดตามพัฒนาการ เพื่อเลิกใช้ขวดนมเมื่ออายุประมาณ 18 เดือน</p>
<p>          9. ให้น้ำตามทุกครั้ง</p>
<p>          ปฏิบัติได้ตามนี้ รับรองว่าฟันลูกสวยได้เพราะคุณแม่ช่วยจริงๆ ค่ะ (หน้าพิเศษ Hospital Healthcare)</p>
<p>คัดลอกจาก http://article.zubzip.com/?article-%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2-%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89&#8211;5537</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
