<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คลีนิกทันตแพทย์สมเกียรติ จัดฟัน,ดัดฟัน,รักษารากฟัน,อุดฟัน,ใส่ฟัน,ฟอกสีฟัน,ขูดหินปูน SKDentalclinic.com &#187; Uncategorized</title>
	<atom:link href="http://www.skdentalclinic.com/category/uncategorized/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.skdentalclinic.com</link>
	<description>จัดฟัน,ทำฟัน,ดัดฟัน,รักษารากฟัน,อุดฟัน,ใส่ฟัน,ฟอกสีฟัน,ขูดหินปูน</description>
	<lastBuildDate>Thu, 26 Jan 2012 07:17:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>ฟันเทียมฯผู้สูงวัยสุขใจหลายแสนคน</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%af%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b9%83.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%af%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b9%83.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jan 2012 03:30:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[กระแสพระราชดำรัส]]></category>
		<category><![CDATA[คืนรอยยิ้มเเก่ผู้สูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[โรคในช่องปาก]]></category>
		<category><![CDATA[ในโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=179</guid>
		<description><![CDATA[จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์ วันพุธที่  18 มกราคม พ.ศ. 2555 อิ่มเอมใจทั่วหล้าด้วยพระบารมี สู่ปีที่8 ฟันเทียมฯผู้สูงวัยสุขใจหลายแสนคน โดย&#8230;ทีมข่าวสาธารณสุข &#160;                     &#8220;จากกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า &#8220;เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง&#8221; นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงห่วงใยสุขภาพช่องปากของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิต&#8221; นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  เชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่เป็นประธานเปิดงาน &#8220;มหกรรมการประชุมวิชาการในโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ&#8221; ครั้งที่ 2 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ 5 ธันวาคม 2554 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 ณ ริชมอนด์เเกรนด์บอลรูม โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี นายต่อพงษ์ กล่าวว่า  กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยและหน่วยงานในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินงานโครงการฟันเทียมพระราชทานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดบริการใส่ฟันเทียมแก่ผู้สูงอายุ ขณะนี้มีจำนวนผู้สูงอายุทั่วประเทศใส่ฟันเทียมแล้ว 2.3 แสนราย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์</p>
<p>วันพุธที่  18 มกราคม พ.ศ. 2555</p>
<p>อิ่มเอมใจทั่วหล้าด้วยพระบารมี สู่ปีที่8 ฟันเทียมฯผู้สูงวัยสุขใจหลายแสนคน โดย&#8230;ทีมข่าวสาธารณสุข</p>
<p>&nbsp;</p>
<div>
<p>                    <strong>&#8220;จากกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า &#8220;เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง&#8221; นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงห่วงใยสุขภาพช่องปากของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิต&#8221;</strong></p>
<p>นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  เชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่เป็นประธานเปิดงาน &#8220;มหกรรมการประชุมวิชาการในโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ&#8221; ครั้งที่ 2 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ 5 ธันวาคม 2554 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 ณ ริชมอนด์เเกรนด์บอลรูม โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี</p>
<p>นายต่อพงษ์ กล่าวว่า  กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยและหน่วยงานในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินงานโครงการฟันเทียมพระราชทานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดบริการใส่ฟันเทียมแก่ผู้สูงอายุ ขณะนี้มีจำนวนผู้สูงอายุทั่วประเทศใส่ฟันเทียมแล้ว 2.3 แสนราย พัฒนาศักยภาพชมรมผู้สูงอายุให้มีกิจกรรมเพื่อดูแลสุขภาพช่องปากตนเอง 1,782 ชมรม และพัฒนารูปแบบบริการครอบคลุมการส่งเสริมป้องกันโรคในช่องปากในหน่วยงานบริการสุขภาพ 219 แห่ง</p>
<p>โดยปี 2555 กระทรวงสาธารณสุขยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ กำหนดให้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามนโยบายของสธ. และกำหนดเป้าหมายจัดบริการใส่ฟันเทียมทั้งปากแก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศอีก 3 หมื่นราย จัดบริการรากฟันเทียม 2,800 ราย และจัดให้มีชมรมผู้สูงอายุด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นอีก 250 ชมรม เพื่อเเก้ปัญหาการสูญเสียฟันแก่ผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>&#8220;ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัย ได้ร่วมกับหน่วยงานทันตกรรมพระราชทาน คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล จัดงานรณรงค์คืนรอยยิ้มเเก่ผู้สูงวัยภาคใต้ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สูงอายุใส่ฟันเทียมพระราชทานจำนวน 100 ราย และประชาชนทั่วไปได้รับบริการรักษาทันตกรรม 400 ราย&#8221; นายต่อพงษ์ กล่าว</p>
<p>&#8220;ดร.นพ.สมยศ  รัศมี&#8221; อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเสริมว่าผู้สูงอายุร้อยละ 92 หรือเกือบทุกคนมีการสูญเสียฟัน 1 ซี่ และร้อยละ 10 หรือ 7 แสนคน มีการสูญเสียฟันทั้งปาก ส่วนผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปมีฟันเฉลี่ยเพียง 10.5 ซี่ต่อคน สาเหตุมาจากการไม่ใส่ใจทำความสะอาดช่องปากอย่างต่อเนื่องมาตั้งเเต่เด็ก</p>
<p>&#8220;โครงการฟันเทียมฯ คืนรอยยิ้มเเก่ผู้สูงวัย จากการติดตามผู้สูงอายุที่ได้รับการใส่ฟันเทียม พบว่าพึงพอใจร้อยละ 97 สามารถกินอาหารได้อร่อยและกินได้มากขึ้นร้อยละ 83 พอใจความสวยงามร้อยละ 71  มีความสุขมากขึ้นร้อยละ 69 พูดชัดขึ้นร้อยละ 66 มั่นใจในการเข้าสังคมมากขึ้น ร้อยละ 49 ตามลำดับ&#8221; ดร.นพ.สมยศ กล่าว</p>
<p>ส่วนเวทีการประชุมวิชาการในครั้งนี้ ดร.นพ.สมยศ กล่าวว่า ถือเป็นเวทีพัฒนาวิชาการ ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี รูปแบบและแนวทาง การสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน ภายใต้กรอบแนวคิดวิชาการสร้างสรรค์ จุดประกายการทำงานเพื่อสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ผ่านกิจกรรมและนิทรรศการสร้างสรรค์ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ นิทรรศการหน่วยงานดีเด่น รวมทั้งชมรมผู้สูงอายุด้านการสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก พร้อมทั้งพิธีมอบฟันเทียมพระราชทานแก่ผู้สูงอายุ มอบโล่และเกียรติบัตรประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานสนับสนุนโครงการ หน่วยงานดีเด่นด้านการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ และมอบรางวัลผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศการประกวด 10 ยอดฟันดี วัย 80 ปี</p>
<p>ขณะที่ &#8220;ศ.ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช&#8221; ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยสุขภาพปากผู้สูงอายุไทย จึงเกิดโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ  5 ธันวาคม 2554</p>
<p>&#8220;โครงการฟันเทียมพระราชทาน ถือเป็นโครงการสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์ที่จะให้คนยากจน หรือผู้ด้อยโอกาสได้ใส่ฟันเทียมเช่นเดียวกับผู้ที่มีฐานะบ้าง อีกทั้งประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ&#8221; ท่านผู้หญิงเพ็ชรา กล่าว</p>
<p>นพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข  กรมอนามัย เล่าว่า เมื่อตอนที่เริ่มโครงการสำรวจพบว่า มีผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันเหลืออยู่เลยจำนวน 3 แสนราย อีกทั้งพบว่า 5% ของผู้สูงอายุ หรือ 3 แสนราย ต้องการใส่ฟันเทียมทั้งปาก ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าฟันปลอม ตอนนี้เรียกว่า ฟันเทียม เมื่อดำเนินการมาถึงระยะหนึ่งปรากฏว่ามีภาคีเครือข่ายต่างๆ ร่วมบริการค่อนข้างเยอะ จึงจัดเป็นมหกรรมการประชุมวิชาการขึ้น เพื่อถ่ายทอดรูปแบบการดำเนินการต่างๆ ว่าจะทำอย่างไรจะเก็บรักษาฟันเอาไว้ให้จนถึงบั้นปลายชีวิต</p>
<p>&#8220;การประกวด 10 ยอดฟันดี วัย 80  ปี เพื่อยกย่องเชิดชูผู้สูงวัย ที่ดูแลช่องปากได้ดีและต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้เเก่คนรุ่นหลังว่าให้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพฟันจนสามารถใช้งานได้ตลอดชีวิต สอดคล้องกับความคาดหวังของโครงการว่า เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตนเอง เข้าถึงบริการทันตสุขภาพจากภาครัฐตามความจำเป็น ทำให้มีฟันเคี้ยวอาหาร ส่งผลต่อโภชนาการ รวมทั้งมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&#8221; นพ.สุธา กล่าว</p>
<p><strong>เหนืออื่นใด ด้วยพระบารมีล้นเกล้าฯ ของรัชกาลปัจจุบัน ทำให้ผู้สูงวัยของไทย จำนวน 2.3 แสนคน ที่ได้รับพระราชทานใส่ฟันเทียมไปแล้ว และในปี 2555 อีกจำนวน 3 หมื่นราย ต่างอิ่มเอมใจทั่วหล้า </strong></p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%af%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b9%83.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รากเทียมช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%8a.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%8a.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Jan 2012 05:15:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันปลอมแบบติดแน่น]]></category>
		<category><![CDATA[รากเทียม]]></category>
		<category><![CDATA[ใส่ฟันปลอม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=166</guid>
		<description><![CDATA[รากเทียมช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สมัยก่อนเมื่อเกิดการสูญเสียฟันการใส่ฟันปลอมทดแทนมีเพียงสองอย่างอย่างแรกคือฟันปลอมแบบถอดได้ซึ่งต้องอาศัยตะขอเกาะที่ตัวฟัน ดูไม่สวยงามซ้ำยังเป็นที่เกาะของเศษอาหาร เป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันเพิ่มขึ้น ในกรณีที่ไม่มีฟันเหลือให้ตะขอได้ยึดเหนี่ยวก็ต้องอาศัยการขยายฐานฟันปลอมบนให้เต็มเพดานและครอบคลุมสันเหงือกล่างทั้งหมด เป็นที่เกะกะรำคาญใจไม่สบายปากพูดไม่ชัด และเมื่อสันเหงือกยุบตัวลงตามกาลเวลา ฟันปลอมจะหลวมหลุดไม่กระชับเหมือนเดิม ก็ใช้ความชำนาญเลี้ยงฟันปลอมให้อยู่ในปาก พอกล้อมแกล้มใช้กันไป คอยระวังตอนหัวเราะดังดังเพราะฟันปลอมอาจหลุดกระเด็นให้ขายหน้าประชาชน &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; ฟันปลอมประเภทที่สองคือฟันปลอมแบบติดแน่น  เมื่อฟันหายไปหนึ่งซี่ฟันข้างเคียงช่องว่างต้องถูกกรอให้เล็กลงโดยรอบเพื่อทำเป็นครอบฟันติดกันสามซี่เรียกว่าสะพานฟัน  ถ้าฟันข้างเคียงช่องว่างเป็นฟันที่มีรอยผุใหญ่ๆ  ก็พอทำใจได้ว่าคุ้มค่า  แต่บ่อยทีเดียวที่ฟันที่ถูกกรอนั้นเป็นฟันดีดีไม่มีรอยผุเลย  แต่ต้องถูกกรอเอาเนื้อฟันส่วนที่แข็งแรงที่สุดออกจึงมีโอกาสที่จะผุใต้ครอบถ้าทำคนไข้ทำความสะอาดไม่ดี  รากเทียมจึงเป็นทางออกของปัญหาต่างๆดังกล่าวข้างต้น  เสียฟันไปหนึ่งซี่ก็ทดแทนด้วยรากเทียมหนึ่งซี่สมเหตุผลดี  รากเทียมในรูปแบบของหมุดหรือบาร์ใช้ในการยึดฟันปลอมถอดได้ทั้งปากผู้สูงอายุที่ใส่ฟันปลอมถอดได้ทั้งปากจึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทพญ. มนูญ ดุจหนึ่งคุณากร &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; &#160; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family: AngsanaUPC, serif;"><span style="font-size: large;">รากเทียมช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น</span></span></p>
<p><span style="font-family: AngsanaUPC, serif;"><span style="font-size: large;">สมัยก่อนเมื่อเกิดการสูญเสียฟันการใส่ฟันปลอมทดแทนมีเพียงสองอย่างอย่างแรกคือฟันปลอมแบบถอดได้ซึ่งต้องอาศัยตะขอเกาะที่ตัวฟัน ดูไม่สวยงามซ้ำยังเป็นที่เกาะของเศษอาหาร เป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันเพิ่มขึ้น ในกรณีที่ไม่มีฟันเหลือให้ตะขอได้ยึดเหนี่ยวก็ต้องอาศัยการขยายฐานฟันปลอมบนให้เต็มเพดานและครอบคลุมสันเหงือกล่างทั้งหมด เป็นที่เกะกะรำคาญใจไม่สบายปากพูดไม่ชัด และเมื่อสันเหงือกยุบตัวลงตามกาลเวลา ฟันปลอมจะหลวมหลุดไม่กระชับเหมือนเดิม ก็ใช้ความชำนาญเลี้ยงฟันปลอมให้อยู่ในปาก พอกล้อมแกล้มใช้กันไป คอยระวังตอนหัวเราะดังดังเพราะฟันปลอมอาจหลุดกระเด็นให้ขายหน้าประชาชน</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/pic1.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-167" title="pic1" src="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/pic1.jpg" alt="" width="119" height="118" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">ฟันปลอมประเภทที่สองคือฟันปลอมแบบติดแน่น</span></span><span style="font-size: large;">  </span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">เมื่อฟันหายไปหนึ่งซี่</span></span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">ฟันข้างเคียงช่องว่างต้องถูกกรอให้เล็กลงโดยรอบเพื่อทำเป็นครอบฟันติดกันสามซี่</span></span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">เรียกว่าสะพานฟัน</span></span><span style="font-size: large;">  </span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">ถ้าฟันข้างเคียงช่องว่างเป็นฟันที่มีรอยผุใหญ่ๆ</span></span><span style="font-size: large;">  </span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">ก็พอทำใจได้ว่าคุ้มค่า</span></span><span style="font-size: large;">  </span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">แต่บ่อยทีเดียว</span></span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">ที่ฟันที่ถูกกรอนั้นเป็นฟันดีดี</span></span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">ไม่มีรอยผุเลย</span></span><span style="font-size: large;">  </span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">แต่ต้องถูกกรอเอาเนื้อฟันส่วนที่แข็งแรงที่สุดออก</span></span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">จึงมีโอกาสที่จะผุใต้ครอบถ้าทำคนไข้ทำความสะอาดไม่ดี</span></span><span style="font-size: large;">  </span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">รากเทียมจึงเป็นทางออกของปัญหาต่างๆดังกล่าวข้างต้น</span></span><span style="font-size: large;">  </span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">เสียฟันไปหนึ่งซี่ก็ทดแทนด้วยรากเทียมหนึ่งซี่</span></span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">สมเหตุผลดี</span></span><span style="font-size: large;">  </span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">รากเทียมในรูปแบบของหมุดหรือบาร์ใช้ในการยึดฟันปลอมถอดได้ทั้งปาก</span></span><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">ผู้สูงอายุที่ใส่ฟันปลอมถอดได้ทั้งปากจึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</span></span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;">ทพญ. มนูญ ดุจหนึ่งคุณากร</span></span></p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><a href="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/pic21.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-169" title="pic2" src="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/pic21.jpg" alt="" width="162" height="121" /></a></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><a href="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/pic3.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-170" title="pic3" src="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/pic3.jpg" alt="" width="162" height="121" /></a></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><a href="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/รากฟัน4.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-171" title="รากฟัน4" src="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/รากฟัน4.jpg" alt="" width="162" height="121" /></a></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><a href="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/รากฟัน5.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-172" title="รากฟัน5" src="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/รากฟัน5.jpg" alt="" width="181" height="135" /></a></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><a href="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/รากฟัน6.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-173" title="รากฟัน6" src="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/รากฟัน6.jpg" alt="" width="181" height="135" /></a></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><a href="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/รากฟัน7.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-174" title="รากฟัน7" src="http://www.skdentalclinic.com/wp-content/uploads/2012/01/รากฟัน7.jpg" alt="" width="181" height="135" /></a></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"><span style="font-family: CordiaUPC; font-size: large;"> </span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%8a.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำอย่างไรเมื่อลูกติดขวดนม ?</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%a7.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%a7.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Dec 2011 06:57:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ดูดนมจากขวด]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>
		<category><![CDATA[หักดิบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=162</guid>
		<description><![CDATA[ที่มาข้อมูล : ผู้จัดการออนไลน์ เด็กๆ ควรเลิกดูดนมจากขวดตั้งแต่อายุ 1 ขวบ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ ก็ผ่อนผันให้ได้จนถึงอายุ 1 ขวบครึ่ง การดูดนมจากขวดเกินกว่าอายุ 1 ขวบครึ่งหรือ 2 ขวบ มักจะทำให้เด็กๆ ติดใจการดูด อยากดูดนมมากกว่าจะรู้สึกหิวจริงๆ ตื่นขึ้นมากลางดึก ก็มักจะร้องหาขวดนม และบ่อยครั้งที่นอนหลับคาขวดนม หากเด็กๆ เลิกดูดนมจากขวดช้าเกินไป ผลเสียที่จะตามมามีมากมาย ประการที่ 1 เมื่อกินแต่นม จะทำให้อิ่ม ไม่ยอมกินข้าวหรืออาหารอื่นๆ ทำให้ขาดวิตามินและแร่ธาตุ บางอย่างที่อาจมีไม่พอในนม เช่น วิตามินซี ประการที่ 2 หากกินแต่นม และกินมากเกินไป อาจกลายเป็นเด็กอ้วนได้ ประการที่ 3 เมื่อกินแต่นม ซึ่งมีกากอาหารน้อย ก็จะทำให้ท้องผูกได้ ประการที่ 4 หากกินแต่นม ความหวานจากนม ประกอบกับดูดนมจนหลับคาขวด โดยไม่ดื่มน้ำตาม จะทำให้มีคราบนมติดอยู่ที่ฟัน ทำให้ฟันผุได้ หากเด็กติดขวดนมไปจนถึงอายุ 3 ขวบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่มาข้อมูล : ผู้จัดการออนไลน์<br />
เด็กๆ ควรเลิกดูดนมจากขวดตั้งแต่อายุ 1 ขวบ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ ก็ผ่อนผันให้ได้จนถึงอายุ 1 ขวบครึ่ง การดูดนมจากขวดเกินกว่าอายุ 1 ขวบครึ่งหรือ 2 ขวบ มักจะทำให้เด็กๆ ติดใจการดูด อยากดูดนมมากกว่าจะรู้สึกหิวจริงๆ ตื่นขึ้นมากลางดึก ก็มักจะร้องหาขวดนม และบ่อยครั้งที่นอนหลับคาขวดนม</p>
<p>หากเด็กๆ เลิกดูดนมจากขวดช้าเกินไป ผลเสียที่จะตามมามีมากมาย<br />
ประการที่ 1 	เมื่อกินแต่นม จะทำให้อิ่ม ไม่ยอมกินข้าวหรืออาหารอื่นๆ ทำให้ขาดวิตามินและแร่ธาตุ<br />
	บางอย่างที่อาจมีไม่พอในนม เช่น วิตามินซี<br />
ประการที่ 2 	หากกินแต่นม และกินมากเกินไป อาจกลายเป็นเด็กอ้วนได้<br />
ประการที่ 3 	เมื่อกินแต่นม ซึ่งมีกากอาหารน้อย ก็จะทำให้ท้องผูกได้<br />
ประการที่ 4 	หากกินแต่นม ความหวานจากนม ประกอบกับดูดนมจนหลับคาขวด โดยไม่ดื่มน้ำตาม<br />
	จะทำให้มีคราบนมติดอยู่ที่ฟัน ทำให้ฟันผุได้<br />
หากเด็กติดขวดนมไปจนถึงอายุ 3 ขวบ นอกจากฟันจะผุแล้ว ยังอาจทำให้ฟันยื่น แถมยิ่งโต เด็กก็ยิ่งดื้อ จนไม่ยอมเลิกง่ายๆ</p>
<p>จากสถิติพบว่า เด็กอายุ 2-3 ขวบ ที่ยังคงดูดนมจากขวด มีถึงร้อยละ 80 &#8230;อายุ 4 ปี ก็ยังมีให้เห็นถึงร้อยละ 45 &#8230;เด็กอายุ 8 ปีที่ยังดูดนม ก็ยังพบได้ แปรงฟันก่อนนอนแล้ว ก็ยังคว้าขวดนมมาดูด และหลับคาขวดนม พบอีกร้อยละ 44</p>
<p>เด็กอายุ 2-3 ปี มีน้ำหนักเกินจนเข้าขั้นอ้วน อีกร้อยละ 36 และเด็กอายุ 3 ปี มีปัญหาฟันผุเพราะติดขวดนม พบได้ถึงร้อยละ 65 พ่อแม่หลายคนเจอปัญหานี้ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร วิธีที่จะช่วยให้ลูกเลิกดูดนมจากขวด ก็คือ</p>
<p>	ต้องตั้งใจจริง และต้องใจแข็ง<br />
	ฝึกให้ลูกดื่มนมจากแก้ว อาจใช้วิธีพาไปข้างนอกตอนกลางวัน โดยไม่เอาขวดนมไปด้วย<br />
	เปลี่ยนนิสัยช่วงกลางคืนด้วยการเปลี่ยนจากดูดนมก่อนนอน เป็นดื่มนมก่อนนอนแทน<br />
	ฝึกให้ลูกเลิกดูดนมมื้อดึก โดยค่อยๆ ลดปริมาณนมมื้อดึก จนเลิกได้ในที่สุด<br />
	ฝึกให้ลูกแปรงฟันก่อนนอน แล้วพาเข้านอนโดยเล่านิทาน ร้องเพลง หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ก่อนเข้านอน อย่าให้หลับคาขวดนม</p>
<p>หากทำทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล ก็ต้องใช้วิธี “หักดิบ” นั่นก็คือ เก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเกี่ยวกับขวดนมออกจากบ้าน เมื่อถึงขั้นนี้ อาจต้องให้คุณพ่อช่วย เพราะพอคุณแม่เห็นลูกน้ำตาร่วง ก็อาจจะใจอ่อนได้ง่ายๆ ในขณะที่คุณพ่อมักจะใจแข็งกว่า</p>
<p>ส่วนวิธีการป้องกันไม่ให้ลูกติดขวดนม ซึ่งทำได้ก่อนแต่เนิ่นๆ ก็มีหลายวิธีด้วยกัน</p>
<p>	ฝึกให้ลูกเข้านอนเป็นเวลาตั้งแต่เล็กๆ<br />
	ฝึกให้ลูกหลับได้ด้วยตัวเอง โดยให้นอนเมื่อเริ่มง่วง เพราะถ้ากกกอดหรือให้ลูกดูดนมจนหลับ ก็จะชินกับการปฏิบัติดังกล่าว<br />
	เมื่อตื่นกลางดึก ไม่มีใครกล่อมให้หลับ ก็มักจะร้อง และลงท้ายด้วยการดูดนม ทั้งๆ ที่อาจจะไม่หิว<br />
	ฝึกกินนมมื้อกลางวันให้อิ่มในแต่ละมื้อ ส่วนนมมื้อดึก ให้กินแค่พอหายหิว ไม่บังคับหรือพยายามให้กินมากๆ<br />
	เริ่มฝึกลดและเลิกนมมื้อดึก ตั้งแต่อายุ 3-4 เดือน และพยายามเลิกให้ได้เมื่ออายุ 5-6 เดือน หากลูกขยับตัวนิดหน่อย<br />
	รอสักพักว่าหิวจริงหรือไม่ ถ้าสัมผัสเบาๆ เช่น ตบก้น แล้วหลับได้ ก็ปล่อยให้หลับไปเอง<br />
	ฝึกกินนมให้อิ่มในมื้อก่อนนอน หลังทำความสะอาดฟันแล้ว ไม่ควรให้ดูดนมอีก ก่อนนอนอาจเล่านิทานหรือให้ฟังเพลง<br />
	และอย่าปล่อยให้หลับคาขวดนม<br />
	หาตุ๊กตาหรือของเล่นที่ลูกชอบพาเข้านอนด้วย เมื่อลูกอายุ 4-5 เดือน จะได้ไม่ติดขวดนม และควรให้มีผลัดเปลี่ยน<br />
	ลูกจะได้ไม่พลอยติดตุ๊กตาไปด้วย<br />
	สร้างบรรยากาศตอนกลางคืนให้น่านอน ไม่เปิดไฟสว่าง หรืออุ้มเล่นกลางดึก<br />
	ฝึกลูกใช้ขวดนมเมื่อเวลาหิว ไม่ใช้เป็นของเล่นเดินถือไปมา<br />
	ฝึกจิบน้ำหรือนมจากแก้ว เมื่ออายุ 4-5 เดือน เพื่อให้เริ่มคุ้นเคย<br />
	เมื่อลูกอายุได้ 6-8 เดือน จะพัฒนาความสามารถในการนั่งทรงตัวได้ดี รวมทั้งการใช้มือ โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือ<br />
	และนิ้วชี้ หยิบจับสิ่งของได้ดีขึ้นกว่าเมื่อตอนอายุน้อยกว่านี้ ซึ่งเด็กจะหยิบสิ่งของโดยกำไว้ทั้งฝ่ามือ</p>
<p>ในช่วงเวลานี้ พ่อแม่ควรเริ่มหัดให้ลูกหยิบอาหารกินเองบ้าง เช่น อาหารที่อ่อนนุ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หัดให้ลูกดื่มน้ำจากถ้วยพลาสติกที่มีหูจับ เมื่อลูกสามารถดื่มน้ำได้ดีแล้ว หัดให้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำนมจากถ้วย และค่อยให้เลิกดูดนมในมื้อกลางวันก่อน จนเลิกดูดนมในมื้อก่อนนอนได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%a7.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 วิธี ที่ช่วยลดอาการปวดฟัน</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94-2.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Dec 2011 09:21:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันกานพลู]]></category>
		<category><![CDATA[บวมจนเป็นหนอง]]></category>
		<category><![CDATA[ยาแก้ปวดฟันที่ดีมาก]]></category>
		<category><![CDATA[ลดอาการปวดฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีบรรเทาอาการปวดฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[โพรงประสาทฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเหงือก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=158</guid>
		<description><![CDATA[ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 20/12/2007 เรื่อง พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี ในบางสถานการณ์เราไม่สามารถพบทันตแพทย์ได้ทันท่วงที อาจจะต้องทนทุกข์ทรมาน จากการปวดฟันอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ทำไมต้องปวดฟัน ? โดยปกติแล้วอาการปวดฟันจะมีปัญหาพื้นๆ มาจากฟันผุเสียส่วนใหญ่ หากว่ารูผุนั้นไม่ลึกมากก็จะมีอาการเสียวฟัน แต่ถ้ารูผุใกล้โพรงประสาทฟันหรือทะลุโพรงประสาทฟัน ก็จะเริ่มมีอาการปวดบ่อยๆ ปวดเป็นบางที จนถึงปวดมาก ปวดตลอดเวลา บางครั้งยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยได้ ฟันเป็นหนองปลายราก เมื่อฟันผุมากไม่รับการรักษาทำให้เชื้อ Bacteria สามารถเข้าไปจนเกิดหนองปลายรากฟัน หนองที่มีมากก็เกิดแรงดัน ทำให้ปวดปลายรากอย่างรุนแรง มีอะไรมากระทบฟันก็ปวด ฟันเป็นโรคเหงือกอักเสบ มีการละลายตัวของกระดูกรอบๆ รากฟันเป็นที่กักขังของ Bacteria เป็นหนองรอบรากฟัน ฟันโยก ทำให้เกิดเสียวฟัน และปวดได้ ฟันร้าว, ฟันแตก แน่นอน กรณีที่มีฟันร้าว ก็มีโอกาสที่โพรงประสาทฟันติดต่อกับภายนอกผ่านรอยร้าวได้ / น้ำเย็น / น้ำร้อน ก็ส่งถึงโพรงประสาทฟันทำให้ปวดได้ เศษอาหารติดฟัน กรณีฟันห่าง ฟันผุด้านข้างเป็นรูใหญ่ เป็นโรคเหงือกอักเสบ ฟันโยก มีช่องว่างระหว่างฟัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 20/12/2007<br />
เรื่อง พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี</p>
<p>ในบางสถานการณ์เราไม่สามารถพบทันตแพทย์ได้ทันท่วงที อาจจะต้องทนทุกข์ทรมาน จากการปวดฟันอยู่ระยะเวลาหนึ่ง<br />
ทำไมต้องปวดฟัน ?<br />
โดยปกติแล้วอาการปวดฟันจะมีปัญหาพื้นๆ มาจากฟันผุเสียส่วนใหญ่ หากว่ารูผุนั้นไม่ลึกมากก็จะมีอาการเสียวฟัน แต่ถ้ารูผุใกล้โพรงประสาทฟันหรือทะลุโพรงประสาทฟัน ก็จะเริ่มมีอาการปวดบ่อยๆ ปวดเป็นบางที จนถึงปวดมาก ปวดตลอดเวลา บางครั้งยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยได้</p>
<p>ฟันเป็นหนองปลายราก<br />
เมื่อฟันผุมากไม่รับการรักษาทำให้เชื้อ Bacteria สามารถเข้าไปจนเกิดหนองปลายรากฟัน หนองที่มีมากก็เกิดแรงดัน ทำให้ปวดปลายรากอย่างรุนแรง มีอะไรมากระทบฟันก็ปวด</p>
<p>ฟันเป็นโรคเหงือกอักเสบ<br />
มีการละลายตัวของกระดูกรอบๆ รากฟันเป็นที่กักขังของ Bacteria เป็นหนองรอบรากฟัน ฟันโยก ทำให้เกิดเสียวฟัน และปวดได้</p>
<p>ฟันร้าว, ฟันแตก<br />
แน่นอน กรณีที่มีฟันร้าว ก็มีโอกาสที่โพรงประสาทฟันติดต่อกับภายนอกผ่านรอยร้าวได้ / น้ำเย็น / น้ำร้อน ก็ส่งถึงโพรงประสาทฟันทำให้ปวดได้</p>
<p>เศษอาหารติดฟัน<br />
กรณีฟันห่าง ฟันผุด้านข้างเป็นรูใหญ่ เป็นโรคเหงือกอักเสบ ฟันโยก มีช่องว่างระหว่างฟัน เวลาเคี้ยวอาหารชิ้นใหญ่ๆ เช่น เนื้อก้อนใหญ่ เวลาไปอัดตรงช่องว่างเหล่านี้มันจะกดให้เหงือกช้ำ เป็นที่สะสมของแบคทีเรีย จะปวดเหงือกและฟันบริเวณนี้มาก</p>
<p>เรามีวิธีลดอาการปวดฟันได้ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถไปพบทันตแพทย์ได้ทันที</p>
<p>วิธีแรก</p>
<p>ลดสิ่งกระตุ้นที่มีผลทำให้ปวดฟันเพิ่มขึ้น หรือทำให้ประสาทฟันบาดเจ็บมากขึ้น<br />
เช่น &#8211; ของเย็นจัด : น้ำแข็ง ไอศกรีม<br />
- ของร้อนจัด : น้ำร้อน ชาร้อน กาแฟร้อน อาหารร้อน<br />
- อาหารที่มีรสหวานจัด รสเปรี้ยว</p>
<p>ลดการกระทบกระแทกกับฟันซี่นั้นๆ<br />
อาการปวดฟันจะเป็นมากขึ้น ถ้าฟันซี่นั้นถูกกระแทกบ่อยๆ หรือตัวฟันสูงกว่าซี่อื่นๆ บางครั้งฟันถูกหนุนลอยตัวขึ้นมาเพราะมีหนอง มีการติดเชื้อที่ปลายรากฟันจากฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ</p>
<p>วิธีง่ายๆ คือ รับประทานอาหารที่ไม่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก เช่น อาหารนิ่มๆ ไม่ควรเคี้ยวอาหารแข็งๆ หรือเหนียวๆ เนื้อเหนียวๆ ที่ต้องใช้แรงบดเคี้ยวมาก อีกวิธีคือ เลี่ยงไปเคี้ยวอีกด้าน</p>
<p>ถ้าอาการปวดจากเศษอาหารติดฟัน อาการจะเป็นมากถ้าอาหารถูกอัดแน่นในซอกเหงือกเป็นเวลานานๆ วิธีที่ดีที่สุดให้รีบเอาเศษอาหารเหล่านั้นออกให้เร็วที่สุด โดยการใช้ Dental floss อย่าใช้ไม้จิ้มฟัน</p>
<p>ถ้ามีฟันผุทะลุโพรงประสาทฟันและเป็นหนองปลายรากฟัน และมีอาการบวมเห็นได้ชัด การใช้น้ำร้อนช่วยประคบบริเวณที่บวมภายนอกช่องปากช่วยลดอาการปวดฟันได้ดี และช่วยเพิ่มการระบายหนองได้ดีขึ้น ก็จะบรรเทาอาการปวดชะงัดทีเดียว</p>
<p>น้ำมันกานพลู เป็นยาที่ช่วยลดอาการปวดฟันที่มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้ว โดยใช้สำลีชุบน้ำมันกานพลู แล้วอุดลงไปในรูที่ผุ ฤทธิ์ของน้ำมันกานพลูจะออกฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดฟันที่ดีมาก</p>
<p>วิธีการที่แนะนำมานั้นเป็นวิธีช่วยให้ท่านหายหงุดหงิดอารมณ์เสียจากการปวดฟันในกรณีที่ยังไม่สามารถไปพบหมอฟันได้ทันท่วงที แต่ไม่ใช่เป็นวิธีการรักษาที่ถาวร เป็นวิธีการที่แค่บรรเทาอาการปวด ถึงอย่างไรหากท่านมีโอกาสพบทันตแพทย์ก็ไม่ควรรอช้า เพื่อรักษาให้ถูกต้องและตรงจุดที่สุด อาการของโรคฟัน โรคเหงือกจะได้หายอย่างถาวร และไม่ลุกลามต่อไป</p>
<p>ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้จริงหรือ?</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b9%84.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b9%84.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Nov 2011 08:17:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำยาบ้วนปาก]]></category>
		<category><![CDATA[ฟลูออไรด์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟลูออไรด์เจล]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=159</guid>
		<description><![CDATA[ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 27/02/2008 เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี &#160; โรคฟันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับทุกคน หากจะรักษาโรคฟันผุโดยวิธีการแก้ไข คืออุดฟันให้ฟันดีทุกๆ ซี่ ในทุกๆ คน โดยปราศจากการคิดหาวิธีป้องกันควบคู่ไปด้วย คงไม่สามารถไล่ทันหรือพิชิตฟันผุให้ลดลงได้ อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณอย่างมากมากมหาศาลชนิดที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม &#160; เราจะต้องผลิตทันตแพทย์เท่าไหร่ จึงจะพอกับประชากร 60 ล้านคน เราจะต้องสูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ในการซื้ออุปกรณ์วัสดุทางทันตกรรม &#160; ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากยิ่งที่เน้นไปที่การแก้ไขให้ตรงจุด &#160; มีหลายประเทศที่เน้นการป้องกัน เพื่อสู้กับโรคฟันผุโดยใช้สารฟลูออไรด์(fluoride) ไม่ว่าจะเติมลงในน้ำประปา น้ำดื่ม หรือใช้ในรูปของยาเม็ดและน้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ การใช้ฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุทั่วโลกใช้มานานกว่า 50 ปี แล้ว โดยนักวิจัยทางทันตแพทย์ศาสตร์ ได้ศึกษาทดลอง และติดตามผลของฟลูออไรด์จากธรรมชาติ การใช้ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ ในห้องทดลอง และคลีนิกพบว่า &#160; ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้อย่างไร? &#160; การใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ เราใช้ได้ 2 รูปแบบ คือ &#160; แบบรับประทาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><cite>ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, </cite>Updated: 27/02/2008</p>
<p><strong>เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โรคฟันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับทุกคน หากจะรักษาโรคฟันผุโดยวิธีการแก้ไข<br />
คืออุดฟันให้ฟันดีทุกๆ ซี่ ในทุกๆ คน โดยปราศจากการคิดหาวิธีป้องกันควบคู่ไปด้วย<br />
คงไม่สามารถไล่ทันหรือพิชิตฟันผุให้ลดลงได้<br />
อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณอย่างมากมากมหาศาลชนิดที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เราจะต้องผลิตทันตแพทย์เท่าไหร่ จึงจะพอกับประชากร 60 ล้านคน</p>
<p>เราจะต้องสูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ในการซื้ออุปกรณ์วัสดุทางทันตกรรม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากยิ่งที่เน้นไปที่การแก้ไขให้ตรงจุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มีหลายประเทศที่เน้นการป้องกัน เพื่อสู้กับโรคฟันผุโดยใช้สารฟลูออไรด์(fluoride)<br />
ไม่ว่าจะเติมลงในน้ำประปา น้ำดื่ม หรือใช้ในรูปของยาเม็ดและน้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ</p>
<p>การใช้ฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุทั่วโลกใช้มานานกว่า 50 ปี แล้ว<br />
โดยนักวิจัยทางทันตแพทย์ศาสตร์ ได้ศึกษาทดลอง และติดตามผลของฟลูออไรด์จากธรรมชาติ<br />
การใช้ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ ในห้องทดลอง และคลีนิกพบว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้อย่างไร?</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ เราใช้ได้ 2 รูปแบบ คือ</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>แบบรับประทาน</strong><br />
พวกที่ผลิตมาสำหรับรับประทานนั้น<br />
มาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ ผสมกับน้ำดื่ม ได้จากน้ำธรรมชาติ และในอาหารทะเล ผักต่างๆ</li>
<li><strong>แบบสัมผัสโดยตรง</strong><br />
พวกที่ใช้สัมผัสหรือใช้ทาเฉพาะที่ผิวฟันก็มีในรูปของวุ้นข้นๆ<br />
หรือเจล และที่เรามักเห็นคุ้นตาก็คือ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>การใช้ฟลูออไรด์สำหรับป้องกันฟันผุให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดนั้นต้องใช้ทั้งกินและทาที่ผิวฟันโดยตรง<br />
และอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม คือในแต่ละอายุให้ปริมาณไม่เท่ากัน<br />
และวิธีใช้ที่แตกต่างกัน<br />
ผู้ปกครองควรที่จะรับรู้วิธีการใช้ฟลูออไรด์อย่างถูกต้องและเหมาะสมจากทันตแพทย์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ฟลูออไรด์ในน้ำประปา</strong><br />
ความคิดที่จะใช้ระบบป้องกันฟันผุในชุมชนใหญ่ๆ ให้ได้ผลมีประสิทธิภาพ<br />
และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดนั้นได้มีการศึกษาและทดลองกันอย่างแพร่หลาย<br />
และมาสรุปตรงว่าถ้าเราใช้ฟลูออไรด์เติมในน้ำประปาให้มีปริมาณ 1 ส่วน<br />
ในล้านส่วนแล้วจะช่วยลดฟันผุได้ถึง 50-60 %<br />
ข้อเท็จจริงเหล่านี้จะเห็นได้จากความสำเร็จในหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ<br />
นิวซีแลนด์<br />
และสิงคโปร์</p>
<p>สำหรับประเทศไทยเราได้ศึกษาการใช้ฟลูออไรด์ในน้ำประปามาเป็นระยะเวลาพอสมควร<br />
และน่าจะได้รับการพิจารณาเป็นโครงการระดับชาติ ที่จะช่วยลดอัตราฟันผุ<br />
เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างยิ่ง</li>
<li><strong>ฟลูออไรด์ชนิดเม็ดและน้ำ</strong><br />
เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะให้เด็กรับประทานฟลูออไรด์<br />
สำหรับชนิดน้ำใช้หยดให้เด็กทารกรับประทานตั้งแต่เกิดจนกระทั่งฟันขึ้น<br />
พอรู้จักเคี้ยวอาหารจึงเปลี่ยนมาเป็นชนิดเม็ดในเด็กอายุ 2-3 ขวบขึ้นไป<br />
หากรับประทานตั้งแต่เกิดจนอายุ 14 ปี<br />
จะทำให้ฟลูออไรด์มีประสิทธิภาพสูงสุดไปเสริมให้ฟันเข็งแรงสมบูรณ์</li>
<li><strong>น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์</strong>ช่วยลดฟันผุได้ 20-25 %</li>
<li><strong>ยาสีฟันฟลูออไรด์</strong>ช่วยลดฟันผุได้ 20 %</li>
<li><strong>ฟลูออไรด์เจล</strong> ที่ใช้ในคลีนิกทันตกรรม<br />
เป็นฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง ใช้ในการเคลือบหรือทาที่ฟันโดยตรงโดยทันตแพทย์<br />
ทำทุกๆ 6 เดือน จะช่วยลดฟันผุได้ 20-30 %</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับผู้สูงอายุฟลูออไรด์ก็มีบทบาทในการป้องกันรากฟันผุในกรณีที่มีเหงือกร่น<br />
คนที่ได้รับฟลูออไรด์ปริมาณที่เหมาะสมจะมีการผุของรากฟันต่ำกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์<br />
และในกรณีที่เป็นผู้ที่ต้องได้รับการฉายแสงจากการรักษามะเร็งในช่องปาก การใช้<br />
ฟลูออไรด์ เข้มข้นเคลือบฟันให้เนื้อฟันแข็งแรงขึ้น<br />
และก็ช่วยลดอัตราการผุของฟันได้อย่างดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในกรณีที่มีการเสียวฟันจากคอฟันสึก<br />
การใช้ฟลูออไรด์เข้มข้นก็จะช่วยลดอาการเสียวฟันได้เช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่นักวิจัยทางทันตแพทย์ค้นคว้าจนสามารถนำฟลูออไรด์มาช่วยป้องกันฟันผุจนให้ผลที่น่าพอใจ<br />
แต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยเสริมให้สุขภาพช่องปากสมบูรณ์ขึ้น คือ<br />
การสร้างอุปนิสัยในการดูแลฟัน และเหงือกโดยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี<br />
การใช้เส้นใยไนล่อนขัดฟัน การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง<br />
ตลอดจนพบทันตแพทย์ตรวรจฟันทุกครึ่งปี<br />
ถ้าทำได้เช่นนี้ก็เชื่อว่าคุณคงจะมีสุขภาพช่องปากที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มาข้อมูล :</strong> นิตยสาร Health Today</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b9%84.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เตรียมตัวก่อนจัดฟัน</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2011 07:11:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[จัดฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ทันตแพทย์จัดฟัน (Orthodontists)]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันยื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันเก]]></category>
		<category><![CDATA[รอยยิ้มสวยพิมพ์ใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเหงือกอักเสบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=155</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนจะจัดฟันนั้นลองมาดูกันหน่อยดีกว่าว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร การจะมีรอยยิ้มที่สวยพิมพ์ใจ เรื่องของฟันก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่จะให้ฟันเรียงตัวสวยดั่งเม็ดข้าวโพดนั้น ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ ดังนั้น การจัดฟันจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณๆ ยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่ง ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันซ้อนเก ขากรรไกรที่ขนาดหรือตำแหน่งผิดปกติ เป็นลักษณะที่พบได้อยู่บ่อยๆ จนหลายคนรู้สึกเคยชินกับสภาพที่ปรากฏ น้อยคนจะทราบว่า ความผิดปกติเหล่านั้นเป็นสาเหตุของปัญหาการบดเคี้ยว การพูด การออกเสียง สร้างความยากลำบากในการดูแลรักษาความสะอาดซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม เช่น ก่อให้เกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ ต้องสูญเสียฟันก่อนเวลาอันควรทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ ปัญหากลิ่นปาก และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือปัญหาด้านบุคลิกภาพ เราคงไม่ต้องสงสัยว่าการมีบุคลิกภาพหน้าตาที่ดี มีฟันเรียงเรียบ มีรอยยิ้มที่สวยงามช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเราและสร้างควมาประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้มากเพียงใด ทุกวันนี้ หลายคนอาจมองว่าการจัดฟันเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งจนมีคำเรียกกันว่า &#8220;จัดฟันแฟชั่น&#8221; แต่แท้จริงแล้ว การจัดฟันเป็นสาขาหนึ่งของการรักษาทางทันตกรรมที่แก้ไขการเรียงตัวของฟัน การสบฟันหรือรวมไปถึงขนาดและตำแหน่งของขากรรไกรด้วย นอกจากการจัดฟันจะเป็นการแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว การจัดฟันยังเป็นการป้องกันความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ป่วยไม่ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ อีกด้วย โดยทั่วไปแล้วหากคุณหรือบุตรหลานได้พบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ ทันตแพทย์ที่ดูแลจะสามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณควรจะต้องพบทันตแพทย์จัดฟัน (Orthodontists) หรือไม่ ลักษณะความผิดปกติที่พบจะมีได้ในหลายๆ ระดับ บางอย่างต้องรีบแก้ไขตั้งแต่ยังเด็กๆ 5-6 ปี หรือ 8-9 ปี เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกใบหน้า ทำให้รูปหน้าบิดเบี้ยวได้ ลักษณะบางอย่างที่ผู้ปกครองเป็นกังวล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนจะจัดฟันนั้นลองมาดูกันหน่อยดีกว่าว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร</p>
<p><strong>การจะมีรอยยิ้มที่สวยพิมพ์ใจ เรื่องของฟันก็เป็นสิ่งสำคัญ<br />
แต่จะให้ฟันเรียงตัวสวยดั่งเม็ดข้าวโพดนั้น<br />
ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ</strong><br />
<strong>ดังนั้น<br />
การจัดฟันจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณๆ ยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ<br />
ซึ่ง</strong></p>
<p>ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันซ้อนเก ขากรรไกรที่ขนาดหรือตำแหน่งผิดปกติ<br />
เป็นลักษณะที่พบได้อยู่บ่อยๆ จนหลายคนรู้สึกเคยชินกับสภาพที่ปรากฏ น้อยคนจะทราบว่า<br />
ความผิดปกติเหล่านั้นเป็นสาเหตุของปัญหาการบดเคี้ยว การพูด การออกเสียง<br />
สร้างความยากลำบากในการดูแลรักษาความสะอาดซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม<br />
เช่น ก่อให้เกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ<br />
ต้องสูญเสียฟันก่อนเวลาอันควรทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ ปัญหากลิ่นปาก และอื่นๆ<br />
อีกมากมาย แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือปัญหาด้านบุคลิกภาพ<br />
เราคงไม่ต้องสงสัยว่าการมีบุคลิกภาพหน้าตาที่ดี มีฟันเรียงเรียบ<br />
มีรอยยิ้มที่สวยงามช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเราและสร้างควมาประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้มากเพียงใด</p>
<p>ทุกวันนี้ หลายคนอาจมองว่าการจัดฟันเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งจนมีคำเรียกกันว่า<br />
<strong>&#8220;จัดฟันแฟชั่น&#8221;</strong> แต่แท้จริงแล้ว<br />
การจัดฟันเป็นสาขาหนึ่งของการรักษาทางทันตกรรมที่แก้ไขการเรียงตัวของฟัน<br />
การสบฟันหรือรวมไปถึงขนาดและตำแหน่งของขากรรไกรด้วย<br />
นอกจากการจัดฟันจะเป็นการแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว<br />
การจัดฟันยังเป็นการป้องกันความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ป่วยไม่ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ<br />
อีกด้วย</p>
<p>โดยทั่วไปแล้วหากคุณหรือบุตรหลานได้พบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ<br />
ทันตแพทย์ที่ดูแลจะสามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณควรจะต้องพบทันตแพทย์จัดฟัน<br />
(Orthodontists) หรือไม่ ลักษณะความผิดปกติที่พบจะมีได้ในหลายๆ ระดับ<br />
บางอย่างต้องรีบแก้ไขตั้งแต่ยังเด็กๆ 5-6 ปี หรือ 8-9 ปี<br />
เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกใบหน้า<br />
ทำให้รูปหน้าบิดเบี้ยวได้ ลักษณะบางอย่างที่ผู้ปกครองเป็นกังวล เช่น ฟันซ้อนเก<br />
ฟันบิด ฟันห่างในเด็กเล็กๆ อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเลย<br />
เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติขณะที่มีการเปลี่ยนของฟันจากชุดฟันน้ำนมเป็นชุดฟันแท้<br />
และธรรมชาติเองนั่นแหละที่สามารถแก้ไขตัวมันเองได้<br />
เพียงแต่ผู้ปกครองและเด็กได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องเท่านั้น<br />
บางกรณีที่มีความผิดปกติของขนาดขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้องอาจต้องรอจนหมดการเจริญเติบโตประมาณอายุ<br />
18-20 ปี<br />
ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคนแล้วจึงแก้ไขด้วยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร</p>
<p>ปกติฟันน้ำนมซี่สุดท้ายจะหลุดเมื่ออายุประมาณ 12 ปี<br />
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะจัดฟันหากไม่มีปัญหาของกระดูกขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้อง<br />
เนื่องจากฟันแท้ขึ้นครบแล้ว (ไม่รวมฟันกรามแท้ซี่ที่ 3 ซึ่งมักถูกเรียกผิดๆว่า<br />
ฟันคุด)<br />
และเด็กวัยนี้มีทักษะการแปรงฟันที่ดีพอที่จะรักษาความสะอาดของช่องปากขณะที่มีเครื่องมือจัดฟันอยู่ในปากได้<br />
หลายคนสงสัยว่า แล้วผู้ใหญ่จะจัดฟันได้ไหม อายุเท่าไหร่ถึงจะจัดไม่ได้ จริงๆ<br />
แล้วอายุมากแล้วก็สามารถจัดฟันได้ถ้ามีสุขภาพฟัน เหงือก และกระดูก<br />
รองรับฟันที่แข็งแรงพอ<br />
แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนของฟันจะช้ากว่าในเด็กและมีโอกาสเกิดเหงือกร่น<br />
มากกว่าด้วย</p>
<p>ส่วนมากการจัดฟันใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี<br />
ขึ้นกับความรุนแรงของปัญหาและความร่วมมือของผู้ป่วย เช่น<br />
การดูแลรักษาความสะอาดเครื่องมือจัดฟัน ไม่ทำเครื่องมือหลุด ใช้ยางอีลาสติก<br />
ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟันและการมาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การจัดฟันไม่ใช่เรื่องของแฟชั่น<br />
แต่เป็นการรักษาเพื่อแก้ไขความผิดปกติ ดังนั้นในผู้ที่ฟันไม่มีปัญหาใดๆ<br />
ก็ไม่ควรจัดฟันเพราะ การมีเครื่องมือติดอยู่ที่ฟันทำให้แปรงฟันไม่สะดวก<br />
หากรักษาความสะอาดไม่ดี ฟันก็จะผุ เหงือกก็จะอักเสบ<br />
และทันทีที่ติดเครื่องมือที่ตัวฟัน<br />
ฟันจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งไปทำให้การบดเคี้ยวจากเดิมที่ไม่มีปัญหา<br />
ก็เกิดมีปัญหาขึ้นมาได้เช่นกัน</p>
<p>Article by Nan</p>
<p><strong>ที่มาข้อมูล :</strong> www.e-magazine.info</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บุหรี่กับสุขภาพช่องปาก</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Aug 2011 08:09:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[บุหรี่]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็งในช่องปาก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเหงือก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=153</guid>
		<description><![CDATA[ผลของการสูบบุหรี่อันตรายมีผลต่อสุขภาพมากมาย ควันบุหรี่ไม่ว่าผ่านไปที่ไหนที่นั้นมีผลกระทบหมด ด่านแรกคือ ในช่องปาก จะมีฟัน เหงือก ผนังแก้ม และเยื่อบุต่างๆ คนที่สูบบุหรี่จัดหรือสูบเป็นประจำอวัยวะเหล่านี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี Article : พ.ต.ต.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี &#160; แม้ว่า&#8230;จะมีการรณรงค์ในการงดสูบบุหรี่หลายๆ รูปแบบ เช่น กำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ มีคำเตือนถึงอันตรายของการสูบบุหรี่พร้อมรูปของผลเสียและโรคที่เกิดจากสูบบุหรี่อยู่ข้างซองอย่างชัดเจน แต่บุหรี่ก็ยังขายดี และดูเหมือนว่าผู้สูบจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งในช่องปากและโรคเหงือก บุหรี่จะทำให้เหงือกเปลี่ยนเป็นสีคล้ำดำขึ้น บุหรี่ทำให้เนื้อเยื่อเหงือกไม่แข็งแรงโดยเฉพาะความสามารถการยึดเกาะคอฟันและกระดูกจะลดลง นำมาซึ่งอาการเหงือกร่น รากฟันจะถูกเปิดออกมา คนที่สูบบุหรี่จึงมักจะมีอาการเสียวฟันมากเมื่อฟันสัมผัสกับอาหารร้อนๆ หรือน้ำเย็นๆ จนหมดความสุขในการกินเลยทีเดียว การที่รากฟันโผล่ ไม่ใช่แต่จะทำให้เสียวฟันเท่านั้น แต่มันยังทำให้รากฟันผุได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งยากต่อการซ่อมแซมแก้ไข เหมือนฟันผุที่ตัวฟันโดยทั่วไป การสูบบุหรี่จะบั่นทอนและทำให้แผลหายช้าลง หากมีการถอนฟันหรือผ่าตัดในช่องปาก โดยเฉพาะผู้ที่จะทำการผ่าตัดใส่รากฟันเทียม คนที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงที่รากฟันเทียมจะหลุดได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ อีกอย่างที่คนสูบบุหรี่มักไม่ค่อยทราบคือ การสูบบุหรี่ทำให้มีกลิ่นปาก และก่อให้เกิดการเกาะของหินปูนง่ายขึ้น มีคราบสีดำติดที่ฟันและลิ้น &#160; คนที่สูบบุหรี่มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปาก มีอาการหลายอย่างเมื่อเกิดขึ้นแล้วควรให้ความสำคัญอย่านิ่งนอนใจ และต้องรีบพบแพทย์ &#160; เป็นแผลในช่องปากนานๆ ปวดแสบปวดร้อนไม่หายสักที บริเวณในช่องปากมีอาการปวด ตึงๆ มีอาการชาเป็นเวลานานๆ มีแผลที่มีลักษณะเหี่ยวๆ ย่นๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผลของการสูบบุหรี่อันตรายมีผลต่อสุขภาพมากมาย ควันบุหรี่ไม่ว่าผ่านไปที่ไหนที่นั้นมีผลกระทบหมด ด่านแรกคือ ในช่องปาก จะมีฟัน เหงือก ผนังแก้ม และเยื่อบุต่างๆ คนที่สูบบุหรี่จัดหรือสูบเป็นประจำอวัยวะเหล่านี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี</p>
<p><strong>Article : พ.ต.ต.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้ว่า&#8230;จะมีการรณรงค์ในการงดสูบบุหรี่หลายๆ รูปแบบ เช่น กำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ มีคำเตือนถึงอันตรายของการสูบบุหรี่พร้อมรูปของผลเสียและโรคที่เกิดจากสูบบุหรี่อยู่ข้างซองอย่างชัดเจน แต่บุหรี่ก็ยังขายดี และดูเหมือนว่าผู้สูบจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งในช่องปากและโรคเหงือก</p>
<ul>
<li>บุหรี่จะทำให้เหงือกเปลี่ยนเป็นสีคล้ำดำขึ้น บุหรี่ทำให้เนื้อเยื่อเหงือกไม่แข็งแรงโดยเฉพาะความสามารถการยึดเกาะคอฟันและกระดูกจะลดลง นำมาซึ่งอาการเหงือกร่น รากฟันจะถูกเปิดออกมา คนที่สูบบุหรี่จึงมักจะมีอาการเสียวฟันมากเมื่อฟันสัมผัสกับอาหารร้อนๆ หรือน้ำเย็นๆ จนหมดความสุขในการกินเลยทีเดียว</li>
<li>การที่รากฟันโผล่ ไม่ใช่แต่จะทำให้เสียวฟันเท่านั้น แต่มันยังทำให้รากฟันผุได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งยากต่อการซ่อมแซมแก้ไข เหมือนฟันผุที่ตัวฟันโดยทั่วไป</li>
<li>การสูบบุหรี่จะบั่นทอนและทำให้แผลหายช้าลง หากมีการถอนฟันหรือผ่าตัดในช่องปาก โดยเฉพาะผู้ที่จะทำการผ่าตัดใส่รากฟันเทียม คนที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงที่รากฟันเทียมจะหลุดได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ อีกอย่างที่คนสูบบุหรี่มักไม่ค่อยทราบคือ การสูบบุหรี่ทำให้มีกลิ่นปาก และก่อให้เกิดการเกาะของหินปูนง่ายขึ้น มีคราบสีดำติดที่ฟันและลิ้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>คนที่สูบบุหรี่มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปาก มีอาการหลายอย่างเมื่อเกิดขึ้นแล้วควรให้ความสำคัญอย่านิ่งนอนใจ และต้องรีบพบแพทย์</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>เป็นแผลในช่องปากนานๆ ปวดแสบปวดร้อนไม่หายสักที</li>
<li>บริเวณในช่องปากมีอาการปวด ตึงๆ มีอาการชาเป็นเวลานานๆ</li>
<li>มีแผลที่มีลักษณะเหี่ยวๆ ย่นๆ จากเนื้อเหงือก หรือเนื้อแก้มข้างๆ เช่น มีสีเทาแดงสด หรือมีขาวๆ เป็นปื้นๆ</li>
<li>อาการกลืนลำบาก เคี้ยวอาหารติดขัด พูดขยับขากรรไกร และลิ้นได้ยากขึ้น</li>
<li>ฟันเคลื่อนเปลี่ยนตำแหน่ง หรือบางทีมีความรู้สึกคล้ายฟันถูกเบียด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p>อาการเหล่านี้เหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องรีบตรวจรักษาทันที อย่ารอช้าเพราะมะเร็งในช่องปากในระยะเริ่มต้นยังมีความหวังในการรักษาให้หายได้</p>
<p>&nbsp;<br />
<strong>อย่างไรก็ตามเราทราบถึงพิษร้ายของบุหรี่แล้ว ไปที่ทางเลือกอื่นเลย คืออย่าเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเลิกได้เป็นดีที่สุด ดูแลอนามัยในช่องปากให้สะอาดปลอดมลพิษ อมน้ำยาบ้วนปากหลังแปรงฟันทุกครั้ง และตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำครับ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มาข้อมูล :</strong> นิตยสาร Health Today</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โปรดอ่านทางนี้..ถ้าคุณ และคนในบ้าน &#8220;ฟันผุ&#8221;</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93-%e0%b9%81.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93-%e0%b9%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Aug 2011 08:38:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ผนังหลอดเลือดหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะหัวใจวาย]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อสเตร็ปโตค็อคไค ( Streptococci )]]></category>
		<category><![CDATA[เหงือกอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์สาขาอายุรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[แลคโตบาซิไล ( Lactobacilli )]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=151</guid>
		<description><![CDATA[โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 สิงหาคม 2554  สำหรับบางคนที่พบว่าฟันผุแล้วยังปล่อยทิ้งไว้จนเป็นรูลึกไปถึงโพรงประสาท พิจารณาข่าวนี้ให้ดี ๆ ครับ เพราะมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ฟันผุจนเป็นรูเข้าไปในโพรงฟัน หรือบางคนรุนแรงจนถึงขั้นเหงือกอักเสบมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยเฉพาะบ้านใครที่มีผู้สูงอายุ ยิ่งต้องให้ความใส่ใจกับเรื่องฟันเป็นพิเศษ                ในเรื่องนี้ นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ( แผนกผู้สูงอายุ ) กล่าวว่า เมื่อฟันผุจนถึงขั้นเหงือกอักเสบ เชื้อพี จินจิวาลิส ( P.Gingivalis ) ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเหงือกที่อักเสบ อาจสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัว เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่สะดวก หรืออาจทำให้เกิดการอักเสบที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายได้                นพ.อิทธิชัย กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้จะแค่ฟันผุธรรมดา ก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายได้ เนื่องจาก เชื้อสเตร็ปโตค็อคไค ( Streptococci ) และแลคโตบาซิไล ( Lactobacilli ) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวหลักที่ก่อให้เกิดฟันผุ และจะอาศัยอยู่ตามเศษคราบอาหารที่ติดอยู่บนฟัน เชื้อเหล่านี้จะกินอาหารประเภทน้ำตาล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="4">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="center"><span style="color: #003366;">โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</span></td>
<td align="left" valign="center">10 สิงหาคม 2554</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p> <strong>สำหรับบางคนที่พบว่าฟันผุแล้วยังปล่อยทิ้งไว้จนเป็นรูลึกไปถึงโพรงประสาท พิจารณาข่าวนี้ให้ดี ๆ ครับ เพราะมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ฟันผุจนเป็นรูเข้าไปในโพรงฟัน หรือบางคนรุนแรงจนถึงขั้นเหงือกอักเสบมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยเฉพาะบ้านใครที่มีผู้สูงอายุ ยิ่งต้องให้ความใส่ใจกับเรื่องฟันเป็นพิเศษ<br />
       <br />
       </strong>ในเรื่องนี้ <strong>นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ </strong>แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ( แผนกผู้สูงอายุ ) กล่าวว่า เมื่อฟันผุจนถึงขั้นเหงือกอักเสบ เชื้อพี จินจิวาลิส ( P.Gingivalis ) ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเหงือกที่อักเสบ อาจสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัว เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่สะดวก หรืออาจทำให้เกิดการอักเสบที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายได้<br />
       <br />
       นพ.อิทธิชัย กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้จะแค่ฟันผุธรรมดา ก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายได้ เนื่องจาก เชื้อสเตร็ปโตค็อคไค ( Streptococci ) และแลคโตบาซิไล ( Lactobacilli ) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวหลักที่ก่อให้เกิดฟันผุ และจะอาศัยอยู่ตามเศษคราบอาหารที่ติดอยู่บนฟัน เชื้อเหล่านี้จะกินอาหารประเภทน้ำตาล เช่น กลูโคส ฟรุคโตส ซูโครส และแป้ง เมื่อกินแล้วจะขับถ่ายออกมาเป็นกรดแลคติกซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดลิ่มเลือดในกระแสเลือด และถ้าลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดหลักที่ไปเลี้ยงหัวใจ อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย<br />
       <br />
       นอกจากฟันผุจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายแล้ว ยังเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดสมองตีบหรือตันได้อีกด้วย เนื่องจากลิ่มเลือดอาจลอยไปตามกระแสเลือดไปอุดบริเวณใดก็ได้ ซึ่งถ้าไปอุดตันที่เส้นเลือดหลักที่ไปเลี้ยงสมองก็อาจก่อให้เกิดเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ได้ รวมไปถึงภาวะเสี่ยงต่อโรคลิ้นหัวใจรั่ว เพราะหากมีเชื้อสเตร็บโตคอคไคสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เชื้อดังกล่าวอาจเข้าสู่กระแสเลือดแล้วไปกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้นจนลิ้นหัวใจอักเสบ เมื่อลิ้นหัวใจอักเสบแล้วจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง<br />
       <br />
       ทั้งนี้ คุณหมอฟันแนะนำว่า หากฟันผุไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานจนเป็นรูลึกไปถึงโพรงประสาท แต่ควรไปพบทันตแพทย์เมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับฟัน และควรไปตรวจสุขภาพฟันปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันภาวะเสี่ยงดังกล่าว อย่างไรก็ดี การแปรงฟันให้ถูกวิธี และแปรงครั้งละ 2 นาทีขึ้นไปจะช่วยป้องกันฟันผุและเหงือกอักเสบได้ ถึงแม้จะพบว่าเริ่มเป็นโรคเหงือกอักเสบ แต่การแปรงฟันที่ถูกวิธีจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้</p>
<p><strong>นอกจากการแปรงฟันเป็นประจำหลังมื้ออาหารแล้ว คุณหมอยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพฟันเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้</strong><br />
       <br />
       1. ควรเลือกแปรงที่หัวกลมมน และนิ่ม<br />
       <br />
       2. ควรเปลี่ยนแปรงสีฟัน 3 เดือน/1 ครั้ง เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย และหัวแปรงจะสึกไปตามการใช้งาน<br />
       <br />
       3. ควรเลือกยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์เพื่อช่วยป้องกันผิวเคลือบฟัน<br />
       <br />
       4. ควรใช้ไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้ง เนื่องจากไหมขัดฟันช่วยขจัดทั้งคราบอาหาร และคราบแบคทีเรียที่อยู่ระหว่างซอกฟันออกไปด้วย<br />
       <br />
       5. หลีกเลี่ยงการรับประทานขนมขบเคี้ยว ขนมเหนียว ๆ โดยเฉพาะที่มีน้ำตาล และพยายามลดปริมาณน้ำตาลที่ได้รับในแต่ละวัน<br />
       <br />
       6. รับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง เช่น บร็อคเคอรี่ ปลาซาร์ดีน นม งาดำ กะปิ เป็นต้น<br />
       <br />
       7. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ช่วยลดความเป็นกรดในช่องปากได้ดี<br />
       <br />
       8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล<br />
       <br />
       9. หลังการดื่มน้ำผลไม้ เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ควรบ้วนปากหลาย ๆ ครั้งทันที<br />
       <br />
       10. ไม่ควรแปรงฟันภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร นม หรือเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยว หรือเป็นกรด เช่น น้ำอัดลม ของดอง อาหารรสเปรี้ยว เป็นต้น เนื่องจากกรดทำให้สารเคลือบฟันอ่อนตัว การแปรงฟันจะทำให้สารเคลือบฟันบางลง<br />
       <br />
       <strong>รู้แบบนี้แล้ว ทีมงาน Life &amp; Family ขอชวนทุกบ้านมาใส่ใจสุขภาพฟันกันให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงกันไปนาน ๆ นะครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93-%e0%b9%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฝึกเคี้ยว&#8230;เรื่องใหญ่ของวัย 6-12 เดือน</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Aug 2011 05:57:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[กระพุ้งแก้ม]]></category>
		<category><![CDATA[กราม]]></category>
		<category><![CDATA[กล้ามเนื้อคอ]]></category>
		<category><![CDATA[ขากรรไกร]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกเคี้ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ลิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเหลว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=148</guid>
		<description><![CDATA[จากเมเนเจอร์ออนไลน์ ชวนเจ้าตัวเล็กมาสนุกกับการเคี้ยวแต่เด็ก พอลูกเราโตได้ประมาณ 7 เดือน ฟันซี่แรกของเขาจะเริ่มขึ้น และนั่นก็เป็นสัญญาณว่าเขาจะเริ่มเคี้ยวอาหารได้แล้วนั่นเองค่ะ ถ้าเราฝึกให้ลูกกินอาหารอื่นๆ นอกจากนมบ้าง ก็จะเป็นการช่วยฝึกให้เขามีทักษะการเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้นด้วย พอลูกอายุครบ 1 ขวบไปแล้วเท่านั้นล่ะค่ะ เขาก็จะทานอาหารได้แบบผู้ใหญ่อย่างเราเลย แต่ก่อนจะเคี้ยวอาหารได้เก่งขนาดนั้น เด็กๆ มีปัญหาให้แม่อย่างเราปวดหัวเล็กน้อยค่ะ อย่างเช่น &#160; ลูกไม่ยอมเคี้ยวข้าวเป็นเม็ดๆ &#160; ชอบกินอาหารเหลวๆ &#160; ถ้าถูกบังคับให้กินลูกก็มักจะบ้วนทิ้ง หรือไม่ก็อมไว้ไม่ยอมเคี้ยวไม่ยอมกลืน &#160; ไม่กินอาหารแข็ง อาหารเป็นชิ้น &#160; เด็กบางคน 2 ขวบไปแล้ว ยังกินแต่อาหารปั่นๆ เหลวๆ อยู่เลยค่ะ ถ้า ลูกเรามีปัญหาแบบนี้ล่ะก็ แสดงว่าเขาอาจไม่ได้ถูกฝึกให้กินตามวัยมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง แต่ไม่เป็นไรค่ะ สอนช้าดีกว่าไม่สอนเขาเลยนะคะ การเคี้ยว..สำคัญกับลูกแค่ไหน จริงๆ แล้วต้องบอกว่าการเคี้ยวหงับๆ ที่ดูเหมือนง่ายกับเรา แต่อาจยากสำหรับลูกในตอนแรกๆ นั้น สำคัญกับการเจริญเติบโตของลูกเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะการเคี้ยวเป็นจุดเริ่มต้นของการย่อยอาหาร และการนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ถ้าลูกเราเคี้ยวไม่เป็น ก็เท่ากับว่า เขาจะไม่มีการเจริญเติบโตตามวัยที่ดี พออายุครบ 1 ขวบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #666666;"><span style="color: #666666;"><span style="color: #77c40e;">จากเมเนเจอร์ออนไลน์</span></span></span></p>
<p><span style="color: #666666;"><span style="color: #666666;"><span style="color: #77c40e;"><strong>ชวนเจ้าตัวเล็กมาสนุกกับการเคี้ยวแต่เด็ก</strong></span></p>
<p>พอลูกเราโตได้ประมาณ 7 เดือน ฟันซี่แรกของเขาจะเริ่มขึ้น และนั่นก็เป็นสัญญาณว่าเขาจะเริ่มเคี้ยวอาหารได้แล้วนั่นเองค่ะ ถ้าเราฝึกให้ลูกกินอาหารอื่นๆ นอกจากนมบ้าง ก็จะเป็นการช่วยฝึกให้เขามีทักษะการเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้นด้วย พอลูกอายุครบ 1 ขวบไปแล้วเท่านั้นล่ะค่ะ เขาก็จะทานอาหารได้แบบผู้ใหญ่อย่างเราเลย แต่ก่อนจะเคี้ยวอาหารได้เก่งขนาดนั้น เด็กๆ มีปัญหาให้แม่อย่างเราปวดหัวเล็กน้อยค่ะ อย่างเช่น</p>
<p></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<ul>
<li>ลูกไม่ยอมเคี้ยวข้าวเป็นเม็ดๆ</li>
</ul>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<ul>
<li>ชอบกินอาหารเหลวๆ</li>
</ul>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<ul>
<li>ถ้าถูกบังคับให้กินลูกก็มักจะบ้วนทิ้ง หรือไม่ก็อมไว้ไม่ยอมเคี้ยวไม่ยอมกลืน</li>
</ul>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<ul>
<li>ไม่กินอาหารแข็ง อาหารเป็นชิ้น</li>
</ul>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>เด็กบางคน 2 ขวบไปแล้ว ยังกินแต่อาหารปั่นๆ เหลวๆ อยู่เลยค่ะ</li>
</ul>
<p><span style="color: #666666;">ถ้า ลูกเรามีปัญหาแบบนี้ล่ะก็ แสดงว่าเขาอาจไม่ได้ถูกฝึกให้กินตามวัยมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง แต่ไม่เป็นไรค่ะ สอนช้าดีกว่าไม่สอนเขาเลยนะคะ</p>
<p><span style="color: #77c40e;"><strong>การเคี้ยว..สำคัญกับลูกแค่ไหน</strong></span></p>
<p>จริงๆ แล้วต้องบอกว่าการเคี้ยวหงับๆ ที่ดูเหมือนง่ายกับเรา แต่อาจยากสำหรับลูกในตอนแรกๆ นั้น สำคัญกับการเจริญเติบโตของลูกเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะการเคี้ยวเป็นจุดเริ่มต้นของการย่อยอาหาร และการนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ถ้าลูกเราเคี้ยวไม่เป็น ก็เท่ากับว่า เขาจะไม่มีการเจริญเติบโตตามวัยที่ดี พออายุครบ 1 ขวบ นมที่เคยเป็นอาหารหลักของลูก ก็จะกลายเป็นอาหารเสริมไปโดยปริยาย ซึ่งก็แปลว่าอาหารหลักที่เข้ามาแทนที่นมก็จะเป็นอาหาร ที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ด้วยค่ะ </span></p>
<p><span style="color: #666666;"><span style="color: #666666;"><span style="color: #77c40e;"><strong>Do you know?</strong></span></p>
<p>การเคี้ยวจะช่วยฝึกการเคลื่อนไหวของขากรรไกร เป็นการบริหารกล้ามเนื้อที่กระพุ้งแก้ม กล้าม เนื้อคอฝึกการใช้ลิ้นในการตวัด และดุนอาหาร ฯลฯ นอกจากฝึกบ่อยๆ จะทำให้เขาเคี้ยวได้ถูกต้องแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้กรามและฟันโตสมวัยด้วยค่ะ</p>
<p>หลัง 1 ขวบขึ้นไป เด็กจะเข้าสู่วัยแห่งการเรียนรู้ เขาจะไม่ชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ แต่จะดุ๊กดิ๊กเคลื่อนไหวไปมา และเริ่มไม่สนใจกินอาหารแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นเด็กวัยนี้เลยต้องให้ทานอาหารแข็งๆ เข้าไว้เพราะเขาจะได้อิ่มท้องนานขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะกินอาหารแข็งๆ เป็น ก็ต้องผ่านการฝึกการเคี้ยวอาหารแข็งและเหนียวให้ได้มากกว่าเดิมเสียก่อน เพราะถ้าเขายังเคี้ยวไม่เป็น เขาก็จะไม่อยากกินอะไร และอาจทำให้พัฒนาการเรียนรู้หยุดชะงักได้ค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกมีปัญหา เราก็ต้องฝึกให้ลูกเคี้ยวอาหารให้เป็นให้ได้นะคะ แต่ถ้าเจ้าตัวเล็กเลยหนึ่งขวบไปแล้ว แล้วยังไม่ได้ฝึก เราก็ต้องใจแข็งหัดให้เขาเคี้ยวให้ได้ ไม่ว่าเจ้าตัวเล็กจะดื้อแค่ไหน เราก็ต้องใจแข็งเข้าไว้นะคะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ดีกับตัวเขาเองนั่นล่ะค่ะ คุณแม่อย่างเราอาจลองเริ่มต้นด้วยการให้ลูกค่อยๆ กินอาหารแข็งขึ้น เขาจะได้ฝึกเคี้ยวบ้าง ถ้าลูกเป็นคนกินยากล่ะก็ อาจทำอาหารสีสันสดใสน่าทานเข้าไว้ หรือไม่ก็คุยไปกินไปเล่นไปก็ได้ เจ้าตัวเล็กของเราจะได้ไม่รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้กิน และถ้าลูกไม่ยอมเคี้ยวเราก็ลองเคี้ยวให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือชวนลูกพูด <span style="color: #cc0000;">&#8220;หม่ำ หม่ำ&#8221; </span>ก่อน กินอาหาร เขาจะได้รู้สึกว่าเคี้ยวอาหารสนุกยังไงเคี้ยวแล้วทำให้อาหารอร่อยขึ้นแค่ไหน อาจทำให้เขารู้สึกอยากเคี้ยวเพิ่มขึ้นบ้างค่ะ</p>
<p>และถ้าเป็นไปได้เราก็ต้องเลือกอาหารที่เหมาะกับวัยของลูกเราด้วยนะคะ อย่างตอน 4 เดือน ก็ให้เขาเริ่มกินอาหารเสริมได้บ้าง แต่อาจเป็นอาหารอ่อนๆ ก่อนนะคะ คือเริ่มจากบดให้ละเอียด แล้วค่อยๆ บดให้หยาบขึ้น เปลี่ยนเป็นสับละเอียด สับหยาบขึ้นตามพัฒนาการของลูกค่ะ พอลูกอายุ 8-9 เดือนแล้ว ลองสังเกตดูนะคะว่าลูกเราหยิบของเข้าปากบ้างรึเปล่า แล้วคุณแม่อย่างเราก็ลองเตรียมอาหารที่เป็นชิ้นๆ ให้หยิบกินง่ายๆ อย่าง ผักผลไม้หั่นเป็นแท่งๆ ขนมขาไก่แท่งใหญ่ๆ ฯลฯ ลูกเราจะได้หยิบกินและฝึกเคี้ยวได้มากขึ้นค่ะ</span></span></p>
<p><span style="color: #666666;">ที่มาข้อมูล : http://www2.enfababy.com<br />
</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กินอาหารเพื่อสุขภาพฟัน</title>
		<link>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Aug 2011 08:23:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>malinee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[dental floss]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำอัดลม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟลูออไรด์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.skdentalclinic.com/?p=146</guid>
		<description><![CDATA[มื่อเรารับประทานอาหารผ่านเข้าไปในช่องปาก แบคทีเรีย ซึ่งอยู่ในรูปของแผ่นบางๆ เหนียว ที่เรียกว่า Plaque (แผ่นคราบ) จะเปลี่ยนอาหารเหล่านั้นให้เป็นกรดทำลายฟันและเหงือก พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี  อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่อีกด้านหนึ่งการกินไม่เลือก ไม่ระมัดระวังก็มีโทษสำหรับร่างกายเช่นกัน ตอนนี้เรารณรงค์ในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่รับประทานแล้วน้ำหนักไม่เพิ่ม ไม่อ้วน อาหารที่กินแล้วไม่ก่อให้เกิดโรค เช่น ไขมันอุดตันในเลือด โรคหัวใจ ทางทันตกรรมก็เช่นกัน เราให้ความสำคัญในเรื่องอาหารอย่างมากในการป้องกันโรคฟันผุ โรคเหงือก แบคทีเรียเหล่านี้ชอบอาหารหวาน อาหารที่เป็นแป้งมาก หลังรับประทานอาหารหากยังไม่แปรงฟันทันที แบคทีเรียเหล่านี้ก็ทำหน้าที่สร้างกรดไปเรื่อยๆ ดังนั้นยิ่งรับประทานอาหารบ่อยๆ 3 มื้อหลักแล้วยังมีแทรกระหว่างมื้อ อาหารก็สัมผัสกับฟันมากขึ้นโอกาสที่ฟันและเหงือกก็ถูกทำลายมากขึ้น อะไรบ้างที่ ควร หรือ ไม่ควร ในการดูแลรักษาสุขภาพฟัน DO (ควรปฏิบัติ) ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ให้เกิดความสมดุล - ขนมปัง ข้าว Cereal อาหารที่มีกากใย - ผลไม้ - ผัก - เนื้อปลา ถั่ว - นม ชีส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มื่อเรารับประทานอาหารผ่านเข้าไปในช่องปาก แบคทีเรีย ซึ่งอยู่ในรูปของแผ่นบางๆ เหนียว ที่เรียกว่า Plaque (แผ่นคราบ) จะเปลี่ยนอาหารเหล่านั้นให้เป็นกรดทำลายฟันและเหงือก</p>
<p><strong>พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี</strong></p>
<p> อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย แต่อีกด้านหนึ่งการกินไม่เลือก ไม่ระมัดระวังก็มีโทษสำหรับร่างกายเช่นกัน ตอนนี้เรารณรงค์ในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่รับประทานแล้วน้ำหนักไม่เพิ่ม ไม่อ้วน อาหารที่กินแล้วไม่ก่อให้เกิดโรค เช่น ไขมันอุดตันในเลือด โรคหัวใจ ทางทันตกรรมก็เช่นกัน เราให้ความสำคัญในเรื่องอาหารอย่างมากในการป้องกันโรคฟันผุ โรคเหงือก</p>
<p>แบคทีเรียเหล่านี้ชอบอาหารหวาน อาหารที่เป็นแป้งมาก หลังรับประทานอาหารหากยังไม่แปรงฟันทันที แบคทีเรียเหล่านี้ก็ทำหน้าที่สร้างกรดไปเรื่อยๆ ดังนั้นยิ่งรับประทานอาหารบ่อยๆ 3 มื้อหลักแล้วยังมีแทรกระหว่างมื้อ อาหารก็สัมผัสกับฟันมากขึ้นโอกาสที่ฟันและเหงือกก็ถูกทำลายมากขึ้น</p>
<p><strong>อะไรบ้างที่ ควร หรือ ไม่ควร ในการดูแลรักษาสุขภาพฟัน<br />
DO (ควรปฏิบัติ)</strong></p>
<ul>
<li>ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ให้เกิดความสมดุล</li>
<li>- ขนมปัง ข้าว Cereal อาหารที่มีกากใย<br />
- ผลไม้<br />
- ผัก<br />
- เนื้อปลา ถั่ว<br />
- นม ชีส โยเกิต</li>
<li>ถ้าหากจะทานอาหารว่างลดอาหารพวกแป้ง น้ำตาล ให้ทาน ผัก ผลไม้แทน</li>
<li>แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์</li>
<li>ทำความสะอาดซอกฟันด้วยไหมขัดฟัน Dental Floss</li>
<li>พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน</li>
</ul>
<p> <strong>DONT (ไม่ควร)</strong></p>
<ul>
<li> ไม่ควรให้น้ำตาลสัมผัสฟันนานๆ</li>
<li>- ลดการอมลูกอม<br />
- ขนมกรอบๆ เหนียวๆ ติดฟัน</li>
<li>น้ำอัดลม (Soft drink) มีน้ำตาลเยอะมาก 1 กระป๋อง บางยี่ห้อมีน้ำตาล 11 ช้อนกาแฟ ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม อย่าดื่มน้ำอัดลมทุกมื้ออาหาร</li>
<li>ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อ- ฟันเปลี่ยนสี<br />
- เสี่ยงต่อโรคเหงือก<br />
- เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปาก ลำคอ</li>
</ul>
<p> <strong>กุญแจสำคัญในการเลือกรับประทานอาหารอย่างชาญฉลาดไม่ใช่จะไม่กินพวกแป้ง น้ำตาลเลย แต่ต้องระวังในการกินและคิดก่อนกินทุกครั้ง เพราะอาหารมีผลต่อสุขภาพของเรา ถ้าเราสามารถควบคุมและผักให้เป็นนิสัยก็จะส่งให้สุขภาพของเราดี และยิ้มได้อย่างสวยงาม</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มาข้อมูล :</strong> นิตยสาร Health Today</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.skdentalclinic.com/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

