Entries for the ‘Uncategorized’ Category

หายปวดฟันทันใจ เกลือสมุทร-สารส้ม

Wednesday, February 15th, 2012

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สูตรสามัญประจำบ้านบรรเทาอาการปวดฟันทุเลาลงในเวลาไม่ช้า ทำอย่างไรให้เกลือสมุทรกับสารส้มให้สรรพคุณแก้ปวดฟัน?

เวลามีอาการปวดฟัน ทรมานอย่าบอกใคร ผู้ที่เคยมีประสบการณ์คงเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ‘มุมสุขภาพ’ สรรหาสูตรยาภูมิปัญญาชาวบ้าน เสมือนเป็นยาแก้ปวดฟันแบบเฉพาะหน้ายามที่ยังไม่สามารถพบทันตแพทย์ได้

สูตรนี้ให้เตรียมเกลือสมุทรเอาไปตำให้ละเอียด 1/2 ช้อนชา และสารส้มที่นำไปตำละเอียดเช่นเดียวกันอีก 1/2 ช้อนชา ได้แล้วใส่ถ้วยเพื่อผสมให้เข้ากัน จากนั้นล้างมือให้สะอาด ก่อนใช้นิ้วป้ายส่วนผสมแล้วทาเข้าไปในช่องปากตรงบริเวณที่รู้สึกปวดฟัน ช่วยลดอาการปวดฟันได้ในไม่ช้า

หากเกรงว่าส่วนผสมจะกระจายตัวเร็วเกินไป ให้ห่อเกลือสมุทรและสารส้มละเอียดนั้นด้วยสำลีแผ่นบางหุ้มผ้าก๊อส เอาใส่ปากกัดเบาๆ ไว้ให้ตรงบริเวณที่ปวดฟันก็ได้เช่นกัน

แม้สารส้มจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะส่วนใหญ่ก็นิยมใช้สารส้มแกว่งน้ำเพื่อให้สิ่งสกปรกตกตะกอน แล้วนำนำมาไปดื่มไปใช้ แต่หากกินสารส้มในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้บางคนเกิดแพ้พิษของสารส้ม ซึ่งจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ซึม

อย่างไรก็ตาม หลังบรรเทาอาการปวดด้วยสูตรเกลือสมุทรกับสารส้มแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์ตรวจหาสาเหตุของการปวดฟันและรับการรักษาให้ตรงจุด

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ฟันเทียมฯผู้สูงวัยสุขใจหลายแสนคน

Wednesday, January 18th, 2012

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันพุธที่  18 มกราคม พ.ศ. 2555

อิ่มเอมใจทั่วหล้าด้วยพระบารมี สู่ปีที่8 ฟันเทียมฯผู้สูงวัยสุขใจหลายแสนคน โดย…ทีมข่าวสาธารณสุข

 

                    “จากกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า “เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงห่วงใยสุขภาพช่องปากของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิต”

นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  เชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมการประชุมวิชาการในโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ” ครั้งที่ 2 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ 5 ธันวาคม 2554 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 ณ ริชมอนด์เเกรนด์บอลรูม โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี

นายต่อพงษ์ กล่าวว่า  กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยและหน่วยงานในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินงานโครงการฟันเทียมพระราชทานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดบริการใส่ฟันเทียมแก่ผู้สูงอายุ ขณะนี้มีจำนวนผู้สูงอายุทั่วประเทศใส่ฟันเทียมแล้ว 2.3 แสนราย พัฒนาศักยภาพชมรมผู้สูงอายุให้มีกิจกรรมเพื่อดูแลสุขภาพช่องปากตนเอง 1,782 ชมรม และพัฒนารูปแบบบริการครอบคลุมการส่งเสริมป้องกันโรคในช่องปากในหน่วยงานบริการสุขภาพ 219 แห่ง

โดยปี 2555 กระทรวงสาธารณสุขยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ กำหนดให้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามนโยบายของสธ. และกำหนดเป้าหมายจัดบริการใส่ฟันเทียมทั้งปากแก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศอีก 3 หมื่นราย จัดบริการรากฟันเทียม 2,800 ราย และจัดให้มีชมรมผู้สูงอายุด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นอีก 250 ชมรม เพื่อเเก้ปัญหาการสูญเสียฟันแก่ผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง

“ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัย ได้ร่วมกับหน่วยงานทันตกรรมพระราชทาน คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล จัดงานรณรงค์คืนรอยยิ้มเเก่ผู้สูงวัยภาคใต้ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สูงอายุใส่ฟันเทียมพระราชทานจำนวน 100 ราย และประชาชนทั่วไปได้รับบริการรักษาทันตกรรม 400 ราย” นายต่อพงษ์ กล่าว

“ดร.นพ.สมยศ  รัศมี” อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเสริมว่าผู้สูงอายุร้อยละ 92 หรือเกือบทุกคนมีการสูญเสียฟัน 1 ซี่ และร้อยละ 10 หรือ 7 แสนคน มีการสูญเสียฟันทั้งปาก ส่วนผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปมีฟันเฉลี่ยเพียง 10.5 ซี่ต่อคน สาเหตุมาจากการไม่ใส่ใจทำความสะอาดช่องปากอย่างต่อเนื่องมาตั้งเเต่เด็ก

“โครงการฟันเทียมฯ คืนรอยยิ้มเเก่ผู้สูงวัย จากการติดตามผู้สูงอายุที่ได้รับการใส่ฟันเทียม พบว่าพึงพอใจร้อยละ 97 สามารถกินอาหารได้อร่อยและกินได้มากขึ้นร้อยละ 83 พอใจความสวยงามร้อยละ 71  มีความสุขมากขึ้นร้อยละ 69 พูดชัดขึ้นร้อยละ 66 มั่นใจในการเข้าสังคมมากขึ้น ร้อยละ 49 ตามลำดับ” ดร.นพ.สมยศ กล่าว

ส่วนเวทีการประชุมวิชาการในครั้งนี้ ดร.นพ.สมยศ กล่าวว่า ถือเป็นเวทีพัฒนาวิชาการ ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี รูปแบบและแนวทาง การสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน ภายใต้กรอบแนวคิดวิชาการสร้างสรรค์ จุดประกายการทำงานเพื่อสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ผ่านกิจกรรมและนิทรรศการสร้างสรรค์ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ นิทรรศการหน่วยงานดีเด่น รวมทั้งชมรมผู้สูงอายุด้านการสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก พร้อมทั้งพิธีมอบฟันเทียมพระราชทานแก่ผู้สูงอายุ มอบโล่และเกียรติบัตรประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานสนับสนุนโครงการ หน่วยงานดีเด่นด้านการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ และมอบรางวัลผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศการประกวด 10 ยอดฟันดี วัย 80 ปี

ขณะที่ “ศ.ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช” ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยสุขภาพปากผู้สูงอายุไทย จึงเกิดโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ  5 ธันวาคม 2554

“โครงการฟันเทียมพระราชทาน ถือเป็นโครงการสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์ที่จะให้คนยากจน หรือผู้ด้อยโอกาสได้ใส่ฟันเทียมเช่นเดียวกับผู้ที่มีฐานะบ้าง อีกทั้งประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ” ท่านผู้หญิงเพ็ชรา กล่าว

นพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข  กรมอนามัย เล่าว่า เมื่อตอนที่เริ่มโครงการสำรวจพบว่า มีผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันเหลืออยู่เลยจำนวน 3 แสนราย อีกทั้งพบว่า 5% ของผู้สูงอายุ หรือ 3 แสนราย ต้องการใส่ฟันเทียมทั้งปาก ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าฟันปลอม ตอนนี้เรียกว่า ฟันเทียม เมื่อดำเนินการมาถึงระยะหนึ่งปรากฏว่ามีภาคีเครือข่ายต่างๆ ร่วมบริการค่อนข้างเยอะ จึงจัดเป็นมหกรรมการประชุมวิชาการขึ้น เพื่อถ่ายทอดรูปแบบการดำเนินการต่างๆ ว่าจะทำอย่างไรจะเก็บรักษาฟันเอาไว้ให้จนถึงบั้นปลายชีวิต

“การประกวด 10 ยอดฟันดี วัย 80  ปี เพื่อยกย่องเชิดชูผู้สูงวัย ที่ดูแลช่องปากได้ดีและต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้เเก่คนรุ่นหลังว่าให้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพฟันจนสามารถใช้งานได้ตลอดชีวิต สอดคล้องกับความคาดหวังของโครงการว่า เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตนเอง เข้าถึงบริการทันตสุขภาพจากภาครัฐตามความจำเป็น ทำให้มีฟันเคี้ยวอาหาร ส่งผลต่อโภชนาการ รวมทั้งมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นพ.สุธา กล่าว

เหนืออื่นใด ด้วยพระบารมีล้นเกล้าฯ ของรัชกาลปัจจุบัน ทำให้ผู้สูงวัยของไทย จำนวน 2.3 แสนคน ที่ได้รับพระราชทานใส่ฟันเทียมไปแล้ว และในปี 2555 อีกจำนวน 3 หมื่นราย ต่างอิ่มเอมใจทั่วหล้า

รากเทียมช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

Monday, January 9th, 2012

รากเทียมช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

สมัยก่อนเมื่อเกิดการสูญเสียฟันการใส่ฟันปลอมทดแทนมีเพียงสองอย่างอย่างแรกคือฟันปลอมแบบถอดได้ซึ่งต้องอาศัยตะขอเกาะที่ตัวฟัน ดูไม่สวยงามซ้ำยังเป็นที่เกาะของเศษอาหาร เป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันเพิ่มขึ้น ในกรณีที่ไม่มีฟันเหลือให้ตะขอได้ยึดเหนี่ยวก็ต้องอาศัยการขยายฐานฟันปลอมบนให้เต็มเพดานและครอบคลุมสันเหงือกล่างทั้งหมด เป็นที่เกะกะรำคาญใจไม่สบายปากพูดไม่ชัด และเมื่อสันเหงือกยุบตัวลงตามกาลเวลา ฟันปลอมจะหลวมหลุดไม่กระชับเหมือนเดิม ก็ใช้ความชำนาญเลี้ยงฟันปลอมให้อยู่ในปาก พอกล้อมแกล้มใช้กันไป คอยระวังตอนหัวเราะดังดังเพราะฟันปลอมอาจหลุดกระเด็นให้ขายหน้าประชาชน

 

 

 

 

 

 

ฟันปลอมประเภทที่สองคือฟันปลอมแบบติดแน่น  เมื่อฟันหายไปหนึ่งซี่ฟันข้างเคียงช่องว่างต้องถูกกรอให้เล็กลงโดยรอบเพื่อทำเป็นครอบฟันติดกันสามซี่เรียกว่าสะพานฟัน  ถ้าฟันข้างเคียงช่องว่างเป็นฟันที่มีรอยผุใหญ่ๆ  ก็พอทำใจได้ว่าคุ้มค่า  แต่บ่อยทีเดียวที่ฟันที่ถูกกรอนั้นเป็นฟันดีดีไม่มีรอยผุเลย  แต่ต้องถูกกรอเอาเนื้อฟันส่วนที่แข็งแรงที่สุดออกจึงมีโอกาสที่จะผุใต้ครอบถ้าทำคนไข้ทำความสะอาดไม่ดี 

รากเทียมจึงเป็นทางออกของปัญหาต่างๆดังกล่าวข้างต้น  เสียฟันไปหนึ่งซี่ก็ทดแทนด้วยรากเทียมหนึ่งซี่สมเหตุผลดี  รากเทียมในรูปแบบของหมุดหรือบาร์ใช้ในการยึดฟันปลอมถอดได้ทั้งปากผู้สูงอายุที่ใส่ฟันปลอมถอดได้ทั้งปากจึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทพญ. มนูญ ดุจหนึ่งคุณากร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทำอย่างไรเมื่อลูกติดขวดนม ?

Thursday, December 8th, 2011

ที่มาข้อมูล : ผู้จัดการออนไลน์
เด็กๆ ควรเลิกดูดนมจากขวดตั้งแต่อายุ 1 ขวบ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ ก็ผ่อนผันให้ได้จนถึงอายุ 1 ขวบครึ่ง การดูดนมจากขวดเกินกว่าอายุ 1 ขวบครึ่งหรือ 2 ขวบ มักจะทำให้เด็กๆ ติดใจการดูด อยากดูดนมมากกว่าจะรู้สึกหิวจริงๆ ตื่นขึ้นมากลางดึก ก็มักจะร้องหาขวดนม และบ่อยครั้งที่นอนหลับคาขวดนม

หากเด็กๆ เลิกดูดนมจากขวดช้าเกินไป ผลเสียที่จะตามมามีมากมาย
ประการที่ 1 เมื่อกินแต่นม จะทำให้อิ่ม ไม่ยอมกินข้าวหรืออาหารอื่นๆ ทำให้ขาดวิตามินและแร่ธาตุ
บางอย่างที่อาจมีไม่พอในนม เช่น วิตามินซี
ประการที่ 2 หากกินแต่นม และกินมากเกินไป อาจกลายเป็นเด็กอ้วนได้
ประการที่ 3 เมื่อกินแต่นม ซึ่งมีกากอาหารน้อย ก็จะทำให้ท้องผูกได้
ประการที่ 4 หากกินแต่นม ความหวานจากนม ประกอบกับดูดนมจนหลับคาขวด โดยไม่ดื่มน้ำตาม
จะทำให้มีคราบนมติดอยู่ที่ฟัน ทำให้ฟันผุได้
หากเด็กติดขวดนมไปจนถึงอายุ 3 ขวบ นอกจากฟันจะผุแล้ว ยังอาจทำให้ฟันยื่น แถมยิ่งโต เด็กก็ยิ่งดื้อ จนไม่ยอมเลิกง่ายๆ

จากสถิติพบว่า เด็กอายุ 2-3 ขวบ ที่ยังคงดูดนมจากขวด มีถึงร้อยละ 80 …อายุ 4 ปี ก็ยังมีให้เห็นถึงร้อยละ 45 …เด็กอายุ 8 ปีที่ยังดูดนม ก็ยังพบได้ แปรงฟันก่อนนอนแล้ว ก็ยังคว้าขวดนมมาดูด และหลับคาขวดนม พบอีกร้อยละ 44

เด็กอายุ 2-3 ปี มีน้ำหนักเกินจนเข้าขั้นอ้วน อีกร้อยละ 36 และเด็กอายุ 3 ปี มีปัญหาฟันผุเพราะติดขวดนม พบได้ถึงร้อยละ 65 พ่อแม่หลายคนเจอปัญหานี้ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร วิธีที่จะช่วยให้ลูกเลิกดูดนมจากขวด ก็คือ

ต้องตั้งใจจริง และต้องใจแข็ง
ฝึกให้ลูกดื่มนมจากแก้ว อาจใช้วิธีพาไปข้างนอกตอนกลางวัน โดยไม่เอาขวดนมไปด้วย
เปลี่ยนนิสัยช่วงกลางคืนด้วยการเปลี่ยนจากดูดนมก่อนนอน เป็นดื่มนมก่อนนอนแทน
ฝึกให้ลูกเลิกดูดนมมื้อดึก โดยค่อยๆ ลดปริมาณนมมื้อดึก จนเลิกได้ในที่สุด
ฝึกให้ลูกแปรงฟันก่อนนอน แล้วพาเข้านอนโดยเล่านิทาน ร้องเพลง หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ก่อนเข้านอน อย่าให้หลับคาขวดนม

หากทำทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล ก็ต้องใช้วิธี “หักดิบ” นั่นก็คือ เก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเกี่ยวกับขวดนมออกจากบ้าน เมื่อถึงขั้นนี้ อาจต้องให้คุณพ่อช่วย เพราะพอคุณแม่เห็นลูกน้ำตาร่วง ก็อาจจะใจอ่อนได้ง่ายๆ ในขณะที่คุณพ่อมักจะใจแข็งกว่า

ส่วนวิธีการป้องกันไม่ให้ลูกติดขวดนม ซึ่งทำได้ก่อนแต่เนิ่นๆ ก็มีหลายวิธีด้วยกัน

ฝึกให้ลูกเข้านอนเป็นเวลาตั้งแต่เล็กๆ
ฝึกให้ลูกหลับได้ด้วยตัวเอง โดยให้นอนเมื่อเริ่มง่วง เพราะถ้ากกกอดหรือให้ลูกดูดนมจนหลับ ก็จะชินกับการปฏิบัติดังกล่าว
เมื่อตื่นกลางดึก ไม่มีใครกล่อมให้หลับ ก็มักจะร้อง และลงท้ายด้วยการดูดนม ทั้งๆ ที่อาจจะไม่หิว
ฝึกกินนมมื้อกลางวันให้อิ่มในแต่ละมื้อ ส่วนนมมื้อดึก ให้กินแค่พอหายหิว ไม่บังคับหรือพยายามให้กินมากๆ
เริ่มฝึกลดและเลิกนมมื้อดึก ตั้งแต่อายุ 3-4 เดือน และพยายามเลิกให้ได้เมื่ออายุ 5-6 เดือน หากลูกขยับตัวนิดหน่อย
รอสักพักว่าหิวจริงหรือไม่ ถ้าสัมผัสเบาๆ เช่น ตบก้น แล้วหลับได้ ก็ปล่อยให้หลับไปเอง
ฝึกกินนมให้อิ่มในมื้อก่อนนอน หลังทำความสะอาดฟันแล้ว ไม่ควรให้ดูดนมอีก ก่อนนอนอาจเล่านิทานหรือให้ฟังเพลง
และอย่าปล่อยให้หลับคาขวดนม
หาตุ๊กตาหรือของเล่นที่ลูกชอบพาเข้านอนด้วย เมื่อลูกอายุ 4-5 เดือน จะได้ไม่ติดขวดนม และควรให้มีผลัดเปลี่ยน
ลูกจะได้ไม่พลอยติดตุ๊กตาไปด้วย
สร้างบรรยากาศตอนกลางคืนให้น่านอน ไม่เปิดไฟสว่าง หรืออุ้มเล่นกลางดึก
ฝึกลูกใช้ขวดนมเมื่อเวลาหิว ไม่ใช้เป็นของเล่นเดินถือไปมา
ฝึกจิบน้ำหรือนมจากแก้ว เมื่ออายุ 4-5 เดือน เพื่อให้เริ่มคุ้นเคย
เมื่อลูกอายุได้ 6-8 เดือน จะพัฒนาความสามารถในการนั่งทรงตัวได้ดี รวมทั้งการใช้มือ โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือ
และนิ้วชี้ หยิบจับสิ่งของได้ดีขึ้นกว่าเมื่อตอนอายุน้อยกว่านี้ ซึ่งเด็กจะหยิบสิ่งของโดยกำไว้ทั้งฝ่ามือ

ในช่วงเวลานี้ พ่อแม่ควรเริ่มหัดให้ลูกหยิบอาหารกินเองบ้าง เช่น อาหารที่อ่อนนุ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หัดให้ลูกดื่มน้ำจากถ้วยพลาสติกที่มีหูจับ เมื่อลูกสามารถดื่มน้ำได้ดีแล้ว หัดให้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำนมจากถ้วย และค่อยให้เลิกดูดนมในมื้อกลางวันก่อน จนเลิกดูดนมในมื้อก่อนนอนได้

5 วิธี ที่ช่วยลดอาการปวดฟัน

Friday, December 2nd, 2011

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 20/12/2007
เรื่อง พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

ในบางสถานการณ์เราไม่สามารถพบทันตแพทย์ได้ทันท่วงที อาจจะต้องทนทุกข์ทรมาน จากการปวดฟันอยู่ระยะเวลาหนึ่ง
ทำไมต้องปวดฟัน ?
โดยปกติแล้วอาการปวดฟันจะมีปัญหาพื้นๆ มาจากฟันผุเสียส่วนใหญ่ หากว่ารูผุนั้นไม่ลึกมากก็จะมีอาการเสียวฟัน แต่ถ้ารูผุใกล้โพรงประสาทฟันหรือทะลุโพรงประสาทฟัน ก็จะเริ่มมีอาการปวดบ่อยๆ ปวดเป็นบางที จนถึงปวดมาก ปวดตลอดเวลา บางครั้งยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยได้

ฟันเป็นหนองปลายราก
เมื่อฟันผุมากไม่รับการรักษาทำให้เชื้อ Bacteria สามารถเข้าไปจนเกิดหนองปลายรากฟัน หนองที่มีมากก็เกิดแรงดัน ทำให้ปวดปลายรากอย่างรุนแรง มีอะไรมากระทบฟันก็ปวด

ฟันเป็นโรคเหงือกอักเสบ
มีการละลายตัวของกระดูกรอบๆ รากฟันเป็นที่กักขังของ Bacteria เป็นหนองรอบรากฟัน ฟันโยก ทำให้เกิดเสียวฟัน และปวดได้

ฟันร้าว, ฟันแตก
แน่นอน กรณีที่มีฟันร้าว ก็มีโอกาสที่โพรงประสาทฟันติดต่อกับภายนอกผ่านรอยร้าวได้ / น้ำเย็น / น้ำร้อน ก็ส่งถึงโพรงประสาทฟันทำให้ปวดได้

เศษอาหารติดฟัน
กรณีฟันห่าง ฟันผุด้านข้างเป็นรูใหญ่ เป็นโรคเหงือกอักเสบ ฟันโยก มีช่องว่างระหว่างฟัน เวลาเคี้ยวอาหารชิ้นใหญ่ๆ เช่น เนื้อก้อนใหญ่ เวลาไปอัดตรงช่องว่างเหล่านี้มันจะกดให้เหงือกช้ำ เป็นที่สะสมของแบคทีเรีย จะปวดเหงือกและฟันบริเวณนี้มาก

เรามีวิธีลดอาการปวดฟันได้ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถไปพบทันตแพทย์ได้ทันที

วิธีแรก

ลดสิ่งกระตุ้นที่มีผลทำให้ปวดฟันเพิ่มขึ้น หรือทำให้ประสาทฟันบาดเจ็บมากขึ้น
เช่น – ของเย็นจัด : น้ำแข็ง ไอศกรีม
- ของร้อนจัด : น้ำร้อน ชาร้อน กาแฟร้อน อาหารร้อน
- อาหารที่มีรสหวานจัด รสเปรี้ยว

ลดการกระทบกระแทกกับฟันซี่นั้นๆ
อาการปวดฟันจะเป็นมากขึ้น ถ้าฟันซี่นั้นถูกกระแทกบ่อยๆ หรือตัวฟันสูงกว่าซี่อื่นๆ บางครั้งฟันถูกหนุนลอยตัวขึ้นมาเพราะมีหนอง มีการติดเชื้อที่ปลายรากฟันจากฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ

วิธีง่ายๆ คือ รับประทานอาหารที่ไม่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก เช่น อาหารนิ่มๆ ไม่ควรเคี้ยวอาหารแข็งๆ หรือเหนียวๆ เนื้อเหนียวๆ ที่ต้องใช้แรงบดเคี้ยวมาก อีกวิธีคือ เลี่ยงไปเคี้ยวอีกด้าน

ถ้าอาการปวดจากเศษอาหารติดฟัน อาการจะเป็นมากถ้าอาหารถูกอัดแน่นในซอกเหงือกเป็นเวลานานๆ วิธีที่ดีที่สุดให้รีบเอาเศษอาหารเหล่านั้นออกให้เร็วที่สุด โดยการใช้ Dental floss อย่าใช้ไม้จิ้มฟัน

ถ้ามีฟันผุทะลุโพรงประสาทฟันและเป็นหนองปลายรากฟัน และมีอาการบวมเห็นได้ชัด การใช้น้ำร้อนช่วยประคบบริเวณที่บวมภายนอกช่องปากช่วยลดอาการปวดฟันได้ดี และช่วยเพิ่มการระบายหนองได้ดีขึ้น ก็จะบรรเทาอาการปวดชะงัดทีเดียว

น้ำมันกานพลู เป็นยาที่ช่วยลดอาการปวดฟันที่มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้ว โดยใช้สำลีชุบน้ำมันกานพลู แล้วอุดลงไปในรูที่ผุ ฤทธิ์ของน้ำมันกานพลูจะออกฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดฟันที่ดีมาก

วิธีการที่แนะนำมานั้นเป็นวิธีช่วยให้ท่านหายหงุดหงิดอารมณ์เสียจากการปวดฟันในกรณีที่ยังไม่สามารถไปพบหมอฟันได้ทันท่วงที แต่ไม่ใช่เป็นวิธีการรักษาที่ถาวร เป็นวิธีการที่แค่บรรเทาอาการปวด ถึงอย่างไรหากท่านมีโอกาสพบทันตแพทย์ก็ไม่ควรรอช้า เพื่อรักษาให้ถูกต้องและตรงจุดที่สุด อาการของโรคฟัน โรคเหงือกจะได้หายอย่างถาวร และไม่ลุกลามต่อไป

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้จริงหรือ?

Thursday, November 24th, 2011

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today, Updated: 27/02/2008

เรื่อง: ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

 

โรคฟันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับทุกคน หากจะรักษาโรคฟันผุโดยวิธีการแก้ไข
คืออุดฟันให้ฟันดีทุกๆ ซี่ ในทุกๆ คน โดยปราศจากการคิดหาวิธีป้องกันควบคู่ไปด้วย
คงไม่สามารถไล่ทันหรือพิชิตฟันผุให้ลดลงได้
อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณอย่างมากมากมหาศาลชนิดที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม

 

เราจะต้องผลิตทันตแพทย์เท่าไหร่ จึงจะพอกับประชากร 60 ล้านคน

เราจะต้องสูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ในการซื้ออุปกรณ์วัสดุทางทันตกรรม

 

ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากยิ่งที่เน้นไปที่การแก้ไขให้ตรงจุด

 

มีหลายประเทศที่เน้นการป้องกัน เพื่อสู้กับโรคฟันผุโดยใช้สารฟลูออไรด์(fluoride)
ไม่ว่าจะเติมลงในน้ำประปา น้ำดื่ม หรือใช้ในรูปของยาเม็ดและน้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ

การใช้ฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุทั่วโลกใช้มานานกว่า 50 ปี แล้ว
โดยนักวิจัยทางทันตแพทย์ศาสตร์ ได้ศึกษาทดลอง และติดตามผลของฟลูออไรด์จากธรรมชาติ
การใช้ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ ในห้องทดลอง และคลีนิกพบว่า

 

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุได้อย่างไร?

 

การใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ เราใช้ได้ 2 รูปแบบ คือ

 

  • แบบรับประทาน
    พวกที่ผลิตมาสำหรับรับประทานนั้น
    มาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ ผสมกับน้ำดื่ม ได้จากน้ำธรรมชาติ และในอาหารทะเล ผักต่างๆ
  • แบบสัมผัสโดยตรง
    พวกที่ใช้สัมผัสหรือใช้ทาเฉพาะที่ผิวฟันก็มีในรูปของวุ้นข้นๆ
    หรือเจล และที่เรามักเห็นคุ้นตาก็คือ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก

 

การใช้ฟลูออไรด์สำหรับป้องกันฟันผุให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดนั้นต้องใช้ทั้งกินและทาที่ผิวฟันโดยตรง
และอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม คือในแต่ละอายุให้ปริมาณไม่เท่ากัน
และวิธีใช้ที่แตกต่างกัน
ผู้ปกครองควรที่จะรับรู้วิธีการใช้ฟลูออไรด์อย่างถูกต้องและเหมาะสมจากทันตแพทย์

 

ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ

 

  • ฟลูออไรด์ในน้ำประปา
    ความคิดที่จะใช้ระบบป้องกันฟันผุในชุมชนใหญ่ๆ ให้ได้ผลมีประสิทธิภาพ
    และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดนั้นได้มีการศึกษาและทดลองกันอย่างแพร่หลาย
    และมาสรุปตรงว่าถ้าเราใช้ฟลูออไรด์เติมในน้ำประปาให้มีปริมาณ 1 ส่วน
    ในล้านส่วนแล้วจะช่วยลดฟันผุได้ถึง 50-60 %
    ข้อเท็จจริงเหล่านี้จะเห็นได้จากความสำเร็จในหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ
    นิวซีแลนด์
    และสิงคโปร์

    สำหรับประเทศไทยเราได้ศึกษาการใช้ฟลูออไรด์ในน้ำประปามาเป็นระยะเวลาพอสมควร
    และน่าจะได้รับการพิจารณาเป็นโครงการระดับชาติ ที่จะช่วยลดอัตราฟันผุ
    เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างยิ่ง

  • ฟลูออไรด์ชนิดเม็ดและน้ำ
    เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะให้เด็กรับประทานฟลูออไรด์
    สำหรับชนิดน้ำใช้หยดให้เด็กทารกรับประทานตั้งแต่เกิดจนกระทั่งฟันขึ้น
    พอรู้จักเคี้ยวอาหารจึงเปลี่ยนมาเป็นชนิดเม็ดในเด็กอายุ 2-3 ขวบขึ้นไป
    หากรับประทานตั้งแต่เกิดจนอายุ 14 ปี
    จะทำให้ฟลูออไรด์มีประสิทธิภาพสูงสุดไปเสริมให้ฟันเข็งแรงสมบูรณ์
  • น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์ช่วยลดฟันผุได้ 20-25 %
  • ยาสีฟันฟลูออไรด์ช่วยลดฟันผุได้ 20 %
  • ฟลูออไรด์เจล ที่ใช้ในคลีนิกทันตกรรม
    เป็นฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูง ใช้ในการเคลือบหรือทาที่ฟันโดยตรงโดยทันตแพทย์
    ทำทุกๆ 6 เดือน จะช่วยลดฟันผุได้ 20-30 %

 

สำหรับผู้สูงอายุฟลูออไรด์ก็มีบทบาทในการป้องกันรากฟันผุในกรณีที่มีเหงือกร่น
คนที่ได้รับฟลูออไรด์ปริมาณที่เหมาะสมจะมีการผุของรากฟันต่ำกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ฟลูออไรด์
และในกรณีที่เป็นผู้ที่ต้องได้รับการฉายแสงจากการรักษามะเร็งในช่องปาก การใช้
ฟลูออไรด์ เข้มข้นเคลือบฟันให้เนื้อฟันแข็งแรงขึ้น
และก็ช่วยลดอัตราการผุของฟันได้อย่างดี

 

ในกรณีที่มีการเสียวฟันจากคอฟันสึก
การใช้ฟลูออไรด์เข้มข้นก็จะช่วยลดอาการเสียวฟันได้เช่นกัน

 

เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่นักวิจัยทางทันตแพทย์ค้นคว้าจนสามารถนำฟลูออไรด์มาช่วยป้องกันฟันผุจนให้ผลที่น่าพอใจ
แต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยเสริมให้สุขภาพช่องปากสมบูรณ์ขึ้น คือ
การสร้างอุปนิสัยในการดูแลฟัน และเหงือกโดยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี
การใช้เส้นใยไนล่อนขัดฟัน การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง
ตลอดจนพบทันตแพทย์ตรวรจฟันทุกครึ่งปี
ถ้าทำได้เช่นนี้ก็เชื่อว่าคุณคงจะมีสุขภาพช่องปากที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดไป

 

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

เตรียมตัวก่อนจัดฟัน

Monday, November 21st, 2011

ก่อนจะจัดฟันนั้นลองมาดูกันหน่อยดีกว่าว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร

การจะมีรอยยิ้มที่สวยพิมพ์ใจ เรื่องของฟันก็เป็นสิ่งสำคัญ
แต่จะให้ฟันเรียงตัวสวยดั่งเม็ดข้าวโพดนั้น
ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ

ดังนั้น
การจัดฟันจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณๆ ยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ
ซึ่ง

ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันซ้อนเก ขากรรไกรที่ขนาดหรือตำแหน่งผิดปกติ
เป็นลักษณะที่พบได้อยู่บ่อยๆ จนหลายคนรู้สึกเคยชินกับสภาพที่ปรากฏ น้อยคนจะทราบว่า
ความผิดปกติเหล่านั้นเป็นสาเหตุของปัญหาการบดเคี้ยว การพูด การออกเสียง
สร้างความยากลำบากในการดูแลรักษาความสะอาดซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม
เช่น ก่อให้เกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ
ต้องสูญเสียฟันก่อนเวลาอันควรทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ ปัญหากลิ่นปาก และอื่นๆ
อีกมากมาย แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือปัญหาด้านบุคลิกภาพ
เราคงไม่ต้องสงสัยว่าการมีบุคลิกภาพหน้าตาที่ดี มีฟันเรียงเรียบ
มีรอยยิ้มที่สวยงามช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเราและสร้างควมาประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้มากเพียงใด

ทุกวันนี้ หลายคนอาจมองว่าการจัดฟันเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งจนมีคำเรียกกันว่า
“œจัดฟันแฟชั่น” แต่แท้จริงแล้ว
การจัดฟันเป็นสาขาหนึ่งของการรักษาทางทันตกรรมที่แก้ไขการเรียงตัวของฟัน
การสบฟันหรือรวมไปถึงขนาดและตำแหน่งของขากรรไกรด้วย
นอกจากการจัดฟันจะเป็นการแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว
การจัดฟันยังเป็นการป้องกันความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ป่วยไม่ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ
อีกด้วย

โดยทั่วไปแล้วหากคุณหรือบุตรหลานได้พบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ
ทันตแพทย์ที่ดูแลจะสามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณควรจะต้องพบทันตแพทย์จัดฟัน
(Orthodontists) หรือไม่ ลักษณะความผิดปกติที่พบจะมีได้ในหลายๆ ระดับ
บางอย่างต้องรีบแก้ไขตั้งแต่ยังเด็กๆ 5-6 ปี หรือ 8-9 ปี
เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกใบหน้า
ทำให้รูปหน้าบิดเบี้ยวได้ ลักษณะบางอย่างที่ผู้ปกครองเป็นกังวล เช่น ฟันซ้อนเก
ฟันบิด ฟันห่างในเด็กเล็กๆ อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเลย
เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติขณะที่มีการเปลี่ยนของฟันจากชุดฟันน้ำนมเป็นชุดฟันแท้
และธรรมชาติเองนั่นแหละที่สามารถแก้ไขตัวมันเองได้
เพียงแต่ผู้ปกครองและเด็กได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องเท่านั้น
บางกรณีที่มีความผิดปกติของขนาดขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้องอาจต้องรอจนหมดการเจริญเติบโตประมาณอายุ
18-20 ปี
ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคนแล้วจึงแก้ไขด้วยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร

ปกติฟันน้ำนมซี่สุดท้ายจะหลุดเมื่ออายุประมาณ 12 ปี
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะจัดฟันหากไม่มีปัญหาของกระดูกขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้อง
เนื่องจากฟันแท้ขึ้นครบแล้ว (ไม่รวมฟันกรามแท้ซี่ที่ 3 ซึ่งมักถูกเรียกผิดๆว่า
ฟันคุด)
และเด็กวัยนี้มีทักษะการแปรงฟันที่ดีพอที่จะรักษาความสะอาดของช่องปากขณะที่มีเครื่องมือจัดฟันอยู่ในปากได้
หลายคนสงสัยว่า แล้วผู้ใหญ่จะจัดฟันได้ไหม อายุเท่าไหร่ถึงจะจัดไม่ได้ จริงๆ
แล้วอายุมากแล้วก็สามารถจัดฟันได้ถ้ามีสุขภาพฟัน เหงือก และกระดูก
รองรับฟันที่แข็งแรงพอ
แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนของฟันจะช้ากว่าในเด็กและมีโอกาสเกิดเหงือกร่น
มากกว่าด้วย

ส่วนมากการจัดฟันใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี
ขึ้นกับความรุนแรงของปัญหาและความร่วมมือของผู้ป่วย เช่น
การดูแลรักษาความสะอาดเครื่องมือจัดฟัน ไม่ทำเครื่องมือหลุด ใช้ยางอีลาสติก
ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟันและการมาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม การจัดฟันไม่ใช่เรื่องของแฟชั่น
แต่เป็นการรักษาเพื่อแก้ไขความผิดปกติ ดังนั้นในผู้ที่ฟันไม่มีปัญหาใดๆ
ก็ไม่ควรจัดฟันเพราะ การมีเครื่องมือติดอยู่ที่ฟันทำให้แปรงฟันไม่สะดวก
หากรักษาความสะอาดไม่ดี ฟันก็จะผุ เหงือกก็จะอักเสบ
และทันทีที่ติดเครื่องมือที่ตัวฟัน
ฟันจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งไปทำให้การบดเคี้ยวจากเดิมที่ไม่มีปัญหา
ก็เกิดมีปัญหาขึ้นมาได้เช่นกัน

Article by Nan

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

บุหรี่กับสุขภาพช่องปาก

Monday, August 15th, 2011

ผลของการสูบบุหรี่อันตรายมีผลต่อสุขภาพมากมาย ควันบุหรี่ไม่ว่าผ่านไปที่ไหนที่นั้นมีผลกระทบหมด ด่านแรกคือ ในช่องปาก จะมีฟัน เหงือก ผนังแก้ม และเยื่อบุต่างๆ คนที่สูบบุหรี่จัดหรือสูบเป็นประจำอวัยวะเหล่านี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี

Article : พ.ต.ต.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี

 

แม้ว่า…จะมีการรณรงค์ในการงดสูบบุหรี่หลายๆ รูปแบบ เช่น กำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ มีคำเตือนถึงอันตรายของการสูบบุหรี่พร้อมรูปของผลเสียและโรคที่เกิดจากสูบบุหรี่อยู่ข้างซองอย่างชัดเจน แต่บุหรี่ก็ยังขายดี และดูเหมือนว่าผู้สูบจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งในช่องปากและโรคเหงือก

  • บุหรี่จะทำให้เหงือกเปลี่ยนเป็นสีคล้ำดำขึ้น บุหรี่ทำให้เนื้อเยื่อเหงือกไม่แข็งแรงโดยเฉพาะความสามารถการยึดเกาะคอฟันและกระดูกจะลดลง นำมาซึ่งอาการเหงือกร่น รากฟันจะถูกเปิดออกมา คนที่สูบบุหรี่จึงมักจะมีอาการเสียวฟันมากเมื่อฟันสัมผัสกับอาหารร้อนๆ หรือน้ำเย็นๆ จนหมดความสุขในการกินเลยทีเดียว
  • การที่รากฟันโผล่ ไม่ใช่แต่จะทำให้เสียวฟันเท่านั้น แต่มันยังทำให้รากฟันผุได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งยากต่อการซ่อมแซมแก้ไข เหมือนฟันผุที่ตัวฟันโดยทั่วไป
  • การสูบบุหรี่จะบั่นทอนและทำให้แผลหายช้าลง หากมีการถอนฟันหรือผ่าตัดในช่องปาก โดยเฉพาะผู้ที่จะทำการผ่าตัดใส่รากฟันเทียม คนที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงที่รากฟันเทียมจะหลุดได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ อีกอย่างที่คนสูบบุหรี่มักไม่ค่อยทราบคือ การสูบบุหรี่ทำให้มีกลิ่นปาก และก่อให้เกิดการเกาะของหินปูนง่ายขึ้น มีคราบสีดำติดที่ฟันและลิ้น

 

คนที่สูบบุหรี่มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปาก มีอาการหลายอย่างเมื่อเกิดขึ้นแล้วควรให้ความสำคัญอย่านิ่งนอนใจ และต้องรีบพบแพทย์

 

  • เป็นแผลในช่องปากนานๆ ปวดแสบปวดร้อนไม่หายสักที
  • บริเวณในช่องปากมีอาการปวด ตึงๆ มีอาการชาเป็นเวลานานๆ
  • มีแผลที่มีลักษณะเหี่ยวๆ ย่นๆ จากเนื้อเหงือก หรือเนื้อแก้มข้างๆ เช่น มีสีเทาแดงสด หรือมีขาวๆ เป็นปื้นๆ
  • อาการกลืนลำบาก เคี้ยวอาหารติดขัด พูดขยับขากรรไกร และลิ้นได้ยากขึ้น
  • ฟันเคลื่อนเปลี่ยนตำแหน่ง หรือบางทีมีความรู้สึกคล้ายฟันถูกเบียด

 

อาการเหล่านี้เหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องรีบตรวจรักษาทันที อย่ารอช้าเพราะมะเร็งในช่องปากในระยะเริ่มต้นยังมีความหวังในการรักษาให้หายได้

 
อย่างไรก็ตามเราทราบถึงพิษร้ายของบุหรี่แล้ว ไปที่ทางเลือกอื่นเลย คืออย่าเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเลิกได้เป็นดีที่สุด ดูแลอนามัยในช่องปากให้สะอาดปลอดมลพิษ อมน้ำยาบ้วนปากหลังแปรงฟันทุกครั้ง และตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำครับ

 

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

โปรดอ่านทางนี้..ถ้าคุณ และคนในบ้าน “ฟันผุ”

Wednesday, August 10th, 2011
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 สิงหาคม 2554

 สำหรับบางคนที่พบว่าฟันผุแล้วยังปล่อยทิ้งไว้จนเป็นรูลึกไปถึงโพรงประสาท พิจารณาข่าวนี้ให้ดี ๆ ครับ เพราะมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ฟันผุจนเป็นรูเข้าไปในโพรงฟัน หรือบางคนรุนแรงจนถึงขั้นเหงือกอักเสบมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยเฉพาะบ้านใครที่มีผู้สูงอายุ ยิ่งต้องให้ความใส่ใจกับเรื่องฟันเป็นพิเศษ
       
       
ในเรื่องนี้ นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ( แผนกผู้สูงอายุ ) กล่าวว่า เมื่อฟันผุจนถึงขั้นเหงือกอักเสบ เชื้อพี จินจิวาลิส ( P.Gingivalis ) ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเหงือกที่อักเสบ อาจสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัว เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่สะดวก หรืออาจทำให้เกิดการอักเสบที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายได้
       
       นพ.อิทธิชัย กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้จะแค่ฟันผุธรรมดา ก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายได้ เนื่องจาก เชื้อสเตร็ปโตค็อคไค ( Streptococci ) และแลคโตบาซิไล ( Lactobacilli ) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวหลักที่ก่อให้เกิดฟันผุ และจะอาศัยอยู่ตามเศษคราบอาหารที่ติดอยู่บนฟัน เชื้อเหล่านี้จะกินอาหารประเภทน้ำตาล เช่น กลูโคส ฟรุคโตส ซูโครส และแป้ง เมื่อกินแล้วจะขับถ่ายออกมาเป็นกรดแลคติกซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดลิ่มเลือดในกระแสเลือด และถ้าลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดหลักที่ไปเลี้ยงหัวใจ อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย
       
       นอกจากฟันผุจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายแล้ว ยังเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดสมองตีบหรือตันได้อีกด้วย เนื่องจากลิ่มเลือดอาจลอยไปตามกระแสเลือดไปอุดบริเวณใดก็ได้ ซึ่งถ้าไปอุดตันที่เส้นเลือดหลักที่ไปเลี้ยงสมองก็อาจก่อให้เกิดเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ได้ รวมไปถึงภาวะเสี่ยงต่อโรคลิ้นหัวใจรั่ว เพราะหากมีเชื้อสเตร็บโตคอคไคสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เชื้อดังกล่าวอาจเข้าสู่กระแสเลือดแล้วไปกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้นจนลิ้นหัวใจอักเสบ เมื่อลิ้นหัวใจอักเสบแล้วจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง
       
       ทั้งนี้ คุณหมอฟันแนะนำว่า หากฟันผุไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานจนเป็นรูลึกไปถึงโพรงประสาท แต่ควรไปพบทันตแพทย์เมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับฟัน และควรไปตรวจสุขภาพฟันปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันภาวะเสี่ยงดังกล่าว อย่างไรก็ดี การแปรงฟันให้ถูกวิธี และแปรงครั้งละ 2 นาทีขึ้นไปจะช่วยป้องกันฟันผุและเหงือกอักเสบได้ ถึงแม้จะพบว่าเริ่มเป็นโรคเหงือกอักเสบ แต่การแปรงฟันที่ถูกวิธีจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้

นอกจากการแปรงฟันเป็นประจำหลังมื้ออาหารแล้ว คุณหมอยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพฟันเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
       
       1. ควรเลือกแปรงที่หัวกลมมน และนิ่ม
       
       2. ควรเปลี่ยนแปรงสีฟัน 3 เดือน/1 ครั้ง เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย และหัวแปรงจะสึกไปตามการใช้งาน
       
       3. ควรเลือกยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์เพื่อช่วยป้องกันผิวเคลือบฟัน
       
       4. ควรใช้ไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้ง เนื่องจากไหมขัดฟันช่วยขจัดทั้งคราบอาหาร และคราบแบคทีเรียที่อยู่ระหว่างซอกฟันออกไปด้วย
       
       5. หลีกเลี่ยงการรับประทานขนมขบเคี้ยว ขนมเหนียว ๆ โดยเฉพาะที่มีน้ำตาล และพยายามลดปริมาณน้ำตาลที่ได้รับในแต่ละวัน
       
       6. รับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง เช่น บร็อคเคอรี่ ปลาซาร์ดีน นม งาดำ กะปิ เป็นต้น
       
       7. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ช่วยลดความเป็นกรดในช่องปากได้ดี
       
       8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล
       
       9. หลังการดื่มน้ำผลไม้ เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ควรบ้วนปากหลาย ๆ ครั้งทันที
       
       10. ไม่ควรแปรงฟันภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร นม หรือเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยว หรือเป็นกรด เช่น น้ำอัดลม ของดอง อาหารรสเปรี้ยว เป็นต้น เนื่องจากกรดทำให้สารเคลือบฟันอ่อนตัว การแปรงฟันจะทำให้สารเคลือบฟันบางลง
       
       รู้แบบนี้แล้ว ทีมงาน Life & Family ขอชวนทุกบ้านมาใส่ใจสุขภาพฟันกันให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงกันไปนาน ๆ นะครับ

ฝึกเคี้ยว…เรื่องใหญ่ของวัย 6-12 เดือน

Monday, August 8th, 2011

จากเมเนเจอร์ออนไลน์

ชวนเจ้าตัวเล็กมาสนุกกับการเคี้ยวแต่เด็ก

พอลูกเราโตได้ประมาณ 7 เดือน ฟันซี่แรกของเขาจะเริ่มขึ้น และนั่นก็เป็นสัญญาณว่าเขาจะเริ่มเคี้ยวอาหารได้แล้วนั่นเองค่ะ ถ้าเราฝึกให้ลูกกินอาหารอื่นๆ นอกจากนมบ้าง ก็จะเป็นการช่วยฝึกให้เขามีทักษะการเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้นด้วย พอลูกอายุครบ 1 ขวบไปแล้วเท่านั้นล่ะค่ะ เขาก็จะทานอาหารได้แบบผู้ใหญ่อย่างเราเลย แต่ก่อนจะเคี้ยวอาหารได้เก่งขนาดนั้น เด็กๆ มีปัญหาให้แม่อย่างเราปวดหัวเล็กน้อยค่ะ อย่างเช่น

 

    • ลูกไม่ยอมเคี้ยวข้าวเป็นเม็ดๆ

 

    • ชอบกินอาหารเหลวๆ

 

    • ถ้าถูกบังคับให้กินลูกก็มักจะบ้วนทิ้ง หรือไม่ก็อมไว้ไม่ยอมเคี้ยวไม่ยอมกลืน

 

    • ไม่กินอาหารแข็ง อาหารเป็นชิ้น

 

  • เด็กบางคน 2 ขวบไปแล้ว ยังกินแต่อาหารปั่นๆ เหลวๆ อยู่เลยค่ะ

ถ้า ลูกเรามีปัญหาแบบนี้ล่ะก็ แสดงว่าเขาอาจไม่ได้ถูกฝึกให้กินตามวัยมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง แต่ไม่เป็นไรค่ะ สอนช้าดีกว่าไม่สอนเขาเลยนะคะ

การเคี้ยว..สำคัญกับลูกแค่ไหน

จริงๆ แล้วต้องบอกว่าการเคี้ยวหงับๆ ที่ดูเหมือนง่ายกับเรา แต่อาจยากสำหรับลูกในตอนแรกๆ นั้น สำคัญกับการเจริญเติบโตของลูกเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะการเคี้ยวเป็นจุดเริ่มต้นของการย่อยอาหาร และการนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ถ้าลูกเราเคี้ยวไม่เป็น ก็เท่ากับว่า เขาจะไม่มีการเจริญเติบโตตามวัยที่ดี พออายุครบ 1 ขวบ นมที่เคยเป็นอาหารหลักของลูก ก็จะกลายเป็นอาหารเสริมไปโดยปริยาย ซึ่งก็แปลว่าอาหารหลักที่เข้ามาแทนที่นมก็จะเป็นอาหาร ที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ด้วยค่ะ

Do you know?

การเคี้ยวจะช่วยฝึกการเคลื่อนไหวของขากรรไกร เป็นการบริหารกล้ามเนื้อที่กระพุ้งแก้ม กล้าม เนื้อคอฝึกการใช้ลิ้นในการตวัด และดุนอาหาร ฯลฯ นอกจากฝึกบ่อยๆ จะทำให้เขาเคี้ยวได้ถูกต้องแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้กรามและฟันโตสมวัยด้วยค่ะ

หลัง 1 ขวบขึ้นไป เด็กจะเข้าสู่วัยแห่งการเรียนรู้ เขาจะไม่ชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ แต่จะดุ๊กดิ๊กเคลื่อนไหวไปมา และเริ่มไม่สนใจกินอาหารแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นเด็กวัยนี้เลยต้องให้ทานอาหารแข็งๆ เข้าไว้เพราะเขาจะได้อิ่มท้องนานขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะกินอาหารแข็งๆ เป็น ก็ต้องผ่านการฝึกการเคี้ยวอาหารแข็งและเหนียวให้ได้มากกว่าเดิมเสียก่อน เพราะถ้าเขายังเคี้ยวไม่เป็น เขาก็จะไม่อยากกินอะไร และอาจทำให้พัฒนาการเรียนรู้หยุดชะงักได้ค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกมีปัญหา เราก็ต้องฝึกให้ลูกเคี้ยวอาหารให้เป็นให้ได้นะคะ แต่ถ้าเจ้าตัวเล็กเลยหนึ่งขวบไปแล้ว แล้วยังไม่ได้ฝึก เราก็ต้องใจแข็งหัดให้เขาเคี้ยวให้ได้ ไม่ว่าเจ้าตัวเล็กจะดื้อแค่ไหน เราก็ต้องใจแข็งเข้าไว้นะคะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ดีกับตัวเขาเองนั่นล่ะค่ะ คุณแม่อย่างเราอาจลองเริ่มต้นด้วยการให้ลูกค่อยๆ กินอาหารแข็งขึ้น เขาจะได้ฝึกเคี้ยวบ้าง ถ้าลูกเป็นคนกินยากล่ะก็ อาจทำอาหารสีสันสดใสน่าทานเข้าไว้ หรือไม่ก็คุยไปกินไปเล่นไปก็ได้ เจ้าตัวเล็กของเราจะได้ไม่รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้กิน และถ้าลูกไม่ยอมเคี้ยวเราก็ลองเคี้ยวให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือชวนลูกพูด “หม่ำ หม่ำ” ก่อน กินอาหาร เขาจะได้รู้สึกว่าเคี้ยวอาหารสนุกยังไงเคี้ยวแล้วทำให้อาหารอร่อยขึ้นแค่ไหน อาจทำให้เขารู้สึกอยากเคี้ยวเพิ่มขึ้นบ้างค่ะ

และถ้าเป็นไปได้เราก็ต้องเลือกอาหารที่เหมาะกับวัยของลูกเราด้วยนะคะ อย่างตอน 4 เดือน ก็ให้เขาเริ่มกินอาหารเสริมได้บ้าง แต่อาจเป็นอาหารอ่อนๆ ก่อนนะคะ คือเริ่มจากบดให้ละเอียด แล้วค่อยๆ บดให้หยาบขึ้น เปลี่ยนเป็นสับละเอียด สับหยาบขึ้นตามพัฒนาการของลูกค่ะ พอลูกอายุ 8-9 เดือนแล้ว ลองสังเกตดูนะคะว่าลูกเราหยิบของเข้าปากบ้างรึเปล่า แล้วคุณแม่อย่างเราก็ลองเตรียมอาหารที่เป็นชิ้นๆ ให้หยิบกินง่ายๆ อย่าง ผักผลไม้หั่นเป็นแท่งๆ ขนมขาไก่แท่งใหญ่ๆ ฯลฯ ลูกเราจะได้หยิบกินและฝึกเคี้ยวได้มากขึ้นค่ะ

ที่มาข้อมูล : http://www2.enfababy.com