Entries for September, 2010

การดูดนมขวดกับผลเสียต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร

Monday, September 6th, 2010

เขียนบทความโดย ทพ.สมเกียรติ ดุจหนึ่งคุณากร

 เมื่อเร็วๆ นี้คุณหมอ ยุพยง  แห่งเชาวนิช ซึ่งท่านเป็นเลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่ แห่งประเทศไทย ได้ตั้งคำถามกับผมว่า  “การเลี้ยงทารกด้วยนมขวด จะส่งผลเสียอย่างไรต่อโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร”   จำได้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ในตำราจัดฟัน เมื่อครั้งพยายามสอบเข้าเรียนจัดฟัน เมื่อเกือบ 20 ปี มาแล้ว หลังจากจบทำงานเป็นหมอจัดฟันในเวลาต่อมา ผมได้สังเกตเห็นว่า คนไข้จัดฟันทั้งเด็กและวัยรุ่นเกือบทั้งหมด รวมทั้งคนไข้ผู้ใหญ่จำนวนมากมีพฤติกรรมของลิ้นผิดปกติคล้าย ๆ กัน โดยทุกคนจะดันลิ้นมาจุกอยู่หลังฟันหน้าทั้งบนและล่าง ขณะกำลังกลืนน้ำลายแทบทุกครั้ง พฤติกรรมเช่นนี้ของลิ้น เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการจัดฟัน เมื่อสอบถามจากพ่อแม่ของคนไข้จัดฟันเหล่านี้ คำตอบจะเหมือนๆ กันว่าลูกของเธอเติบโตมากับนมขวดแทบทุกคน ซึ่งตรงกับสิ่งที่เคยอ่านพบในตำราจัดฟันหลายๆ เล่ม
 Graber( 1 )  ครูคนสำคัญของหมอจัดฟัน ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อแรกเกิด   ริมฝีปากของทารกเป็นอวัยวะรับความรู้สึก ที่มีพัฒนาการค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ทารกสามารถ ดูดนมแม่ได้เอง โดยไม่ต้องสอน ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงทารกด้วยนมขวด คือ ทารกจำเป็นต้องได้รับอาหาร 2 อย่าง เพื่อให้มีพัฒนาการต่อไป อาหารอย่างแรก อาหารกาย คือน้ำนม ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำหรับทารก  อาหารอย่างที่สองคือ อาหารใจ  ทารกยังบอกเราไม่ได้ว่า   ทั้ง 2 สิ่งนี้ สำคัญกับเขาแค่ไหน อย่างไหนที่สำคัญกว่ากัน  ขณะที่ทารกดูดนมแม่ จากเต้านมของแม่ในอ้อมอกของแม่ ทารกย่อมซึมซับความรัก ความทะนุถนอมและไออุ่น ผ่านทางริมฝีปาก และอิ่มท้องในขณะเดียวกัน แต่ทารกที่ดูดนมขวดจนอิ่มท้อง จะได้รับความอิ่มเอมใจไม่เท่าเทียม คุณแม่บางคนไม่เข้าใจเรื่องนี้  ถึงขนาดช่วยบีบขวดนมเพื่อให้ลูกน้อย อิ่มไวๆ  เมื่อทารกได้รับความสุขจากริมฝีปากไม่เพียงพอ จึงดูดนิ้วเพื่อทดแทนความสุขที่ขาดหายไป ขณะเดียวกัน พัฒนาการของลิ้น กระพุ้งแก้มและริมฝีปากในทารกทั้งสองกลุ่มนี้จะแตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะการดูดนมแม่ แท้จริงแล้วทารกไม่ต้องออกแรงดูดแต่อย่างไร ทารกเพียงใช้ริมฝีปากเม้มเบา ๆ ที่หัวนมแม่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ในเต้านมแม่จะบีบน้ำนมป้อนให้กับลิ้นที่ห่อตัวรองรับน้ำนมไหลสู่ท้องลูกน้อยในที่สุด ผิดกับทารกที่ดูดนมขวด เธอต้องใช้แรงดูดของทั้งริมฝีปากและกระพุ้งแก้ม การทำงานของลิ้น ริมฝีปาก และกระพุ้งแก้ม จึงแตกต่างกันในทารกทั้งสองกลุ่มนี้  เมื่อทารกอายุได้ 1 ขวบถึงขวบครึ่ง ฟันกรามน้ำนมเริ่มขึ้น และเริ่มหย่านมแล้ว พัฒนาการในช่วงนี้ ทารกไม่จำเป็นต้องดุนลิ้นมารองรับน้ำนมแม่แล้ว แต่จะเริ่มเปลี่ยนวิธีการกลืนไปเป็นแบบผู้ใหญ่ ซึ่งขณะกลืนลิ้นจะไม่ดุนมาข้างหน้าและริมฝีปาก จะปิดสนิทได้โดยไม่ต้องเม้มเข้าหากัน แต่เด็กที่เคยดูดนิ้ว จนเป็นนิสัยทดแทนความสุขจากการดูดนมแม่ จะยังคงมีพฤติกรรมการกลืนแบบทารกต่อไปอีกนาน บางคนติดนิสัยกลืนแบบทารกน้อยจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พัฒนาการในส่วนนี้ ของเด็กสองกลุ่มจึงแตกต่างกันชัดเจน มีงานวิจัยหลายชิ้นรองรับข้อสังเกตนี้
 Proffit (2)ได้กล่าวถึงงานวิจัยที่พบว่าเด็กในสังคมดั้งเดิมที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่จนค่อนข้างโต ไม่ค่อยพบการติดนิสัยดูดนิ้วหรือสิ่งของอื่น ๆ ดังนั้น เมื่อนมขวดชักนำให้เด็กติดนิสัยดูดนิ้ว เด็กเหล่านี้จะพัฒนานิสัยผิด ๆ ต่อไปอีกขั้น ด้วยการดุนลิ้น(Tongue thrust) มาแตะหลังริมฝีปากบนและล่างแทนนิ้ว  ในเวลาที่ไม่มีนิ้วอยู่ในปาก เมื่อเวลาผ่านไปฟันหน้าบนและล่างจึงงอกมาสบกันไม่สนิท เพราะมีนิ้ว หรือลิ้นขวางอยู่เป็นประจำ เมื่อให้เด็กเหล่านี้ กัดฟันเข้าหากัน จึงเห็นรอยโหว่ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ระหว่างฟันหน้าบน และล่าง (Open bite) เด็กบางคน จะพบมีฟันหน้าบนยื่นล้ำหน้าฟันหน้าล่าง (ฟันเหยิน)จากแรงงัดของนิ้วที่ดูดเล่นเป็นประจำ หากนิสัยที่ผิดปกติเหล่านี้ไม่ถูกแก้ไขให้ถูกต้อง พัฒนาการของเด็กทั้งสองกลุ่มนี้จะยิ่งแตกต่างกันออกไปทุกที ขณะที่เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่มีการกลืนที่ถูกวิธี    จนสามารถกลืนแบบผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบในที่สุด แต่เด็กที่ชอบดูดนิ้วจากการเลี้ยงด้วยนมขวด แล้วเกิดการพัฒนาไปในทางที่ผิดยิ่งขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง แรงจากกล้ามเนื้อมัดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมากกว่า จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการสบของฟันทั้งปากแล้วซ้ำเติมให้เกิดความผิดปกติ อย่างร้ายแรง จนคนไข้จะไม่สามารถสบฟันได้เลยถ้าไม่เยื้องคางไปข้างใดข้างหนึ่ง  เมื่อฟันเลือกที่จะสบกันได้ในท่าที่คางเบี้ยวไป จะส่งผลให้กระดูกขากรรไกรเจริญเติบโตแบบผิดรูป และส่งผลให้รูปหน้าของคนไข้เบี้ยวไป อย่างเห็นได้ชัด ถึงจุดนี้แล้ว การแก้ไขโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกที่ผิดรูปจะยุ่งยากและสิ้นเปลืองอย่างมาก แต่หากปล่อยไว้ไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ระบบการบดเคี้ยวทั้งหมดจะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วและปัญหาอื่น ๆ จะตามมาอีกมาก ไม่มีคุณแม่คนใดอยากเห็นลูกน้อยของเธอ ต้องประสบกับชะตากรรมแบบนี้ เราจะเห็นได้ว่าพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งคล้ายกับการล้มของ Domino ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ เมื่อ Domino แห่งความหายนะตัวแรกถูกผลักให้ล้มลง หากไม่หาทางหยุดยั้ง Domino ตัวอื่น ๆ ในที่สุด Domino แห่งความหายนะตัวสุดท้ายก็จะล้มลง ทางที่ดีเราสามารถเลือกที่จะไม่ผลักให้ Domino แห่งความหายนะตัวแรกล้มลงได้ โดยเลี้ยงทารกด้วยความรักและเสียสละทั้งหมดที่เรามี ทารกน้อยควรได้กินนมแม่อย่างเพียงพอ หากพลาดไปแล้ว จนทารกมีนิสัยดูดนิ้ว เกิดขึ้นโดยเฉพาะหลัง 3 ขวบครึ่งไปแล้วยังไม่เลิกนิสัยดังกล่าว คุณแม่ หมอเด็ก อาจรวมถึงหมอจัดฟัน คงต้องร่วมมือกันหาวิธียับยั้งไม่ให้ Domino ตัวต่อๆ ไปล้มก่อนที่ Domino ตัวสุดท้ายจะล้มลงในที่สุด

  1 ) Graber T.M. : Orthodontics Principles and Practice. 3rd Ed. Philadelphia, W.B. Saunders Company, 1972

  2) William R. Proffit : (contemporary Orthodontics. 2nd Ed. St.Louis, Mosby Year Book, Inc., 1993.