Entries for October, 2009

นิสัยทีมีผลต่อตัวฟัน

Thursday, October 29th, 2009

คัดลอกข้อมูลจากงานจุฬาฯวิชาการ 48
โดย คณะทันตแพทยศาสตร์
จัดแสดงที่ ศาลาพระเกี้ยว
ท่านสามารถอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ http://www.pharm.chula.ac.th/physiopharm/2548_sem2/group13-1.html

นิสัยที่เกี่ยวกับช่องปากที่ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวฟัน กระดูกขากรรไกร และใบหน้าที่พบได้บ่อยในวัยเด็กเล็ก ได้แก่ การดูดนิ้ว

การดูดนิ้วนับเป็นพฤติกรรมปกติในเด็กทารก ที่ใช้ปากเพื่อดูดนม และทำความรู้จักกับสิ่งใหม่ ๆ รอบตัว โดยทั่วไปเมื่อเด็กโตขึ้นจะค่อย ๆ เลิกดูดนิ้วไปเอง

ในกรณีที่เด็กยังคงมีนิสัยดูดนิ้วหรือจุกนมปลอมหลังอายุ 3-4 ปี จัดเป็นความผิดปกติที่ควรแก้ไข เพราะการดูดนิ้วบ่อย ๆ และนาน ๆ อาจทำให้เกิดฟันหน้าสบเปิด (ฟันหน้าบนและล่างไม่สบกัน) ฟันยื่น หรือ ฟันหลังสบผิดปกติได้

กลไกของแรงที่ส่งผลถึงฟันในขณะดูดนิ้ว
1. แรงของนิ้วที่อยู่ในปากด้านที่ติดกับฟันบนจะดันฟันบนให้ขยับตัวออกมาทางด้านหน้า และแหงนตัวสูงขึ้น มีผลทำให้ฟันหน้ายื่น

2. แรงของนิ้วที่อยู่ในปากด้านที่ติดกับฟันหน้าล่าง จะกดฟันหน้าล่างให้จมลงและถูกผลักให้เอียงเข้าไปทางด้านลิ้น มีผลให้ฟันหน้าล่างหลุบเข้ามาด้านในและซ้อนเก

3. การอมนิ้วทำให้ต้องอ้าปากมากกว่าปกติ เมื่อฟันหลังบนและล่างอยู่ห่างจากกันนาน ๆ อาจทำให้เดการยาวของฟันหลังเข้าหากัน มีผลให้ฟันหน้าบนและล่างกัดกันได้น้อยกว่าปกติ

นอกจากนี้ แรงกดจากกล้ามเนื้อข้างแก้มในขณะดูดนิ้ว ยังอาจมีผลต่อตำแหน่งของฟันกรามบน โดยฟันกรามบนจะถูกบีบเข้าหากัน ทำให้ขากรรไกรบนแคบ และ มีการสบคร่อมของฟันหลังผิดปกติ

• ผลเสียของการดูดนิ้ว

- ฟันหน้ายื่น

- ฟันหน้าสบเปิด

- มีลิ้นออกมาแทรกขณะกลืน
เมื่อฟันหน้าสบเปิด (ฟันหน้าบนและล่างไม่ชนกัน) จะทำให้ขาดเครื่องช่วยกันลิ้นทั้งในเวลาปกติและในขณะกลืน เด็กจึงมักยื่นลิ้นออกมาแทรก ระหว่างฟันบนและฟันล่าง ซึ่งมีผลให้ฟันหน้าสบเปิดมากขึ้น

• ลักษณะและความรุนแรงของความผิดปกติขึ้นอยู่กับ

- ระยะเวลา เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด กล่าวคืน ยิ่งดูดนาน จะยิ่งมีความผิดปกติมาก

- แรงที่ใช้ในการดูด

- ตำแหน่งการวางนิ้ว มีผลต่อทิศทางของแรงซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติของฟันได้ต่าง ๆ กัน

การกัดเล็บ
เด็กที่ใช้ฟันหน้ากัดเล็บ หรือวัตถุอื่นบ่อย ๆ นอกจากจะเป็นการเปิดช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่ายแล้ว ยังอาจทำให้เกิดความผิดปกติของตำแหน่งฟัน ฟันสึก หรือ เหงือกร่น ได้

เด็กบางคนอาจชอบกัดหรือดูดริมฝีปากล่างเล่นบ่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว ทำให้ฟันหน้าได้รับแรงเพิ่มขึ้นจนอาจมีตำแหน่งผิดปกติได้ เช่น ฟันหน้าบนยื่น ฟันหน้าล่างล้มเข้าด้านในและซ้อนเก เป็นต้น

การกลืนผิดปกติ

หมายถึง ลักษณะการใช้ลิ้นยื่นออกมาดุนฟันหน้าขณะกลืนน้ำลาย พบได้บ่อย ในเด็กที่ดูดนิ้ว จุกนมปลอม หรือดูดขวดนมนาน ๆ การที่ลิ้นแทรกอยู่ระหว่างฟันหน้าจนเป็นนิสัยอาจทำให้ฟันหน้าห่าง หรือ ฟันยื่น หรือ ฟันหน้าสบเปิดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลิ้นในขณะกลืนว่าจะทำให้แรงที่มากกว่ากกว่าปกติเกิดกับฟันบริเวณใด

คำแนะนำ

ความผิดปกติของฟันน้ำนมที่เกิดจากลักษณะนิสัย จะไม่มีผลต่อฟันแท้ ถ้าสามารถเลิกนิสัยนั้นได้ก่อนที่ฟันแท้จะขึ้น ดังนั้น หากพบนิสัยผิดปกติเหล่านี้ในเด็กเล็กควรพยายามดำเนินการแก้ไขเป็นลำดับ ดังนี้

1. เบี่ยงเบนความสนใจ โดยให้เด็กมีกิจกรรมอื่นทดแทน เช่น การวาดภาพ การต่อรูป หรือการร้องเพลง หากเด็กดูดนิ้วหรือจุกนมในช่วงเวลากลางคืน เมื่อหลับแล้วให้ค่อย ๆ ดึงมือ หรือจุกนมออกทุกครั้ง

2. อธิบาย ให้เด็กเข้าใจว่า นิสัยเกี่ยวกับช่องปากอาจทำให้เกิดผลเสียอย่างไรได้บ้าง ในกรณีที่เด็กโตที่จะรับฟังเหตุผล พยายามพูดคุยกับเด็กวัยต่าง ๆ ด้วยคำง่าย ๆ หลีกเลี่ยงการลงโทษ หรือดุว่าอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดความกดดันต่อเด็ก โดยทั่วไปเด็กที่โตพอ จะเข้าใจเหตุผลและเต็มใจที่จะเลิกนิสัยนั้น ถ้ามีการชักจูงที่ดี ไม่ควรบังคับเด็ก แต่ควรใช้วิธีพูดคุยเพื่อจูงใจมากกว่า

3. ใช้เครื่องเตือนใจ เพื่อป้องกันการเผลอในเด็กที่เต็มใจให้ความร่วมมือ เช่น ใช้พลาสเตอร์พันหลวม ๆ ที่นิ้ว เมื่อเด็กเอานิ้วเข้าปากจะรู้สึกต่างจากเดิม ช่วยเตือนใจให้เด็กรู้ตัวว่าจะไม่ทำพฤติกรรมอย่างนั้นอีก

4.ให้กำลังใจแก่เด็กเมื่อเด็กลด หรือเลิกนิสัยได้ (อาจเป็นคำชมเชย หรือ ให้รางวัล เป็นต้น)

5. ปรึกษาทันตแพทย์ หากเด็กยังสามารถเลิกนิสัยได้เอง ทันตแพทย์อาจใช้เครื่องมือจัดฟันบางชนิดใส่ให้เด็กเพื่อให้เด็กเตือนใจ และขัดขวางไม่ให้มีพฤติกรรมนั้นโดยง่าย

ฟันลูกสวย แม่ช่วยได้

Thursday, October 22nd, 2009

คอลัมน์ คุยกับหมอฟันมหิดล

โดย : ผศ.ภัทราวดี ลีลาทวีวุฒิ ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หนึ่งในความใส่ใจที่คุณแม่มีต่อลูกคือเรื่องของ “สุขภาพฟัน” แต่ทำไมเด็กหลายคนจึงมีฟันไม่สวย ก่อนจะนึกถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุให้ฟันของลูกไม่สวย คุณแม่ต้องไม่ลืมถามตัวเองก่อน เพราะแม่คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพฟันของลูกเป็นอย่างยิ่ง

ลูกฟันดี สร้างได้ในครรภ์แม่ ทราบหรือไม่ว่าฟันน้ำนมของลูกเริ่มสร้างตั้งแต่อายุครรภ์ 6 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ เติบโตและเริ่มมีแร่ธาตุมาพอกพูนเมื่ออายุครรภ์ได้ 4 เดือน ไล่เรียงไปแต่ละซี่ แม้ครบอายุครรภ์ การสร้างก็ยังคงดำเนินต่อไปตลอดวัยทารกจนได้เคลือบฟันน้ำนมที่เสร็จสมบูรณ์

โดยคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกมีสุขภาพฟันที่ดีได้ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้างให้กระบวนการสร้างฟันเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ อันได้แก่ อาหารหลัก 5 หมู่ โดยต้องไม่ลืม นม ไข่ ผักสด และผลไม้ ซึ่งให้สารอาหารจำพวกโฟเลต แคลเซียม สังกะสี และไวตามินต่างๆ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะสุขภาพของแม่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกและอาจส่งผลถึงการสร้างฟันอีกด้วย

การใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ควรรับประทานยาในความดูแลของแพทย์เท่านั้น และต้องระวังยาในกลุ่มเตตร้าไซคลีน ซึ่งมีผลทำให้ฟันของลูกมีสีด่างดำได้ อีกทั้งยาบางชนิดยังมีอันตรายต่อการสร้างอวัยวะของลูกในครรภ์

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ ควรหมั่นดูแลสุขภาพช่องปาก เพราะระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง มักจะทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบง่ายกว่าปกติ นอกจากนั้น การอาเจียน การรับประทานบ่อยขึ้น ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคฟันผุและฟันกร่อนมากขึ้นด้วย คุณแม่จึงควรรักษาอนามัยช่องปาก และบ้วนน้ำมากๆ ทุกครั้งหลังอาเจียน

การรักษาโรคฟันผุในคุณแม่ตั้งครรภ์ และการใช้ ฟลูออไรด์ชนิดบ้วนปาก หรือเคลือบด้วยเจลโดยทันตแพทย์ ส่งผลดีต่อลูก เพราะช่วยลดโอกาสที่ลูกจะรับถ่ายทอดเชื้อก่อโรคฟันผุจากแม่ ในขณะที่การละเลยไม่ไปรับ การรักษาโรคในช่องปาก ส่งผลเสียแก่ลูกน้อยในครรภ์หลายประการ

ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถรับการรักษาทางทันตกรรมได้อย่างปลอดภัย และควรพบทันตแพทย์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ เพื่อตรวจรักษา และป้องกันโรค อาจเพียงรับการขูดหินปูนและขัดฟัน เพื่อป้องกันโรคเหงือกอักเสบ และติดตามต่ออีกครั้งในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ แต่หากต้องมีการรักษาอื่นๆ หรือการรักษาที่ยุ่งยาก ทันตแพทย์จะวางแผนทำการรักษาในช่วงที่ครรภ์แข็งแรง และคุณแม่นั่งหรือนอนทำฟันได้สบายขึ้น คือช่วงอายุครรภ์ 4-6 เดือน

สิ่งที่คุณแม่ควรระมัดระวังอีกประการหนึ่งคือ ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยง หรือระมัดระวังยิ่งขึ้นในการถ่ายภาพรังสี (เอกซเรย์) หรือการใช้ยาบางชนิด เนื่องจากมีรายงานว่าโรคปริทันต์ในแม่ที่ตั้งครรภ์ สัมพันธ์กับการคลอดก่อนกำหนด และการมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยของทารก

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นมีประโยชน์สูงสุด เพราะคุณค่าสารอาหารและภูมิคุ้มกันในนมแม่ ทำให้เด็กแข็งแรง เมื่อลูกเริ่มมีฟันขึ้น (อายุประมาณ 6 เดือน) โดยปฏิบัติตามวิธีการ ดังนี้

1. ให้นมเป็นเวลา ตามมื้อ

2. ป้อนน้ำสะอาด 1-2 ช้อนชาหลังจากให้นมลูกทุกครั้ง

3. อย่าให้ลูกดูดนมจนหลับคาปาก ไม่ได้เช็ดหรือแปรงฟัน

4. หลีกเลี่ยงการใช้ขวดนม

5. ทำความสะอาดฟันทุกวัน เช้า เย็น หากจำเป็นต้องใช้นมผสม

6. ไม่ควรใช้นมรสหวาน หรือเติมน้ำผึ้ง น้ำตาลในนม

7. ไม่ใส่น้ำผลไม้หรือน้ำหวานอื่นใดในขวดนม

8. ฝึกลูกให้ใช้แก้ว หรือหลอดตามพัฒนาการ เพื่อเลิกใช้ขวดนมเมื่ออายุประมาณ 18 เดือน

9. ให้น้ำตามทุกครั้ง

ปฏิบัติได้ตามนี้ รับรองว่าฟันลูกสวยได้เพราะคุณแม่ช่วยจริงๆ ค่ะ (หน้าพิเศษ Hospital Healthcare)

คัดลอกจาก http://article.zubzip.com/?article-%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2-%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89–5537

โรคฟันผุ

Thursday, October 15th, 2009

การเกิดโรคฟันผุ มาจากปัจจัย 4 ประการ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ แผ่นคราบจุลินทรีย์ อาหารประเภทแป้งน้ำตาล ตัวฟัน และเวลา โดยแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติในช่องปากจะทำปฏิกิริยากับคราบ (Plaque) ที่ติดค้างอยู่ตามซอกฟัน และผิวเคลือบฟัน ซึ่งเราขจัดออกไปได้ไม่หมด เกิดเป็นกรดขึ้น ซึ่งกรดสามารถทำลายผิวเคลือบฟัน ก่อให้เกิดโรคฟันผุขึ้นได้หาก pH ในปากมีค่าต่ำกว่า 5.5 บ่อย ๆ และเป็นเวลานาน

อาการ
การผุของฟัน จะเริ่มขึ้นที่ชั้นผิวเคลือบฟันก่อน โดยจะเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ หรือเป็นเส้นดำตามร่องฟันด้านบดเคี้ยว หรือเนื้อฟันมีสีขาวขุ่นผิดปกติ ระยะนี้มักไม่พบอาการเสียวฟันหรือปวดฟันแต่อย่างใด ซึ่งการทำความสะอาดฟันที่ดี สามารถชลอการลุกลามของโรคฟันผุได้ แต่หากเราปล่อยไว้ไม่ดูแล ฟันผุลุกลามไปถึงขั้นเนื้อฟัน จะมีอาการเสียวฟันเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเมื่อกระทบของเย็น บางครั้งอาจมีอาการปวดได้ แต่หากเรายังปล่อยทิ้งไว้จนฟันผุลุกลามไปถึงขั้นโพรงประสาทฟัน ซึ่งมีเส้นเลือดและเส้นประสาท จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น อาจถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี แม้ได้รับยาแก้ปวด บางครั้งก็อาจไม่ทุเลาอาการปวดได้ แลถ้าผุลุกลามมากอาจทำให้รากฟันอักเสบและเป็นหนอง เงือกบวม หรือแก้มบวมได้ ซึ่งระยะนี้ไม่สามารถอุดฟันด้วยวิธีปกติทั่วไปได้ ต้องรักษาครองรากฟัน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลารักษานาน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย บางครั้งอาจต้องสูยเสียฟัน เนื่องจากผุลุกลามมาก ไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบด้านการบดเคี้ยวจะมีประสิทธิภาพลดลง และต้องใช้ฟันเทียม ซึ่งมีค้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

การป้องกัน
โรคฟันผุ เป็นดรคที่ไม่สามารถรักษาและป้องกันได้โดยวิธีการกินยา เมื่อมีฟันผุก็ต้องรักษาด้วยการอุดฟัน หรือถอนฟันเท่านั้น ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุเรามีวิธีปฏิบัติได้ด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ ดังนี้

1. รักษาสุขภาพอนามัยช่องปากให้สะอาดด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน ควรแหรงฟันหลังรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง หรือถ้าทำได้ไม่สะดวก ก็ใช้วิธีบ้วนน้ำแรง ๆ หลาย ๆ ครั้ง

2. รับประทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์ต่อฟัน เช่น อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารที่ส่งเสริมให้ฟันผุได้ง่าย

3. ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุก ๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง

4. ใช้ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ และทำให้ฟันแข็งแรง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ร่วมกับการรับประทานยาน้ำ/ยาเม็ดฟลูออไรด์ (ในเด็ก) การอมน้ำยาฟลูออไรด์ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

โดย ทพญ.โฉมไฉไล เอกจิตต์
งานทันตกรรม โรงพยาบาลศิริราช
ได้รับข้อมูลจาก http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=99