Entries for August, 2009

การเคลือบฟัน

Thursday, August 20th, 2009

คัดลอก จากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2541
ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

วิธีการป้องกันฟันผุที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดก็คือ การแปรงฟันให้สะอาด ปราศจากคราบอาหาร ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฟันผุดังคำที่ว่า รักฟันให้หมั่นแปรงนั่นเอง

การแปรงฟันไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องรู้หลักการที่ถูกต้อง และฝึกความชำนาญจึงจะสามารถแปรงฟันได้สะอาดพอ

การเกิดฟันผุมักจะเกิดขึ้นบริเวณผิวฟันที่ไม่เรียบ เช่นบริเวณที่เป็นหลุม หรือร่องฟัน เนื่องจากร่องฟันนี้มักจะแคบจนขนแปรงสีฟันไม่สามารถแทรกเข้าไปทำความสะอาดได้ ฉะนั้นเมื่อมีเศษอาหารตกค้างอยู่ก็จะทำให้ฟันซี่นั้นผุได้

เด็กในช่วงระหว่าง 3-7 ปี จะเป็นระยะที่ฟันน้ำนมขึ้นทั้ง 20 ซี่ และเริ่มมีฟันกรามถาวร ขึ้นมาในช่องปากแล้ว แต่เป็นช่วงอายุที่เด็กยังไม่สามารถใช้มือทำอะไรได้คล่องแคล่ว จึงมักจะแปรงฟันได้ไม่สะอาดพอ อีกทั้งฟันน้ำนมหรือฟันถาวรที่เพิ่งขึ้น นั้นมักจะมีหลุม หรือร่องฟันค่อนข้างลึก จึงเกิดฟันผุได้ง่าย จนทำให้ต้องสูญเสียฟันนั้นไปก่อนเวลา อันสมควร ฉะนั้นเพื่อช่วยป้องกันฟันผุ ทันตแพทย์จึงใช้วิธีการเคลือบฟันที่เรียกว่า ซีลแลนท์ (Sealant) ซึ่งมักจะทำบนด้านบดเคี้ยวของฟันกราม ทั้งฟันน้ำนมและฟันกรามถาวร

สารซีลแลนท์มีลักษณะเป็นของเหลว เมื่อนำมาทาเคลือบฟันแล้วจะแข็งตัวได้เอง โดยขบวนการทางเคมี หรืออาจเป็นชนิดที่แข็งตัวโดยการถูกฉายแสงสีฟ้า ในปัจจุบันสารเคลือบฟันนี้มีใช้อยู่ 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดพลาสติกเรซิน และชนิดแก้วไอโอโนเมอร์ มีให้เลือกใช้ตามความพอใจของทันตแพทย์แต่ละคน คือมีทั้งชนิดสีขาวขุ่น และชนิดใส ซึ่งชนิดมีสีขาวขุ่น จะทึบแสงแลดูไม่ค่อยสวย และจะบังไม่ให้เห็นรอยผุใต้สารซีลแลนท์ที่อาจเกิดได้หลังจากใช้งานไประยะหนึ่ง ส่วนชนิดใส จะแลดูสวยงามกว่า แต่จะมองเห็นขอบเขตไม่ชัดเจน ยากที่จะตรวจสอบ หากทามากหรือหนาเกินไป

ก่อนทำการเคลือบฟัน ทันตแพทย์จะตรวจให้แน่ใจว่าฟันซี่นั้นไม่ผุอยู่ก่อนแล้ว จึงขัดฟันให้สะอาดด้วยผงขัดฟัน หลังจากล้างแล้วเป่าให้แห้ง แล้วจึงทากรด สำหรับกัดผิวฟัน ทิ้งไว้สักครู่ล้างออก จากนั้นใช้พู่กันทาสารซีลแลนท์ตรงบริเวณที่ต้องการ ให้วัสดุแข็งตัว ติดแน่นกับผิวฟัน

สารเคลือบหลุมและร่องฟันนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี แต่อาจสึกกร่อนหรือหลุด ออกไปก่อนเนื่องจากการเคี้ยว จึงควรให้ทันตแพทย์ตรวจเป็นระยะอย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุก 6 เดือน ถ้าพบว่าชำรุดไปก็สามารถทำใหม่ได้ หรือถ้าเกิดฟันผุขึ้นก็ต้องอุดฟัน ด้วยวัสดุอุดฟัน ที่เหมาะสมต่อไป

อย่างไรก็ตามการเคลือบฟันนี้ ก็ยังไม่สามารถป้องกันฟันผุได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จำเป็นที่เราจะต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี รับประทานอาหารที่ช่วยในการทำความสะอาดฟัน เช่น ฝรั่ง หรือสับปะรด เป็นต้น เพื่อให้ปลอดจากโรคฟันผุได้นอกจากการเคลือบฟันเพื่อป้องกันฟันผุแล้ว การเคลือบฟันยังช่วยในการป้องกันอาการเสียวฟันได้อีกด้วย

การแปรงฟันที่ผิดวิธี เช่น การใช้แปรงสีฟันทีแข็ง หรือแปรงฟันแรงเกินไป การแปรงไปมาตามแนวขอบเหงือก ก็จะทำให้เหงือกร่น ฟันสึกบริเวณใกล้ขอบเหงือก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดอาการเสียวฟันขึ้นมาได้ เนื่องจากโดยปกติผิวฟันชั้นนอกจะปิดทับเนื้อฟันชั้นเดนทีนเอาไว้ เมื่อหายไปเนื้อฟันซึ่งไวต่อความรู้สึกจะถูกเปิดออก เมื่อสัมผัสกับน้ำลาย อาหารเปรี้ยว หรือหวานจัดก็เกิดเสียวฟันขึ้นมาได้ โดยปกติทันตแพทย์จะแนะนำให้ลดอาการเสียวฟันโดยการใช้ยาสีฟันเฉพาะที่มี ตัวยาลดการเสียวฟัน โดยต้องแปรงฟันให้สะอาดเพื่อตัวยาจะได้สัมผัสกับฟัน และออกฤทธิได้เต็มที่ ซึ่งต้องใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์

ถ้าฟันที่มีอาการเสียวนั้นมีการสึกเป็นร่องลึกด้วย ก็จะต้องอุดฟันบริเวณนั้นเสียก่อน แต่ในบางครั้งผู้ป่วยมีอาการเสียวฟันมากทันตแพทย์จำเป็นต้องบรรเทาอาการให้ก่อน โดยทายาเคลือบฟันให้ ยาเคลือบฟันนี้มีส่วนผสมของสารคลอเฮกซิดีน และสารอื่น นอกจากจะช่วยลดการเสียวฟันได้แล้วยังมีฤทธิในการยับยั้งการเจริญของเชื้อในช่องปาก ป้องกันการเกิดคราบอาหารเกาะติดฟันได้อีกด้วย

วิธีการเคลือบฟันในกรณีนี้ทำได้ง่าย โดยทันตแพทย์จะทายาที่ผิวฟัน ที่ได้ขัดทำความสะอาด ดีแล้ว หลังจากนั้นปล่อยให้แห้ง ประมาณ 15-30 วินาที แต่การทาเคลือบเพื่อลดอาการ เสียวฟันนี้จะได้ผลในระยะไม่นานนักเนื่องจากหลุดง่าย จำเป็นต้องทำซ้ำในกรณีที่ยังไม่ดีขึ้น จึงควรแก้ปัญหาด้วยการดูแลสุขภาพฟันให้ถูกต้องโดยการแปรงฟันให้สะอาด ถูกวิธี และใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เป็นประจำก็จะช่วยให้เรามีฟันและเหงือกที่แข็งแรง ไม่มีการเสียวฟัน และห่างไกลจากโรคฟันผุได้แน่นอน

ทญ.ฉวีวรรณ ภักดีธนากุล

การสบฟันผิดปกติ

Wednesday, August 19th, 2009

การสบฟันผิดปกติสามารถแบ่งได้ตามลักษณะดังต่อไปนี้

1. ฟันห่าง เกิดจาก 2 สาเหตุ คือ
1) การเจริญเติบโตตามธรรมชาติ
2) พันธุกรรม

2. ฟันซ้อนเก เกิดจากขนาดของฟันไม่ได้สัดส่วนกับขากรรไกร

3. การสบฟันผิดปกติในแนวดิ่ง ได้แก่ ฟันสบลึก หรือฟันไม่สบกัน มักพบร่วมกับความผิดปกติอื่นๆเช่น ฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันยื่น เกิดจาก

1) การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ
2) ขนาดของขากรรไกรบนล่างไม่สัมพันธ์กัน
3) ตำแหน่งของลิ้นผิดปกติ
4) ฟันบางซี่ขาดหายไปทำให้ขากรรไกรเจริญเติบโตได้น้อยกว่าปกติ
5) การเจริญเติบโตของใบหน้าและกระโหลกศีรษะในแนวดิ่งน้อยกว่าปกติ
4. ครอสไบส์ คือ การสบฟันผิดปกติที่เกิดขึ้นเนื่องจากฟันซี่ใดซี่หนึ่งหรือ
หลายซี่มีตำแหน่งค่อนไปทางริมฝีปาก หรือด้านใกล้ลิ้นของฟันคู่สบที่อยู่ตรงข้าม

สาเหตุที่ทำให้เกิด ครอสไบท์
1. การสูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนกำหนด
2. ฟันน้ำนมหลุดช้ากว่ากำหนด
3. ฟันหน้าถาวรบางซี่ขาดหายไปแต่กำเนิด
4. มีพยาธิสภาพบริเวณขากรรไกรส่วนหน้า
5. ความผิดปกติแต่กำเนิด
6. โรคบางชนิด
7. พันธุกรรม
8. การดูดนิ้วติดต่อกันเป็นเวลานาน
9. ลิ้นมีขนาดใหญ่และต่ำกว่าปกติ
10.ยอดของฟันเขี้ยวหรือฟันกรามน้ำนมบางซี่สูงกว่าระดับปกติ

ฟันคุดเจ้าปัญหา

Tuesday, August 11th, 2009

ที่มา ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
คัดลอก จากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ]
ฟันคุด คือ อะไร

คำว่า “คุด” เป็นคำกริยา มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า งอก งอ อยู่ในกระดูกไม่โผล่ออกมาตามปกติ เช่น หนวดคุด รากคุด

โดยธรรมชาติ ขากรรไกรจะมีขนาดพอเหมาะสำหรับฟัน 28 ซี่ แต่คนเรามีการสร้างฟันทั้งสิ้นจำนวน 32 ซี่ ฟันบางซี่จึงขึ้นไม่ได้ จะคุดอยู่ในกระดูก เป็นบางส่วน หรืออยู่ใต้กระดูกทั้งซี่ อาจอยู่ในลักษณะตั้งตรง เอียง หรือนอนในแนวระนาบ และมักจะอยู่ชิดกับฟันข้างเคียงเสมอ พบว่าบางซี่ อาจจะมีเหงือกปกคลุมอยู่บางส่วน และมีบางส่วนของฟันโผล่พ้นเหงือกขึ้นมา หรืออาจจะมีเหงือกคลุมฟันอยู่ทั้งซี่ โดยมองไม่เห็นฟันเลยก็มี

ฟันกรามซี่สุดท้ายมักขึ้นไม่ได้ เกิดเป็นฟันคุด

ฟันที่พบว่าเป็นฟันคุดบ่อยที่สุด คือ ฟันกรามซี่สุดท้าย ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ฟันวิสดอม
โดยปกติ ฟันกรามซี่นี้จะงอกขึ้นมาในช่องปากเป็นซี่สุดท้าย ในช่วง อายุก่อน 20 ปีและจะอยู่ในสุดของขากรรไกร มักจะขึ้นเอียง ๆ และโผล่พ้นเหงือกบางส่วน ซึ่งพบว่า 9 คนใน 10 คน จะมีฟันอย่างน้อย 1 ซี่ อยู่ใต้เหงือก และมีอาการผิดปกติ ซึ่งได้แก่ อาการปวดบวม มีการติดเชื้อของเหงือกและฟัน ตลอดจนอาจจะทำให้มีอาการปวดศรีษะ หรือปวดหูโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้ ฟันกรามน้อย และฟันเขี้ยว ก็อาจจะคุดได้เช่นกัน แต่มักจะคุดแบบฝังตัวอยู่ใต้กระดูกทั้งซี่ กรณีที่ว่านี้จะเรียกเฉพาะไปอีกว่า ฟันฝัง ฟันคุดทำให้เกิดปัญหาได้หลายประการ จึงควรถอนออก

การถอนฟันคุดมีวัตถุประสงค์หลายประการ ได้แก่

เพื่อป้องกันการอักเสบของเหงือกที่ปกคลุมฟัน เพราะจะมีเศษ อาหารเข้าไปติดอยู่ใต้เหงือก แล้วไม่สามารถทำความสะอาดได้ เชื้อแบคทีเรียที่มาสะสมอยู่จะทำให้เหงือกอักเสบ ปวดและเป็นหนอง ถ้าทิ้งไว้การอักเสบจะลุกลามไปใต้คาง หรือใต้ลิ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ง่าย นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเลยที่ต้องเข้านอนโรงพยาบาล เพื่อรักษาการติดเชื้อจากฟันคุดนี้
เพื่อป้องกันฟันข้างเคียงผุ ซอกฟันระหว่างฟันคุดกับฟันกรามซี่ ที่สองที่อยู่ชิดกันนั้น ทำความสะอาดได้ยาก เพราะเป็นซอกหลืบ เล็กและแคบ เศษอาหารจะติดค้างอยู่ทำให้เกิดฟันผุได้ทั้งสองซี่
เพื่อป้องกันการละลายตัวของกระดูก แรงดันจากฟันคุดที่ พยายามดันขึ้นมา จะทำให้กระดูกรอบรากฟัน หรือรากฟันข้างเคียงถูกทำลายไป
เพื่อป้องกันการเกิดถุงน้ำหรือเนื้องอก ฟันคุดที่ทิ้งไว้นานไปจะ ก่อปัญหา อาจเกิดเป็นถุงน้ำ แล้วโตขึ้นโดยไม่แสดงอาการเลย จนในที่สุดเกิดเป็นเนื้องอกทำลายฟันซี่ข้างเคียง และกระดูกรอบ ๆ บริเวณนั้น
เพื่อป้องกันกระดูกขากรรไกรหัก เนื่องด้วยการมีฟันคุดฝังอยู่ จะทำให้กระดูกบริเวณนั้นบางกว่าที่อื่น เกิดเป็นจุดอ่อน เมื่อเวลาได้รับอุบัติเหตุ หรือกระทบกระแทก กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นจะหักได้ง่าย
วัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่น ในการจัดฟัน ต้องถอนฟันกรามซี่ที่ สาม ออกเสียก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนฟันซี่อื่น ๆ

ควรถอนฟันคุดก่อนอายุ 25 ปี

พบว่าฟันคุดส่วนใหญ่ทำให้เกิดปัญหาได้ 3 ใน 4 ของฟันกรามซี่สุดท้ายที่โผล่บางส่วนขึ้นมาในช่องปาก จะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ฉะนั้นจึงควรถอนออกเสีย ช่วงอายุที่เหมาะสมคือ ก่อนอายุ 25 ปี เนื่องจากมีผู้ทำการศึกษาในต่างประเทศ โดยศึกษาผู้ป่วยจำนวน 9,500 คน มีอายุตั้งแต่ 12-83 ปี มีฟันคุดจำนวน 16,000 ซี่ พบว่า คนอายุ 24 ปี ขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนมากกว่าคนอายุน้อยกว่านี้ ถึง 4 เท่า เพราะคนอายุน้อย แผลถอนฟันจะหายได้เร็วกว่า และฟันคุดนั้นก็เจริญไม่เต็มที่ การถอนก็จะทำได้ง่ายกว่า

การถอนฟันคุดไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

คนส่วนใหญ่กลัวการถอนฟันอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อต้องถอนฟันคุด ซึ่งจำเป็นต้องเปิดเหงือก ให้เห็นฟันที่คุดอยู่ได้มากที่สุด และบางครั้งก็จำเป็นต้องกรอเอากระดูกที่อยู่เหนือฟันซี่นั้นออก เพื่อให้เอาฟันคุดออกได้ จากนั้นก็ทำความสะอาดแผล แล้วเย็บแผลไว้ด้วยเส้นไหมชนิดไม่ละลายเอง จึงต้องมาให้ทันตแพทย์ตัดเอาไหมออกหลังจากนั้น ประมาณ 7-10 วัน

ในการผ่าตัดทันตแพทย์จะใช้ยาชาฉีดเฉพาะที่ เพื่อไม่ให้มีความเจ็บปวด ขณะทำการผ่าตัด ส่วนใหญ่จะไม่ต้องใช้ยาสลบ จึงไม่จำเป็นต้องนอนพักหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติในวันเดียว

การถอนฟันคุดนี้ใช้เวลาไม่นาน

โดยปกติการถอนฟันคุดซี่หนึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับ

ความเอียง และตำแหน่งของฟันคุดซี่นั้น
ถ้าฟันเอียงและอยู่ลึกลงไปใต้กระดูกมากการเอาฟันนั้นออกจะยากขึ้น
ลักษณะรากฟัน รากฟันที่โค้ง หรือ งอจะเป็นปัญหาในการถอนฟัน
สภาพฟันคุดนั้น ถ้าปล่อยให้ฟันนั้นผุด้วย อาจจะเอาออกยากขึ้น เพราะฟันจะเปราะ
กระดูกรอบ ๆ รากฟัน ที่มีความหนาแน่นมาก จะเอาฟันออกได้ยาก
ลักษณะของฟันข้างเคียง ฟันข้างเคียงอาจจะบังฟันคุด เข้าไปถึงได้ยาก
การยึดแน่นของฟันกับกระดูก บางครั้งรากฟันคุดเกิดเชื่อมเข้ากับกระดูกขากรรไกร จะเอาฟันคุดออกได้ยากขึ้น

อันตรายจากการถอนฟันคุดอาจพบได้บ้าง

ระหว่างผ่าตัด อาจจะทำให้เลือดออกมาก หรือเกิดอันตรายต่อเส้นประสาทฟัน และฟันข้างเคียง
หลังการผ่าตัด อาจจะมีเลือดออกมา เกิดการติดเชื้อ หรือกระดูกเบ้าฟันที่ถอนอักเสบ ผู้ป่วยอาจจะอ้าปากไม่ขึ้น หรืออ้าปากได้น้อยกว่าปกติ
ทั้งนี้โอกาสที่จะเกิดอันตรายนั้นมีน้อยมาก ทันตแพทย์จะต้องใช้ความรู้ความสามารถในการป้องกัน และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ ผู้ป่วยก็ต้องปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัด ตามที่ทันตแพทย์แนะนำโดยเคร่งครัด

การป้องกันอันตรายจากการถอนฟันคุด

การให้ทันตแพทย์ตรวจเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ร่วมกับการเอกซเรย์ฟันกรามซี่ที่สาม จะบอกได้ว่ามีที่พอจะขึ้นหรือไม่ ถ้าเป็นฟันคุดก็จำเป็นต้องถอนออก มิฉะนั้นอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมากมาย ตามที่กล่าวมาแล้ว

ทญ.ฉวีวรรณ ภักดีธนากุล

ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

แก้นิสัยลูกชอบกัดฟัน

Tuesday, August 4th, 2009

ข้อมูลจาก : ห้องสมุด E-LIB : Health Library for Thai

คุณเคยสังเกตหรือไม่ว่า ฟันของคุณมีรอยสึกจนด้านบดเคี้ยวคือด้านข้างบนราบ หรือมีอาการเสียวฟันเวลาเคี้ยวอาหารค่อนข้างแข็งหรือเหนียว แม้แต่ในเด็กวัย 8-10 ขวบ บางคนนอนกัดฟันเสียงดังกรอดจนพ่อแม่วิตกกังวลมาปรึกษาทันตแพทย์ว่า จะมีผลเสียต่อฟันของลูกหรือไม่

นิสัยชอบกัดฟันมีมาตั้งแต่โบราณ จากการศึกษาวิจัยฟันของมนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์ และยังคงเป็นปัญหาของคนยุคปัจจุบัน

การกัดโดยออกแรงย้ำบ่อยๆ อาจจะเกดขึ้นขณะที่รู้สึกเครียดหรือทำไปโดยไม่รู้ตัวจะมีผลเสียต่อฟัน ในระยะยาวหากมิได้รับการแก้ไข เพราะโครงสร้างภายนอกของฟันคือผิวเคลือบฟันสีขาวนวล ที่เราเห็นเวลายิ้มหรือพูดจะถูกทำลายจนสึกกร่อน เมื่อสึกลึกเข้าไปถึงเนื้อฟันชั้นในที่มีสีเหลือง เรียกว่า Dentin จะเริ่มมีอาการเสียวฟันเมื่อดื่มน้ำเย็น รับประทานอาหารหรือแม้กระทั่งขณะแปรงฟัน ก็ยังเสียวฟัน เนื่องจาก Dentin มีรูพรุน (Dentinal Tubules) ซึ่งมีปลายประสาทเชื่อมต่อไปถึงโพรงประสาท ลักษณะดังกล่าวมักจะบในฟันที่สึกมากจนใกล้ระดับเหงือกมองเห็นจุดที่เยื่อประสาทฟันสีน้ำตาลตรงกลางฟัน

โดยธรรมชาติฟันจะสึกจากการบดเคี้ยวอาหารประมาณ 0.3 มิลลิเมตรในระยะเวลา 10 ปี แต่ในรายที่ชอบกัดฟันเป็นนิสัยจะเห็นได้ว่าฟันสึกเร็วขึ้นเกือบ 2 มิลลิเมตรในช่วงอายุเพียง 20 ปีกว่า คนที่เรากัดฟันขณะนอนหลับจะทำลายผิวเคลือบฟันได้เร็วกว่าปกติถึง 10 เท่า

นิสัยการกัดฟันผิดปกติแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ
1. กลุ่มที่กัดเยื้องไปมา (Bruxism) คือเยื้องถูไถฟันไปมาซ้าย-ขวา หรือเยื้องคางไปด้านหน้า หรือบริเวณซี่เขี้ยว สังเกตเห็นได้ว่าผิวเคลือบฟันจะบางคนเห็นเนื้อฟันชั้นในสีเหลือง และฟันจะสึกจนด้านบดเคี้ยวแบนเป็นเส้นตรง บริเวณเหลี่ยมและส่วนนูนจะหายหมด
การสึกของฟันที่เกิดในลักษณะเยื้อง (Bruxim) เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก เพราะต้องบูรณะส่วนที่สึกหายไปของฟันโดยตั้งระดับแนวการสบฟันใหม่ด้วยการครอบฟันหลายซี่ เพื่อกระจายแรงบดเคี้ยวออกไปเท่ากัน

2. กลุ่มที่กัดโดยใช้แรงกดของกระดูกขากรรไกรลงบนฟันโดยไม่ได้เยื้องไปมามากนัก (Clenching) ผู้ที่ติดนิสัยกัดฟันแบบนี้จะสังเกตเห็นว่าฟันหน้า 6 ซี่บนและล่างจะสึกมากจนดูสั้นผิดปกติ ในขณะที่ฟันหลังจะมีระดับสูงกว่า การบูรณะทำโดยการครอบฟันที่สึก
นิสัยการกัดฟันทั้ง 2 แบบมีผลให้รูปหน้าเปลี่ยน คือคางจะยื่นเวลาสบฟัน

การกัดฟันในเด็กและการแก้ไข

ในขณะที่เด็กอายุ 8-12 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่มีทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ขึ้นปะปนกัน หากเด็กเริ่มนิสัยกัดฟันอาจสังเกตเห็นความผิดปกติได้ยากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากผิวเคลือบฟันของเด็ก จะมีความหนาเนื่องจากอายุน้อย นอกจากว่าพ่อแม่สังเกตว่าลูกนอนกัดฟันเวลากลางคืน

การแก้ไขจะทำอย่างไร ?

ในระยะที่เด็กเริ่มกัดฟันเวลานอนจนได้ยินเสียง พ่อแม่ควรพาไปพบทันตแพทย์ และอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า การกัดฟันเป็นผลเสียต่อฟันทำให้ฟันสึกกร่อนมีปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร รวมทั้งการพูดออกเสียง โดยมากเด็กจะให้ความร่วมมือดี ทันตแพทย์อาจช่วยได้ การทำ Occlusal Splint ลักษณะคล้ายแผ่นยางกัดฟันของนักกีฬาแต่ทำด้วยวัสดุพวก Acrylic Resin ให้ใส่เวลานอน หรือเวลาที่เกิดความเครียดและรู้สึกอยากกัดฟัน

การใส่ Occlusal Splint จะใส่ในเวลากลางคืนหรือตอนที่อารมณ์หงุดหงิด ช่วงที่ไม่ได้ใส่ ควรทำความสะอาดและใส่ไว้ในถุงพลาสติกพร้อมทั้งหยดน้ำไว้ 2-3 หยด เพื่อป้องกันการ และรักษาความยืดหยุ่นของวัสดุที่ทำ Splint

กรณีที่การกัดฟันไม่สมดุล เช่น มีฟันบางซี่กระทบกันก่อนที่ซี่อื่นจะสบกัน สามารถแก้ไขได้ ด้วยการกรอผิวฟันเฉพาะจุดเพื่อเกิดความสมดุลในการสบฟันและการบดเคี้ยว

คุณแม่ที่มีลูกนอนกัดฟันกรอดๆ หรือสังเกตว่าฟันของลูกผิดปกติไปจากเดิม ควรพามาพบทันตแพทย์หากไม่รักษาจะเป็นปัญหาแก้ยากในระยะยาวค่ะ
ท.ญ.ดร.ชมพูนุท จิตรปฏิมา

[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 23 ฉบับที่ 339 พฤษภาคม 2543]